หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ไขข้อข้องใจวัคซีนไข้หวัดใหญ่  (อ่าน 11 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 5 พ.ค. 20, 22:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับการฉีดวัคซีน เพราะตั้งแต่เกิดเรามักจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ อยู่หลายต่อหลายครั้ง ทั้งวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนป้องกันโรคหัด เป็นต้น วัคซีนเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนกองกำลังทหารอาวุธครบมือที่จะช่วยปกป้องร่างกายของเราให้ห่างไกลจากโรค โดยเฉพาะโรคยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่จะต้องเป็นนั่นคือ “โรคไข้หวัดใหญ่” แต่ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่กลับเกิดความลังเลใจที่จะฉีดวัคซีน ดังนั้นวันนี้เราจึงมาร่วมกันไขปัญหาข้องใจเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่กันค่ะ


Q : ประเทศไทยควรใช้วัคซีนสายพันธุ์ซีกโลกใต้ (SH) หรือวัคซีนสายพันธุ์ซีกโลกเหนือ (NH) ?

A : เนื่องจากประเทศไทยมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในทุกปีจึงสามารถใช้ได้ทั้งวัคซีนสายพันธุ์ซีกโลกใต้ (SH) และวัคซีนสายพันธุ์ซีกโลกเหนือ (NH) แต่โรคไข้หวัดใหญ่จะเกิดการระบาดสูงในฤดูฝนซึ่งจะตรงกับวัคซีนสายพันธุ์ซีกโลกใต้ (SH)

_________________________________________

Q : หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีน แล้วจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนอีกหรือไม่ ?

A : ปกติแล้วร่างกายของคนเราจะสร้างภูมิคุ้มกันจากการได้รับวัคซีนสูงสุดที่ 8-6 เดือน หลังจากนั้นจะเริ่มลดประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

_________________________________________

Q : วัคซีนจะสามารถเริ่มป้องกันโรคได้เมื่อใด และใช้เวลานานเท่าใด ?

A : ภูมิคุ้มกันจะถูกสร้างขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ และอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี แต่จะมีประสิทธิภาพสูงสุดที่ 8-6 เดือน หลังจากนั้นจะเริ่มลดประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ

_________________________________________

Q : ฉีดวัคซีนป้องกันแล้วแต่ทำไมยังป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อยู่อีก ?

A : การฉีดวัคซีนนอกจากจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเพื่อป้องกันโรคแล้วยังสามารถลดความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย แต่เมื่อเราได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ไปแล้วแต่ยังมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูกอยู่นั้นอาจเกิดจากเชื้ออื่น ๆ ที่ไม่ใช่เชื้อไข้หวัดใหญ่ หรืออาจได้รับเชื้อจากไวรัสจากสายพันธุ์อื่น ๆ นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุความสามารถในการ กระตุ้นภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล และอาจมีความเป็นไปได้ว่าเราอาจได้รับเชื้อไวรัสก่อนการฉีดวัคซีนแต่เพิ่งมาแสดงอาการ หรือได้รับเชื้อในช่วง 2 สัปดาห์หลังรับการฉีดวัคซีน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังไม่ทำงานนั่นเอง


ในปัจจุบันแม้จะเกิดโรคระบาดใหม่ ๆ ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ แต่วงการแพทย์ไม่ได้นิ่งเฉยเพราะยังคงมีการพัฒนาวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน เราจึงไม่ควรปล่อยให้ร่างกายของเราต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายที่ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมาเยือนเราตอนไหน ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็อย่ารอช้าที่จะฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่กันนะคะ

อ่านบทความวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเต็มได้ที่
https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/QandA-Influenza-Virus
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม