หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: 3 วิธีการลดอ้วนที่ไม่ใช่แค่น้ำหนักลด  (อ่าน 10 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 18 ส.ค. 20, 09:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

หากพูดถึงการลดน้ำหนัก (ไขมัน) หลายท่านอาจจะมีวิธีที่ใช้อยู่ เช่น การอดอาหาร การออกกำลังกาย หรือการลดคาร์โบไฮเดรต ซึ่งวิธีการลดน้ำหนักนั้นมีอยู่หลากหลายวิธีที่จะทำให้กลับไปมีหุ่นกระชับ สัดส่วนเฟิร์มได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องออกกำลังกายให้เหงื่อออกจนหมดแรงเกินกว่าจะทำกิจกรรมต่อไปได้อีก ซึ่งวิธีที่งายที่สุด คือ วิธีการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ดังนั้นเรามาดูวิธีการลดน้ำหนักที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารกันค่ะ


ลดความอ้วนไม่ใช่แค่น้ำหนักลด


อ้วน หรือผอมสามารถวัดได้จากค่าต่าง ๆ เช่น อัตราส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพก (Waist hip ratio, WHR) ค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index, BMI) เป็นต้น ซึ่งผู้หญิงและผู้ชายจะมีค่ามาตราฐานที่ต่างกัน โดยน้ำหนักตัวที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น แต่หลายคนอาจเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าหากน้ำหนักลดเยอะ ๆ แล้วจะเป็นผลดีต่อร่างกาย เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่น้ำหนักลด แต่การลดน้ำหนักที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่น้ำหนักลดเท่านั้น แต่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายยังต้องกระชับ และดูสุขภาพดีด้วย



วิธีการลดน้ำหนัก (ไขมัน) แบบ Intermittent Fasting (IF)



เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมานานกว่า 10 ปี โดยจะมีการกินแบบจำกัดช่วงเวลา คือ ช่วงกิน (feeding) และช่วงอด (fasting) การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้จะช่วยเรื่องระบบการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ส่งผลให้การสะสมของไขมันในส่วนต่าง ๆ ลดลงเมื่อเราอยู่ในช่วงอดอาหารระดับอินซูลินจะลดลง ส่วนระดับ Growth Hormone หรือฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตจะสูงขึ้น และไม่ส่งผลให้มวลกล้ามเนื้อลดลงเหมือนการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักวิธีอื่น ๆ อีกด้วย

โดยวิธีการลดน้ำหนัก (ไขมัน) แบบ Intermittent Fasting นั้นจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน สามารถแบ่งออกเป็น 6 รูปแบบ ดังนี้

- แบบ Lean gains เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม เพราะทำง่าย โดยจะกินอาหารในช่วงเวลา 8 ชั่วโมง และอดอาหารในช่วงเวลา 16 ชั่วโมง หรือที่เรียกว่า “สูตร 8:16”

- แบบ Fast 5 วิธีนี้จะคล้ายกับการทำแบบ Lean gains แต่จะลดช่วงเวลาของการกินอาหารเหลือเพียง 5 ชั่วโมง และอดอาหารอย่างต่อเนื่อง 19 ชั่วโมง

- แบบ Eat Stop Eat วิธีอดอาหารรูปแบบนี้จะมีวันที่ต้องอดอาหารตลอดทั้งวันประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดย 5 วันที่เหลือจะสามารถกินอาหารได้ตามปกติ

- แบบ 5:2 วิธีนี้จะคล้ายกับวิธี Eat Stop Eat คือจะมีช่วงเวลาที่สามารถกินอาหารได้ตามปกติ และต้องมีช่วงเวลาที่อดอาหาร 24 ชั่วโมงจำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ในช่วงที่อดอาหารนั้นยังสามารถกินอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำได้เพียงเล็กน้อย โดยสามารถกินได้ 500-600 Kcal หรือประมาณ 1/4 ของ Kcal ต่อวัน

- แบบ The Warrior Diet ในรูปแบบนี้มีนิยามที่เรียกกันว่า “Fast during the day, eat a huge meal at night” หมายความว่า การอดอาหารในช่วงกลางวัน สามารถดื่มได้เพียงน้ำเปล่า และกินมื้อค่ำเพียงมื้อเดียวเท่านั้น

- แบบ ADF (Alternate Day Fasting) คือการอดอาหารแบบวันเว้นวัน แต่ในระหว่างที่อดอาหารสามารถกินอาหารแคลอรี่ต่ำได้ เพียงแต่ต้องกินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

แม้การลดน้ำหนัก (ไขมัน) ด้วยวิธีนี้จะมีช่วงเวลาที่เราสามารถกินอาหารได้โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องแคลอรี่ แต่อาหารที่เรากินในช่วงเวลาที่จำกัดควรเป็นอาหารที่ให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุจากผักหรือผลไม้ เพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดสารอาหารนั่นเอง



ลดน้ำหนัก (ไขมัน) แบบยุคหิน Paleo Diet


เป็นวิธีการรับประทานอาหารที่ต้องย้อนยุคไปถึง 10,000 ปีก่อน โดยจะยึดตามแบบฉบับของมนุษย์ยุคหินที่ส่วนใหญ่จะเป็นการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ และอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ปลา รวมถึงการรับประทานผัก ผลไม้ เช่น ถั่ว และเมล็ดพืชต่าง ๆ

การลดน้ำหนัก (ไขมัน) ด้วยวิธีนี้จะเป็นการเน้นรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี และไม่ใช่อาหารสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงาน เพราะมีความเชื่อว่าอาหารที่เรากินกันทุกวันนี้อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

ข้อดีของการรับประทานอาหารแบบ Paleo Diet ยังช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และช่วยลดความอยากอาหารได้ด้วย


เน้นไขมันกับการกินแบบคีโตเจนิค ไดเอท (Ketogenic Diet)


การลดน้ำหนัก (ไขมัน) แบบคีโตเจนิค ไดเอท (Ketogenic Diet) หรือคีโต ไดเอท (Keto Diet) เป็นการรับประทานอาหารที่เน้นแต่ไขมัน และโปรตีน โดยจะลดอาหารที่เป็นพวกคาร์โบไฮเดรตให้เหลือน้อยที่สุด การลดน้ำหนัก (ไขมัน) ด้วยวิธีนี้จะใช้หลักเกณฑ์การเผาผลาญที่เรียกว่า คีโตสิส (Ketosis) ทำให้เกิดสาร คีโตน (Ketone) ในตับ เพราะปกติแล้วร่างกายจะนำกลูโคสที่ได้จากการรับประทานอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อเรารับประทานอาหารที่เน้นแต่ไขมัน และโปรตีน ร่างกายจึงต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน จึงเกิดการเผาผลาญไขมันที่เรารับประทานเข้าไปแทนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตนั่นเอง


วิธีการลดน้ำหนัก (ไขมัน) แบบนี้จะเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารประเภทเนื้อมากกว่าการรับประทานประเภทผัก เช่น สเต็ก หมูทอด ไก่ทอด เป็นต้น แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคตับ ไตเสื่อม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการเผาผลาญไขมัน เพราะเป็นสูตรลดน้ำหนักที่ต้องใช้ตับ และไตทำงานหนักอาจส่งผลให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อโรคที่เป็นอยู่ได้


นอกจากวิธีการลดน้ำหนัก (ไขมัน) ด้วยการควบคุมอาหาร หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้ว เราควรใส่ใจในประเด็นอื่น ๆ ด้วย เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการลดความอ้วนให้ได้ประสิทธิภาพนั่นเอง


ข้อมูลจากบทความ https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/how-to-lose-weight

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม