หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - มาโนช พรหมสิงห์ นักเขียนรางวัลรพีพร และเพิ่ม script สำหรับ IE 10 – 11 ค่ะ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => สนุก!ซุบซิบ => ข้อความที่เริ่มโดย: ngongsus ที่ 22 มิ.ย. 22, 16:08 น

มาโนช พรหมสิงห์ นักเขียนรางวัลรพีพร


กระทู้: มาโนช พรหมสิงห์ นักเขียนรางวัลรพีพร
เริ่มกระทู้โดย: ngongsus ที่ 22 มิ.ย. 22, 16:08 น
(https://i.ytimg.com/vi/ZV3uLGHZ7MA/maxresdefault.jpg)


"การที่คนเรามีความฝัน จะเป็นแรงผลักดันให้ต้องพยายามทำฝันให้เป็นจริงให้ได้ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ต้องให้ความสำคัญกับมัน บางครั้งการที่จะทำฝันให้เป็นจริงนั้น ก็ต้องเสียสละบางอย่างไป แต่มันก็คุ้มค่ากับการรอคอย เช่นเดียวกับเขา มาโนช พรหมสิงห์ ผู้เลือกใช้ชีวิตอยู่อย่างถาวรในอาณาจัตรวรรณกรรม และกระท่อมบนที่ดินแปลงเล็กๆ มักนอก
ใครๆ ว่า เป็นคนปลูกต้นไม้ และถูกต้นไม้ปลูก"
     มาโนช พรหมสิงห์ ในวัย 58 ปี ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายในบ้านไม้ขนาดกะทัดรัด อยู่อย่างมีความสุขด้วยการสร้างสรรค์ผลงานเขียนหนังสืออย่างประณีตและนำเสนอสู่สาธารณะ ภายใต้ความฝันที่เป็นแรงขับเคลื่อนมาตั้งแต่วัยเยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่ออายุใด้ 7 ขวบ ครอบครัวได้ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเน็ญจะมะมหาราช และระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม เข้ารับราชการครูในปี พ.ศ. 2522 และลาออกในปี พ.ศ. 2532 เพื่อผันตัวเองมาใช้ชีวิตเป็นชาวสวนปลูกดอกไม้และอยู่อย่างเรียบง่าย สมถะ พร้อมกับดำเนินชีวิตเป็นนักเขียนอิสระเต็มตัว อย่างที่เขาเขียนเอาไว้ในคำนำรวมเรื่องสัน "สายลมบนถนนโบราณ" ว่า
     "ปีแรกที่ผมกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนสวน ผมไม่เคยใช้ถนนสายนี้เริ่มต้นเดินทาง "ไป" หรือ "กลับ" เลย ผมอยู่คนเดียวเงียบๆ งดการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพียงเพื่อจะฝึกฝนการใช้ชีวิตเพียงลำพัง สนทนาและติดต่อกับตัวตนภูายในเท่านั้นเพื่อจะอยู่ให้ได้" เขาใช้ประสบการณ์จากการที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นมัธยม สร้างสรรค์งานเขียนอย่างประณีตและนำเสนอสู่สาธารณะ คิดอยู่เสมอว่า "ถ้าเราอ่านวรรณกรรม ใจเราจะอ่อนลง มันจะมีความ
เป็นมนุษย์มากขึ้น ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น เพราะวรรณกรรมมีพลังในการขัดเกลาและยกระดับจิตใจคนอ่านให้ดีขึ้น แต่กระนั้นก็ต้องเป็นวรรณกรรมเชิงอุดมคตินะ"
ประสบการณ์งานเขียน
     เรื่องสั้นเรื่องแรก "น้ำตาและความเจ็บปวด" ตีพิมพ์ในนิตยสารหนุ่มสาว (ตุลาคม 2521) ขณะยังศึกษาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย
     บทกวีบทแรก "ก็ต่อเมื่อเธอเป็นขบถ" ตีพิมพ์ในนิตยสารหนุ่มสาว (กุมภาพันธ์ 2522)
รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
    ปี 2537 เรื่องสั้น "คุกดอกไม้" ตีพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด 19 และได้รับการประดับช่อการะเกด
    ปี 2538 เรื่องสั้น "ระหว่างรอยมีด" ตีพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด 21 และได้รับรางวัลเรื่องสั้นดีเด่นจาก สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
    ปี 2539 เรื่องสั้น "ร่างแหแห่งวิหค" ตีพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด 24 และได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ด้วย
    ปี 2540 เรื่องสั้น "สายลมบนถนนโบราณ" ตีพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด 34 และได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม

เว็บ บาคาร่า  (https://berlin55.com/) ที่น่าเชื่อถืออันดับ

  ปี 2541 รวมเรื่องสั้นเล่มแรก "ร่างแหแห่งวิหค " ได้รับรางวัลรวมเรื่องสั้นดีเด่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2541)
  ปี 2545 รวมบทกวี "ณ ดวงตาเธอมีดาวประกายพรึก"ได้รับรางวัลบทร้อยกรองยอดเยี่ยม ในงาน MBK Indy Book Awards ครั้งที่ 10 2548 รวมเรื่องสั้นเล่มที่สอง "สายลมบนถนนโบราณ" ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบ 8 เล่มสุดท้ายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์)ประจำปี 2548
   ปี 2551 รางวัล "รพีพร" จากคณะกรรมการพิจารณารางวัลรพีพร ร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นับเป็นนักเขียนรางวัลรพีพรคนแรก
   ปี 2552 รางวัล "นักกลอนตัวอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" จากสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
   ปี 2556 นวนิยาย "สายรุ้งกลางซากผุกร่อน" ในโครงการผลิตวรรณกรรมจากการสัมผัสเรียนรู้ชุมชนท้องถิ่นของ สสส.
     ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสือรวมเรื่องสั้นรายปี "ชายคาเรื่องสั้น" ของกลุ่มนักเขียนนามว่าคณะเขียน (Like Write Light to Live) และใช้ชีวิตอย่างสมถะกับครอบครัวที่อบอุ่น