หน้า: 1 2 3

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: พายุไห่เยี่ยนถล่มฟิลิปปินส์ยังวิกฤต น้ำมัน 5 แสนลิตรรั่วซ้ำ  (อ่าน 3161 ครั้ง)
Guest
อย่ามาเหวง!เสียให้ยาก
เรทกระทู้
« ตอบ #45 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 12:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

q*064ตำรวจมีหน้าที่รักษากฏหมาย ปกป้องคนดี และให้ศาลบ่งชี้และต้องรับฟังการตัดสินของศาลไทย ตำรวจได้ทำหน้าที่นี้หรือไม่และหากว่าไม่ทำหน้าที่นี้ก็จะบังเกิดให้มีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศไทย

ประชาชนที่เขาเห็นว่าสิ่งที่ทำไปนี้ไม่ถูกต้อง เขาก็ต้องเข้าไปทำร้ายคนที่ไม่รักษากฏหมาย

ส่วนคนที่ไม่รักษากฏหมายไปเข้ากับคนที่บงการและบ่งชี้ให้ไปทำลายสิ่งที่ถูกต้องนี้และชี้ว่าสิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งผิด แล้วคิดดูแล้วกันก็จะเกิดการต่อสู้กันอันเป็นผลสำเร็จในขั้นตอนสุดท้ายที่จะก่อให้เกิดการจราจลขึ้นในบ้านเมืองไทย เสมือนกับประเทศซีเรีย แต่ในประเทศเหล่านั้นเขาไม่ได้ต่อสู้กันในเรื่องความดีและความชั่วแต่อย่างใด

เขาก็รู้จุดอ่อนของคนไทยว่า คนไทยนี้หนามีความรักในสิ่งที่ถูกต้องที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องในไทย

และสิ่งนี้ก็จะนำมาซึ่งการเกิดจราจลระหว่างคนดีและคนชั่วในไทย ทำให้เกิดความแตกแยกความสามัคคี และนี่เป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นการเข้ามาบริหารจัดการของ ยูเอ็น หรือ อียู ที่จะเข้ามาจัดการกับประเทศไทยนั้นได้

และเรื่องนี้ก็เลยต่อยอดของความชั่วนี้ให้แพร่กระจายไปเป็นสงครามกลางเมืองที่เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อันใดเลยในประเทศไทย

แต่อยากถามหนุมานตัวจริงในประเทศไทยว่าอยู่ที่ไหน แต่เราก็คิดในทางที่ดีน๊ะ เพราะตอนนี้อาจจะไปเล่นซุกซนอยู่บนเทือกเขาร๊อกกี้ก็อาจจะเป็นได้ 555555555 คงไม่ได้ตามหากางเกงในของซุปเปอร์แมนเป็นแน่แท้ 5555555555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อยากถาม!
เรทกระทู้
« ตอบ #46 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 12:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073อันเทือกเขาร๊อกกี้นี่มันจะมีความดีเยี่ยงกับเทือกเขาตะนาวศรีของไทยนั้นบ้างไหม แต่เทือกเขานี้ก็ส่อขี้ให้เห็นเทือนเถาเหล่ากอของใคร ที่ชอบการเบียดเบียนรุกรานเป็นชีวิตจิตใจ เข้าไปที่ไหนก็วุ่นวายที่นั่น คนจำพวกนี้นั้นไม่เคยคิดกระทำการอันใด ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อโลกใบนี้กันเลยหรือนั่น แล้วก็บากบั่นไปหาโลกใหม่ที่อยากจะชี้ให้โลกนี้เห็นว่า ข้านี้มีปัญญาเหนือกว่าชาติอื่นใด ข้าบรรลุแล้วซึ่งโลกใบนี้ที่ไม่ได้สร้างสรรค์ปัญญาให้ข้านี้ไม่ตกหน้าผาตาย ไปแสวงหาการทำลายโลกใหม่ดีกว่า เพราะว่ามันจะได้รองรับการตกหน้าผาตาย ด้วยการหนีจากไปของบรรดาอ้ายพวกบงการทำลายโลกทั้งหลายที่จะไปรวมตัวก่อเรื่องชั่วบนดาวอังคารต่อไป ชั่วเสียไม่มีดี ขี้เรียกพ่อก็อาจจะเป็นได้ นี้มันเป็นความคิดของใครกันน๊ะที่วางแผนชั่วช้าทำลายประเทศไทย q*032

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คำถาม?
เรทกระทู้
« ตอบ #47 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 12:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064 สรุป ในสระบัวหมายถึงประเทศไทยนั้น

ท่านจะให้สระบัวมีแต่ดอกบัว หรือ มีแต่ตัวเงินตัวทองอยู่เต็มสระบัวนั้น

มีคำตอบกันไหมนั่นตอบให้จงได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มีวิสัชชนาไหม!
เรทกระทู้
« ตอบ #48 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 12:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปุจฉา มีคำถามว่ามีสระบัวอยู่สระหนึ่ง ซึ่งเจ้าของสระบัวนี้บ่งชี้จุดมุ่งหมายคือ ให้เป็นสระเป็นทานบารมีให้ทุกคนมาเก็บดอกบัวนี้เอาไปถวายพระเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

แต่ต่อมาได้มีตัวเงินตัวทองแอบแฝงกายเข้ามาอยู่อาศัยและเจริญเติบโตยัีวเยี้ยะไปหมดทำให้สระบัวกลายเป็นที่อยู่ของตัวเงินตัวทองเต็มไปหมด จนหามีดอกบัวไปถวายพระไม่

ถามว่าจะให้ทำอย่างไรที่จะให้มีดอกบัวอยู่ต่อไปแทนตัวเงินตัวทองที่จะตอบสนองความต้องการของเจ้าของสระบัวที่ได้สร้างเอาไว้ให้ผู้ที่มีใจรักในพระพุทธศาสนาเพื่อให้นำดอกบัวไปบูชาพระนั้นตั้งแต่ต้นนั้นได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไชโย!!!บรรลุแล้ว 5555
เรทกระทู้
« ตอบ #49 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 13:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*038คห.57 หากคิดเยี่ยงนั้นบ่อปูนั้นก็จะเป็นอาหารอันเลิศรสของเหล่าบรรดาตัวเงินตัวทองนั้นเห็นจะได้ และไม่เห็นว่าตัวเงินตัวทองนี้หนาจะมีประโยชน์อันใดต่อประเทศไทย แต่อาจจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจของเหล่าพวกทุนสามาลย์นั้นก็อาจจะเป็นได้ เพราะจะใช้พวกเหล่านี้เข้าทำร้ายและเบียดเบียนสัตว์ที่เล็กกว่าเพียงเพื่อปรารถนาให้ทุนสามาลย์อยู่อย่างมั่นคงได้ แต่ในวาระสุดท้ายเหล่าบรรดาตัวเงินตัวทองเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ในขั้นตอนที่จะใช้ประโยชน์ในการถลกหนังเอาไปทำกระเป๋า และเอาเนื้อนั้นไปใช้ในการประกอบอาหารก็เป็นได้

แต่สำหรับสระบัวคือประเทศไทย เจ้าของสระบัวหาได้ปรารถนาให้เหล่าบรรดาสรรพสัตว์ชนิดที่น่ารังเกียจที่จะชี้ชัดให้รู้ถึงความหมายว่าชั่วนี้ มาคลุกคลีในสระบัวต่อไป เพราะจะทำให้บัวนั้นเขาหม่นหมองและไม่ต้องตามวัตถุประสงค์ของบรรดาสาธุชนทั้งหลายที่เขาจะรักษาดอกบัวนี้เอาไว้ให้คงอยู่คู่กับเจ้าของสระบัว และในอนาคตนั้นหนาเขาปรารถนาจะสร้างรายได้ ด้วยการนำเอาคำว่า ดอกบัว ไปเป็นตราสัญญลักษณ์ของความดีที่จะอยู่คู่กับเจ้าของสระบัวที่คงรักษาความดีอยู่คู่กับสาธุชนที่ดีต่อไป คงไม่มีใครที่อยากจะได้ให้ตราสัญญลักษณ์ ตะกวด หรือ ตัวเงิน ตัวทอง ที่จะเป็นตราสัญญลักษณ์ของสินค้าที่ไม่ใช่ชื่อแบรนด์แนมที่จะคู่ความดีคือ ดอกบัว นี้ที่จะต้องสูงส่งและคงคุณค่าอยู่คู่กับชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
จบหรือยัง!
เรทกระทู้
« ตอบ #50 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 13:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คห. 57 ถามว่าจะไปสร้างบ่อนี้ที่ไหน เพราะที่ประเทศไทยมีแต่สระบัวอยู่ทั่วไปหมด หามีบ่อนี้ไม่ คงจะต้องไปหาบ่อปูใหม่ในดินแดนอันไกลโพ้นซึ่งไม่ต้องตรงกับประเทศไทย เพราะสระบัวนี้เขาได้สร้างไว้คู่กับวัดไทย ที่ก็มีอยู่เต็มไปหมด และสาธุชนก็ไม่หมดในความศรัทธาในพระศาสนาแต่อย่างใดไม่ จึงเป็นที่มาของคำตอบที่ว่าเขาคงไม่เอาตะกวดไปขึ้นหิ้งได้ หากเอาตะกวดขึ้นหิ้งนั้นคงต้องไปตั้งผู้นำในประเทศใหม่ เพราะประเทศไทยนี้มีแต่พระเท่านั้นที่เป็นศาสดาและก็ประกาศกึกก้องทั่วปฐพีว่า เราจะปกครองโดยธรรม ดังนั้น ก็ย่อมมีแต่ดอกบัวเป็นตัวนำในการบ่งชี้ถึงความดีนั้นที่จะนำไปขึ้นหิ้งนั้นเพื่อบูชาพระในประเทศไทย...จบไหม

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อีมม์!!!!!!!
เรทกระทู้
« ตอบ #51 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 13:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064 คห.57 และก็อยากจะบอกอีกว่าเจ้าของสระบัวนั้นหนาก็หาได้รังเกียจตัวเงิน ตัวทองแต่อย่างใด เพราะไม่เช่นนั้นก็คงจะเข้าไปจัดการให้หมดสิ้นจากสระบัวนั้นได้ แต่ด้วยใจที่มีแต่บุญในการบ่งชี้ที่จะรักษาความดีนี้ให้มั่นคงสืบต่อไป ก็ปล่อยให้ตัวเงิน ตัวทองนี้ ได้รับรู้ถึงหน้าที่ กาละเทศะว่าตัวเองนั้นหนาควรจะไปอยู่ ณ ที่แห่งไหน ที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายในแต่ละสังคมไทย เพราะตัวเองนั้นเล่าก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อ้างอิงอันใดได้ มีเพียงเป็นสัญญลักษณ์บ่งชี้แค่เป็นตัวแสดงให้เห็นถึงความชั่ว เพราะชอบกินแต่ของสกปรก และชอบลักกินขโมยกินสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน แต่ตัวเองนั้นก็ย่อมรู้ว่าเจ้าของสระบัวหาได้คิดทำร้ายฆ่าแกงแต่อย่างใด เพราะจะเป็นบาปติดตัวไป ทำให้เสียสิ้นซึ่งทานบารมีที่จะเก็บรักษาเอาไว้เพื่อรักษาชาติบ้านเมืองยามมีภัย ดังนั้น เหล่าบรรดาตัวเงิน ตัวทอง นั้นก็ย่อมเข้าใจว่าตัวเองควรจะไปอยู่ ณ ที่แห่งไหนที่มันต้องไปไกลจากสังคมของคนดี และให้ความดีอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป q*072

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ยกกำลังสอง!
เรทกระทู้
« ตอบ #52 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 15:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

coco คห. 57 ผิดเป็นครู หากคิดเยี่ยงคุณนั้น ก็เป็นการวิสัชนาในการแก้ปัญหาในการแบ่งแยกชั่วกับดีนั้นได้ แต่สำหรับในไทย ชั่วกลับหายอมรับในตัวตนไม่ และคิดเสมอว่าชั่วนั้นหนามีสิทธิ์ที่จะอยู่ปะปนกับดีได้ เพราะว่าเจตนาจะบ่งชี้ในการเป็นศรีธนญชัยที่ว่า ในประเทศไทยนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดีอยู่ปะปนกัน แต่เราต้องส่งเสริมให้คนดีนั้นปกครองคนไม่ดี แต่ก็ได้แปลเจตนานี้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวนั้นได้ อะไรที่เป็นความดีก็จะแปลคำพูดเหล่านี้ให้เป็นชั่วไปหมดนั้นได้ เพื่อให้เข้ากับประโยชน์ตนและสั่งสอนผู้คนให้สับสนวุ่นวาย เฉกเช่นดั่งที่หลวงตามหาบัวท่านได้เทศนาเอาไว้มิได้ผิดเพี้ยนนั้นได้ คือ ท้าวเทวทัต ที่จะงัดข้อกังขามาปุจฉา วิสัชนาต่อสู้ด้วยอธรรมนั้นหนาเพื่อเอาชนะธรรมะให้จงได้ และยังไม่พอยังไม่พอยังต่อยอดปุจฉาไปยังต่างชาติภาษาให้วุ่นวายขยายเครือข่ายวุ่นวายไปหมดทั่วพื้นพิภพยังไม่จบเรื่องท้าวเทวทัตงัดข้อพระพุทธเจ้าแต่ประการใด ร้อนถึงพุทธบริษัททั้งหลายที่แสนเบื่อระอาใคร่แต่อยากจะปรารถนาให้มีธรรมะในข้ออื่น ๆ บ้างที่จะมาสร้างทางให้ต่อสู้กับปัญหาของประเทศและโลกนี้ต่อไป จนอยากจะปล่อยให้ท้าวเทวทัตและพรรคพวกนั้นให้มันไปตามเวรตามกรรมของเขากันต่อไป

เหล่าบรรดาสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายที่สดับรับฟังแต่คุณธรรม ความดีเป็นเครื่องบ่งชี้หาทางสงบในจิตใจ มิได้คิดปรารถนาอยากจะไปรบรากับพวกท้าเทวทัตงัดข้อกับพระในประเทศไทย

ดังนั้น จึงไม่เป็นไปในแนวทางสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ในปัญญาต่อผู้มีคุณธรรมความดีในประเทศไทย จึงอยากจะปล่อยให้ท้าวเทวทัตชักดิ้นชักงอดีกว่าไหม เพราะเบื่อท้าวเทวทัต ไปอยากไปฟัดให้สิ้นเปลืองสติปัญญาในการแก้ตัณหาเท้าเทวทัตนั้นไม่ได้ q*072q*072

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ขอภาพประกอบ!
เรทกระทู้
« ตอบ #53 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 15:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064ครั้นพระสงฆ์ทั้งหลายรู้ข่าว จึงเข้าไปกราบทูลพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตได้ทำกรรมหนัก ไม่อาจเห็นตถาคตในอัตตภาพนี้ได้เลย" แม้ภิกษุทั้งหลายจะได้เข้ากราบทูลให้ทรงทราบเป็นระยะ ๆ หลายหน ถึงครั้งสุดท้าย พระเทวทัตได้ถูกหามมาใกล้พระเชตวันวิหารแล้ว พระผู้มีพระภาค ก็ยังทรงรับสั่งเช่นเดิมอยู่อย่างนั้นอีกว่า "ภิกษุทั้งหลาย แม้พระเทวทัต จะเข้ามาในพระเชตวัน พระเทวทัตก็จะไม่ได้เห็นตถาคตเป็นแน่แท้"

เมื่ออันเตวสิกทั้งหลาย หามพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี ซึ่งอยู่นอกพระเชตวันวิหาร จึงวางเตียงลงในที่ใกล้สระ แล้วก็ชวนลงอาบน้ำในสระนั้น ส่วนพระเทวทัตก็ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ห้อยเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน ประสงค์จะเหยียบยันกายขึ้นบนพื้นปฐพี ในขณะนั้น พื้นปฐพีก็แยกออกเป็นช่อง สูบเอาเท้าทั้งสองของพระเทวทัตลงไปในแผ่นดินโดยลำดับ พระเทวทัตได้จมหายไปในภาคพื้น ตราบเท่าถึงคอ และกระดูกคาง วางอยู่บนพื้นปฐพี

ในเวลานั้น พระเทวทัตได้กล่าวคาถาสรรเสริญบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "พระผู้มีพระภาค เป็นอัครบุรุษ ยอดแห่งมนุษย์และเทพดาทั้งหลาย พระองค์เป็นสารถีฝึกบุรุษอันประเสริฐ พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยบุญญลักษณ์ถึงร้อย และบริบูรณ์ด้วยสมันตจักษุญาณ หาที่เปรียบมิได้ ข้าพระองค์ ขณะนี้ มีเพียงกระดูกคางและศรีษะ กับลมหายใจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ขอถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ" q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #54 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 15:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เทวทัตทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือดภายหลังจึงโดนธรณีสูบลงนรกไป...เพราะเวรกรรมที่ตัวเองทำ..หากท่านมีรายละเอียดช่วยเล่ามาให้ฟังอีกครั้งหนึ่งครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #55 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 15:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พอดีผมมีรายละเอียดอยู่ผมขออธิบายก็แล้วกันแต่ถ่านหากอธิบายแล้วก็ถือว่าร่วมกันอธบายครับ..

พระเทวทัต ถูกธรณีสูบ


โดยทั่วไปเราทราบกันว่า ในสมัยพระพุทธองค์มีคนที่ทำความชั่วจนถูกธรณีสูบไป 1 คน คือ พระเทวทัต แต่ความจริงมีถึง 5 ซึ่งทุกคนล้วนแต่ก่อกรรมทำเข็ญมุ่งร้ายต่อพระพุทธองค์และสาวกของพระองค์ทั้งสิ้น

พระเทวทัต เป็นพระเชษฐาของพระนางยโสธราพิมพา ชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า พระเทวทัตตามล้างตามผลาญพระพุทธองค์มาแล้วหลายชาติ

แรกเริ่มนั้น เมื่อครั้งพระเทวทัตเกิดเป็นพ่อค้า พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นพ่อค้าเช่นกัน ได้มีหญิงชราเป็นผู้ดีตกยากนำถาดทองสมบัติเก่าที่ยังเหลืออยู่ไปขายพระเทวทัต เพื่อจะหาเงินยังชีพ ด้วยนิสัยพ่อค้าที่คดด้วยเล่ห์ พระเทวทัตจึงบอกว่าถาดนั้นไม่ได้ทำด้วยทองแท้และตีราคาให้ต่ำ หญิงชราทราบดีว่าสมบัติเก่าของนางนั้นเป็นของมีค่า จึงไม่ยอมขายให้ พอดีกับพระพุทธองค์ขณะเสวยชาติเป็นพ่อค้าเสด็จผ่านมา หญิงชราจึงนำถาดทองเสนอขาย พระพุทธองค์เห็นว่าเป็นถาดที่ทำด้วยทองแท้ จึงให้ราคาสมกับค่าของถาด หญิงชราจึงได้ขายสมบัติชิ้นสุดท้ายนั้นให้พระพุทธองค์

เรื่องนี้สร้างความโกรธแค้นแก่พระเทวทัตมาก เพราะถ้าไม่มีพระพุทธองค์ หญิงชราก็จำต้องขายให้ตนเพราะความยากจนบีบบังคับ พระเทวทัตจึงกำทรายขึ้นมา 1 กำมือ แล้วหว่านออกไปพร้อมกับประกาศว่า จะขอจองล้างจองผลาญพระพุทธองค์ไปทุกชาติ เท่ากับเม็ดทรายเม็ดละชาติ

จากนั้นพระเทวทัตก็ติดตามจองเวรกับพระพุทธองค์มาหลายชาติ ชาติสุดท้ายก่อนเกิดเป็นพระเทวทัตจนถูกธรณีสูบ ได้เกิดเป็นชูชกขณะที่พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นพระเวสสันดร

ในชาติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ พระเทวทัตก็มีจิตริษยาอาฆาตพระพุทธองค์มาแต่เยาว์วัย เมื่อพระพุทธองค์ทรงผนวช พระเทวทัตก็ออกผนวชด้วย และเมื่อพระพุทธองค์บรรลุพระโพธิญาณ พระเทวทัตก็สำเร็จโลกีย์ญาณ ได้อภิญญาสามารถแปลงกายและเหาะเหินเดินอากาศได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #56 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 15:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยุแหย่ให้พระสงฆ์แตกแยกถือเป็นโทษมหันต์...เป็นกรรมหนักชนิดหนึ่งต้องระวังแต่พระเทวทัตก็ยุให้แตกแยกออกไปจำนวนหนึ่ง..ดังในภาพ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ปัญญา!
เรทกระทู้
« ตอบ #57 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 16:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คห.65 คำถามที่คุณถามมาคงยากแก่การตอบนั้นได้ เพราะปัจจุบันเรายังไม่ถึงขั้นบรรลุธรรมนั้นได้ แต่เพียงจับจุดมาต่อยอดเพื่อให้คลอดซึ่งความคิดที่จะประกอบกับการชี้ถูกชี้ผิดให้ความคิดมีผลสำเร็จลงได้ แต่หากยึดมั่นในความคิดที่ดี ที่มีพื้นฐานอยู่ ณ จุดนี้ ความดีย่อมต่อยอดได้ ผิดกับความคิดในทางที่ชั่ว แต่แสวงหาเอาความดีนี้ไปตีความให้เข้าข้างในทางชั่วเสมือนเป็นดอกบัวที่เหี่ยวเฉาโดยเอาไปเขียนเป็นตำราใหม่ เปรียบเสมือนคำที่ว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เยี่ยงนั้น คนที่คิดชั่วนั้นก็จะคิดให้กงจักรเป็นดอกบัวขึ้นมาได้ เขาอาจจะไปบอกคนที่คิดวิปริตในทางที่ไม่ดีว่า ก็หากเอากงจักรเป็นเครื่องยนต์กลไกลผลิตดอกบัวเพื่อให้เหล่าสาธุชนเอาไปถวายพระก็ทำได้จริงไหม จะต้องไปลำบากที่จะต้องไปเพาะปลูกต้นบัวในสระให้ยุ่งยากทำไม และนี่ก็คือที่มาของคำว่า ทุนสามาลย์ ที่จะมาล้มล้างสระบัวในประเทศไทยไป ซึ่งเขาก็ไม่อาจรู้หรอกว่า ดอกบัวที่มีคุณค่าต้องประกอบไปด้วยสติปัญญาที่จะต้องเสาะแสวงหาในการที่จะคิดค้นว่าเราจะนำหน่อบัวนี้มาปลูกนั้นจะต้องกระทำการอย่างใดที่จะก่อให้เกิดเป็นดอกบัวเพื่อนำขึ้นไปบูชาพระได้ ซึ่งคนที่คิดชั่วเขาก็คิดว่า เขาก็มีปัญญาเช่นกันที่จะหาวัสดุมาผลิตเป็นดอกบัวโดยใช้วัตถุดิบอย่างอื่นก็ได้ ไม่ต้องไปลงแรงปลูกให้มันยุ่งยากแต่อย่างใด และนี่แหละจึงเป็นที่มาของเหล่าปัญหาทั้งหมดในประเทศไทย เพราะพวกเหล่าทุนสามาลย์ทั้งหลายมันไม่เข้าใจในความหมายอันลึกซึ้งหรือเข้าถึงธรรมะนั้นได้ เราก็ไม่สมควรไปว่าเขา เพราะบอกแล้วนั้นเล่าคือ เนื้อนาบุญ ที่จะต้องมีในประเทศไทย หากเราได้กระทำให้ผืนแผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ที่จะอุดมไปด้วยคนดี มีศีลธรรม คุณธรรม นี่ก็หาได้มีอ้ายพวกทุนสามาลย์มาบ่งชี้วิสัชนาที่ไม่เข้ากับการแก้ปัญหาสังคมไทย และอยากจะบอกว่าในการที่เราได้ตอบกลับไปนี้ไซร้ ก็ไม่รู้ว่าพวกไร้ปัญญาจะรู้คิดกันหรือไม่ q*072

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #58 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 16:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบในปัจจุบัน [แก้]



จุดที่ชาวบ้านเชื่อว่าพระเทวทัตถูกธรณีสูบ หน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี
ตามคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า สถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบอยู่ริมสระน้ำหน้าวัดเชตวันมหาวิหาร ในปัจจุบันบริเวณหน้าวัดเชตวันยังคงมีพื้นที่ว่างแปลงหนึ่งอยู่กลางนา ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าไปปรับพื้นที่ทำนา เนื่องจากเล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นสถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ
ปัจจุบันผู้นำเที่ยวชมวัดเชตวันมักบอกว่าบริเวณนี้คือจุดที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสระน้ำที่นางจิญจมาณวิกา ถูกธรณีสูบเช่นเดียวกัน
ดูเพิ่ม [แก้]

พระเจ้าอชาตศัตรู ลูกศิษย์ของพระเทวทัต ผู้ทำปิตุฆาต ที่สำนึกผิดและหันมาบำรุงพุทธศาสนาและเป็นองค์อุปถัมภ์ปฐมสังคายนาในภายหลัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #59 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 16:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาเหตุที่พระเทวทัตฝักใฝ่ในการกระทำชั่ว [แก้]

สาเหตุที่พระเทวทัตฝักใฝ่ในการกระทำชั่วนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า จิตของพระเทวทัตได้ถูกครอบงำย่ำยีด้วยอสัทธรรม (ธรรมฝ่ายชั่ว) 8 ประการ คือ 1.ลาภ 2.เสื่อมลาภ 3.ยศ 4.เสื่อมยศ 5.สักการะ 6.เสื่อมสักการะ 7.ความปรารถนาอันต่ำทราม 8.ความเป็นมิตรชั่ว (แต่มีเพียง 3 อย่างที่ถูกครอบงำด้วยอสัทธรรมคือ 1.ความปรารถนาอันต่ำทราม 2.ความเป็นมิตรชั่ว 3.พอบรรลุคุณวิเศษก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ทำให้พระเทวทัตต้องไปเกิดในอบายชั่วกัปหรือตกนรกชั่วกัป ไม่มีใครช่วยได้เลยแม้แต่พระพุทธเจ้า) หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้สอนให้เหล่าภิกษุผู้ที่ถูกครอบงำย่ำยีด้วยอสัทธรรมให้เป็นฝ่ายครอบงำย่ำยีอสัทธรรมเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างของเทวทัต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #60 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 16:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้าจนห้อเลือดบาปกรรมแท้ๆ

พระเทวทัตในสมัยพุทธกาล [แก้]

พระเทวทัต เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุปปพุทธะผู้ครองกรุงเทวทหะแห่งแคว้นโกลิยะ กับพระนางอมิตาเทวี โดยพระโกลิยราชวงศ์ของพระเทวทัต เป็นพระประยูรญาติใกล้ชิดกับศากยราชวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์มาแต่เดิม พระเทวทัตจึงมีศักดิ์เป็นพระญาติวงศ์กับพระพุทธเจ้า โดยพระเทวทัตนั้นมีอายุไล่เลี่ยกับพระพุทธองค์
พระเทวทัตออกบวชพร้อมกับพระราชาและเจ้าชายแห่งศากยวงศ์รวม 6 พระองค์คือ พระเจ้าภัททิยศากยราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์, เจ้าชายอนุรุทธะ, เจ้าชายอานันทะ, เจ้าชายภัคคุ, เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต (ราชวงศ์โกลิยะ) และนายอุบาลี ช่างภูษามาลา อีกท่าน รวมเป็น 7 คน ณ อนุปิยอัมพวันแห่งมัลลกษัตริย์ [4] โดยพระพุทธองค์ทรงบวชให้ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ซึ่งหลังจากบวชได้ไม่นาน เจ้าชายทั้งหมดและนายอุบาลีภูษามาลาก็ได้บรรลุธรรมทั้งหมด ยกเว้นพระเทวทัตที่ได้แต่เพียงโลกิยสมาบัติ (แสดงฤทธิ์ได้) เท่านั้น
เรื่องราวของพระเทวทัตหลังจากบวชปรากฏว่า ท่านได้มีละความเพียรในการบำเพ็ญสมณธรรม หลังจากได้ฤทธิ์แล้ว ท่านได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง โดยแสดงฤทธิ์เหาะไปให้เจ้าชายอชาตศัตรูเห็น หลังจากนั้นเจ้าชายอชาตศัตรูจึงเกิดศรัทธายอมตนเป็นศิษย์และรับบำรุงอุปัฏฐากพระเทวทัต [5] และด้วยการยุแหย่ของพระเทวทัต จึงเป็นสาเหตุให้เจ้าชายอชาติศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์ เพื่อขึ้นครองราชสมบัติแห่งแคว้นมคธแทน


ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระพุทธประวัติ ตอนพระเทวทัตสั่งปล่อยช้างนาฬาคีรีเข้าทำร้ายพระพุทธองค์
นอกจากการยุให้พระเจ้าอชาติศัตรูทำปิตุฆาตแล้ว ท่านยังได้พยายามลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าอีกหลายครั้ง [6] เช่น ปล่อยช้างตกมันเข้าทำร้ายพระพุทธองค์, จ้างนายธนู 10 ผลัด ไปลอบยิงพระพุทธองค์ แต่ทุกครั้งไม่สามารถทำอะไรพระพุทธเจ้าได้ และกลับเป็นว่าผู้ที่ส่งไปทำร้ายเกิดศรัทธาในพระพุทธเจ้าจนหมดสิ้น ทำให้พระเทวทัตลงมือพยายามลอบปลงพระชนม์เองโดยการกลิ้งหินให้ตกจากหน้าผาเขาคิชกูฏใส่พระพุทธเจ้า แต่หินกลับกระเด็นหนีพระพุทธเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ แต่สะเก็ดหินก็ทำให้พระพุทธองค์ทรงห้อเลือดเล็กน้อยที่ข้อพระบาท [7]
นอกจากนี้แล้วพระเทวทัตยังเป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูง อยากจะเป็นพระศาสดาแทนพระพุทธองค์ โดยพระเทวทัตกระทำการถึงขั้นที่เสนอให้พระพุทธเจ้าลาออกจากตำแหน่งพระศาสดาแล้วให้พระเทวทัตเป็นพระศาสดาแทน [8] และพยายามทำตัวให้ดูเป็นผู้นำที่เคร่งครัดอย่างยิ่งยวดเพื่อแบ่งแยกคณะสงฆ์ เช่น เสนอพระวินัยอย่างเคร่งครัด เช่น กินเจตลอดชีวิต อยู่ป่าตลอดชีวิต แก่พระพุทธเจ้าเพื่อทรงบัญญัติ [9] ซึ่งเมื่อผู้คนเริ่มทราบความตั้งใจชั่วของท่าน ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูออกห่าง ไม่อุปถัมภ์บำรุง และโดนดูหมิ่นจากชาวบ้านและพระสงฆ์ ทำให้ในภายหลัง ท่านได้สำนึกผิด และเดินทางไปขอขมาพระพุทธเจ้า แต่ทว่าด้วยกรรมที่ท่านสร้างไว้นั้นหนักมาก จึงทำให้ท่านต้องถูกธรณีสูบลงสู่อเวจีนรก ณ ริมสระโบกขรณีหน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร
ตามความในคัมภีร์อรรถกถาได้ขยายความพระไตรปิฎกและเรื่องราวพระเทวทัตถูกธรณีสูบนี้ก็ปรากฏอยู่ในอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ เรื่องพระเทวทัต โดยกล่าวเรื่องราวตอนพระเทวทัตถูกธรณีสูบไว้ว่า [10]

แม้พระเทวทัตแล ลุกจากเตียงแล้วนั่งวางเท้าทั้งสองบนพื้นดิน เท้าทั้งสองนั้นก็จมแผ่นดินลง. เธอจมลงแล้วโดยลำดับเพียงข้อเท้า, เพียงเข่า, เพียงเอว, เพียงนม, จนถึงคอ, ในเวลาที่กระดูกคางจดถึงพื้นดิน ได้กล่าวคาถานี้ว่า
“ข้าพระองค์ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นบุคคลเลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เป็นสารถี ฝึกนรชน มีพระจักษุรอบคอบ มีพระลักษณะ (แต่ละอย่าง) เกิดด้วยบุญตั้งร้อย ว่าเป็นที่พึ่งด้วย กระดูกเหล่านี้พร้อมด้วยลมหายใจ.”
(เป็นคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์) นัยว่า “พระตถาคตเจ้าทรงเห็นฐานะนี้ จึงโปรดให้พระเทวทัตบวช. ก็ถ้าพระเทวทัตนั้น จักไม่ได้บวชไซร้, เป็นคฤหัสถ์ จักได้ทำกรรมหนัก, จักไม่ได้อาจทำปัจจัยแห่งภพต่อไป, ก็แลครั้นบวชแล้ว จักทำกรรมหนักก็จริง, (ถึงดังนั้น) ก็จะสามารถทำปัจจัยแห่งภพต่อไปได้” เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงโปรดให้เธอบวชแล้ว.

— อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ เรื่องพระเทวทัต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มองเห็นกรรม!
เรทกระทู้
« ตอบ #61 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 16:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*026 แต่เราก็ได้เห็นกรรมแล้วนั้นเล่าคือหากไม่ยกย่องเชิดชูคนดีและกระทำย่ำยีคนดีแล้วไซร้ ตนเองนั้นก็จะได้รับการกระทำที่ย่ำยีถูกเหยียบย่ำด้วยคำพูดที่สามาลย์เฉกเช่นกันบนเวทีที่เขาต่อตีเทวทัตนั้นได้

สิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง ก็คิดว่าเป็นผลกรรมแล้วนั่นที่จะตอบสนองตัวเองนั้นได้ เพราะมิได้ยกย่องเชิดชูผู้มีพระคุณ และมิได้สำนึกในพระกรุณาธิคุณแต่อย่างใด มีแต่คนว่ากล่าวทับถมทุกวี่ทุกวัน จนหมดสิ้นซึ่งความดีงามที่ก็หาคนมาแก้ต่างให้ก็ลดน้อยถอยลงไปทุกวัน

แต่จะสรรเสริญเจริญพรให้นั้นว่ากระทำดีนั้นต่อประเทศชาติและประชาชนคนไทยก็หามีไม่ ทั้งพรรคพวกเพื่อนพ้องก็มัวหมองมิอาจที่จะเชิดหน้าชูตานำความดีขึ้นมาแผ่ขยายให้ขจรขจายไปทั่วโลกนั้นได้ q*030

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วิเคราะห์!
เรทกระทู้
« ตอบ #62 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 16:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064 หากให้เราวิเคราะห์เทวทัตในวันนี้ก็ยังหามีความสำนึกไม่ และไม่คิดว่าตัวเองนั้นหนาจะต้องมีความผิดต่อการกระทำแต่อย่างใด

อาจจะต้องให้ท้าวเทวทัตไปพูดกับท่านพันท้ายนรสิงห์และไต่ถามถึงความจริงที่บังเกิดในอดีตกาลนั้นได้ ว่าสิ่งที่ท่านพันท้ายนรสิงห์กระทำไปนั้นท่านกระทำไปด้วยเพราะเหตุใด แต่คิดว่าหากท่านพันท้ายนรสิงห์เล่าให้ท้าวเทวทัตฟังนั้นหนาก็คงจะได้รับคำบริพาทกลับเฉกเช่นที่ทำกับพระของไทย แต่เราอยากจะทราบต่อไปว่า หากท่านพันท้ายนรสิงห์ได้ยินคำที่ท้าวเทวทัตพูดนั้นหนาท่านจะทนได้หรือไม่ เราคิดว่าท่านพันท้ายนรสิงห์คงจะไม่ไว้หน้า คงจะเอาดาบชักขึ้นมาฟันคอท้าวเทวทัตนั้นหนาก็อาจเป็นได้ เพราะว่าขนาดแค่ท่านนำเรือไปชนแค่ต้นไม้ ท่านยังยอมเสียสละชีวิตให้ตัดหัวเพื่อทูลถวายในการรับโทษทัณฑ์ แล้วคิดสินั้นหากท้าวเทวทัตไม่สำนึกถึงคุณงามความดีของพระในไทย คิดสิว่าท้าวเทวทัตจะรอไปถึงโดนธรณีสูบไหม q*038

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
55555เหนื่อยใจ
เรทกระทู้
« ตอบ #63 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 17:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*034 วันนี้ท่านเทวทัตอยู่ท่ามกลางมิตรใหม่ที่มีทั้ง ยอดมนุษย์ คนเหล็ก ผีเขมร ซุปเปอร์แมน และเจมส์บอล 007 เห็นจะได้ ได้ร่วมโต๊ะเจรจาเพื่อจะหาทางแก้ลำพระพุทธเจ้าช่วยบอกทีเถิดว่าจะให้กระทำประการใด ทั้งหมู่มวลเพื่อต่างชาติภาษาต่างมองหน้ากันแล้วถามเทวทัตนั้นว่าเราจะได้อะไรที่จะเป็นการตอบแทนนั้นได้ คิดว่าท่านท้าวเทวทัตจะให้อะไรเป็นการตอบแทนมิตรต่างชาติภาษานี้ได้ (คงมีคำตอบกันแล้วใช่ไหม) แต่วันนี้ซุปเปอร์แมนยังมีปัญหาเพราะว่ายังหากางเกงในเบอร์เอสยังไม่ได้ ให้พรรคพวกเทวทัตตามหาตั้งนานก็ยังไม่กระทำการให้สำเร็จลงไปได้ ยังจะริมาขอคำปรึกษาต่ออีกนี่คืออะไร ส่วนยอดมนุษย์นั่นก็มีปัญหากับซุปเปอร์แมนนั้นเพราะชอบแสดงความกร่างเหนือซุปเปอร์แมนในไทย ซุปเปอร์แมนคาดโทษเอาไว้ว่าให้ตูเจอกางเกงในให้พบในประเทศไทยเสียก่อนเถิดหนาจะจัดการกับอ้ายยอดมนุษย์ตัวนี้นั้นได้ (ปัญหาอ้ายซุปเปอร์แมนนี้ยังไม่มีใครแก้ไขให้ได้5555) อ้ายยอดมนุษย์จึงรอดพ้นไป(แต่รอชำระความในภายหลัง555) ส่วนผีเขมรนั้นพละกำลังตอนนี้อ่อนด้อยลงไป เพราะต้องใช้พลกำลังในการเรียกร้องพื้นที่เขาพระวิหารจนต้องไปรอขอส่วนบุญฝรั่งเศสก่อนนั้นเห็นจะได้ แล้วท่านเจมส์บอล 007 ล่ะให้คำปรึกษาท่านเทวทีตว่าอย่างไร อ๋อ!ตอนนี้ก็สอดแนมดูว่าจะลุกจะรับอย่างไรที่จะไม่ให้เสียลูกอย่างรัสเซียนั้นได้55555555 (สงสารพระพุทธเจ้าจริง ๆ ในประเทศไทย แต่ขอโทษ! นั่นท่านตรัสรู้แล้วนั่นจะไปกลัวอะไร5555555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ขอภาพประกอบ
เรทกระทู้
« ตอบ #64 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 17:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064เพลง พี่ชายที่แสนดี เขากำลังจูงกันเดินไปในทิศทางไหน

เมฆดูสวยงาม เมื่อยามมองฟ้า ฟ้าดูกว้างใหญ่เหมือนเก่า
เมื่อยังเล็กแหงนดูมือไขว่คว้าเอา สูงจังอยากตัวโตสูง
จ้องมองแสนนาน พี่ชายคงเห็นยิ้มเดินมาใกล้แล้วอุ้ม
ขี่คอจนเกือบสูงทัน จ้องมองบนฟ้านั่น
เอื้อมมือถึงจันทร์ จะเอาเป็นของเรา

ครั้งโดนเขารังแก ร้องงอแงร้องไห้
พี่คนนี้ยังคอยคุ้มครองคุ้มภัย น้องเอยอย่ากลัวใครเขา
สองพี่น้องเดินไป น้องตามพี่ชาย จับมือจูงน้องไป
มองฟ้าอันกว้างใหญ่ ฟ้าคงไกลไป ขี่คอพี่สูงเอง

ครั้งโดนเขารังแก ร้องงอแงร้องไห้
พี่คนนี้ยังคอยคุ้มครองคุ้มภัย น้องเอยอย่ากลัวใครเขา
สองพี่น้องเดินไป น้องตามพี่ชาย จับมือจูงน้องไป
มองฟ้าอันกว้างใหญ่ ฟ้าคงไกลไป ขี่คอพี่สูงเอง

จวบจนฉันโต พี่ยังคงรักและคอยเป็นห่วงแสนห่วง
เมื่อผิดหวังให้กำลังใจทั้งดวง น้องเอยอย่ากลัวใครเขา
เมื่อยามท้อใจ จ้องมองบนฟ้านึกตอนเป็นเด็กเล็กนั่น
ขี่คอจนเกือบสูงทัน เอื้อมมือให้ถึงจันทร์
บอกเอาไว้นาน พี่ชายที่แสนดี






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #65 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 17:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระสยามเทวาธิราช โปรดคุ้มครองทุกคนที่ทำความดีครับ...ขอท่านจงปล่อยวาง..สิ่งใดเกิดก็ต้องเกิด..แต่ขอให้เป็นไปในสิ่งที่ดีครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไม่ธรรมดา!
เรทกระทู้
« ตอบ #66 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 17:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คห.77 เหตุใดท่านจึงปล่อยวางกระนั้นได้ เราพูดเสียจนเหนื่อยออกปานนั้น พอจะบรรลุธรรม ท่านก็เฉยเลยนั่นเพราะเหตุใด นี่เรากำลังแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองไทย แต่ท่านบอกปล่อยวางแล้วมันจะสอดประสานรับลูกกันได้อย่างไร q*026

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ปุจฉา!
เรทกระทู้
« ตอบ #67 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 17:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064ท่านให้เราปล่อยวาง แล้วท่านตั้งกระทู้ธรรมมาให้คิดอ่านเพื่ออะไร เอาความคิดไปประดิษฐคิดค้นหาเพื่อมาแก้ต่างกับความดีกระนั้นใช่หรือไม่ q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #68 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” กอบกู้ชาติบ้านเมืองได้ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ท่านครองราชย์เป็นพระ ราชาแล้ว พระองค์ได้ยาตราทัพไปตั้งเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรี พระองค์มีเพื่อนรักแท้ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ คือ “นายทองด้วง” ลูก “นายทองดี” และ “นายบุญนาค” มาช่วยกอบกู้บ้านเมืองที่แตกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า อาทิเช่น ก๊กพระยาฝาง ก๊กพระยาพิษณุโลก ก๊กพระยาพิมาย ก๊กพระยานคร ก๊กค่ายโพธิ์สามต้น เป็นต้น
พระเจ้าตากพร้อมด้วยพระยาจักรี (นายทองด้วง) และพระอนุชา พระราชวังบวร และกลุ่มนายบุญนาค ต้นตระกูลบุญนาค เข้าเกลี้ยกล่อมรวบรวมก๊กเหล่าต่างๆ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระงับการรบราฆ่าฟันกันเอง รวมไทยเป็นชาติไทย แล้วจึงวางอุบายออกผนวชเป็นชีพราหมณ์อยู่เมืองระยองกว่า 10 ปี จนพ้นความขัดข้องทางพระวินัย เพราะขณะที่รวมชาติอยู่นั้นพระองค์ได้เสด็จเมืองจีน ขอยืมทรัพย์สินมาถึง ๑๒๐ ลำเรือสำเภา เพื่อนำมาใช้ทำนุบำรุงบ้านเมือง
เพราะหนี้สินจึงยังบวชไม่ได้ เนื่องจากเวลาบวชพระอุปัชฌายะต้องถามอัตรายิกธรรมว่า
“อะนะโนสิ” ท่านเป็นหนี้หรือไม่
“มหิราชาพาโต” ท่านมีหน้าที่ทางราชการหรือไม่
เมื่อตอบ “อามะภันเต” ไม่ได้ ก็บวชไม่ได้
จนกระทั่งทางประเทศจีนยกหนี้สินให้ พระองค์จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ฉายา “พรหมปัญโย” แล้วจึงไปจำพรรษาที่เขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช จนสิ้นพระชนม์ และยังมีรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมณะเพศที่พระอุโบสถวัดภาวนาภิรตาราม ซอยบางขุนนนท์
เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๔ – ๒๕๑๕ ผมมีความรู้สึกที่อยากจะบวชเป็นพระภิกษุขึ้นมาอย่างกะทันหัน ผมจึงไปปรึกษาหลานแท้ๆ ของ “หลวงปู่ศุข” วัดคลองมะขามเฒ่า หลานของหลวงปู่ศุขก็ได้บอกว่า หลวงปู่ศุขได้บอกให้ไปบวชที่ “วัดพุทไธศวรรย์” ซึ่งวัดพุทไธศวรรย์นั้นเดิมเป็นที่ประทับของ “สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง” ชื่อว่าเวียงเหล็ก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอู่ทองได้มาประทับอยู่ที่นี่ ๓ ปี ขณะที่กำลังก่อสร้างพระนครศรีอยุธยาอยู่
เมื่อสร้างพระนครศรีอยุธยาเสร็จแล้ว ก็เสด็จไปประทับที่พระนครกรุงศรีอยุธยา ครองราชย์สมบัติในปี พ.ศ. ๑๘๘๗ เมื่อมีพระชนม์ได้ ๓๗ พรรษา พราหมณ์ถวายพระนามว่า “สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์” และวันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ เพลาเช้า ๒ นาฬิกา ๕ บาท ทรงสถาปนาพระตำหนักเวียงเหล็กเป็นพระอารามให้ชื่อว่า “วัดพุทไธศวรรย์”



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พ.ย. 13, 19:41 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #69 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“หลวงปู่ศุข” บอกว่าให้ผมบวชที่วัดนี้ เพราะในอดีตชาติผมเคยเป็นขุนคลังของพระเจ้าอู่ทอง และเมื่อเกษียณอายุก็มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดพุทไธศวรรย์ “พระครูภัทรกิจโสภณ” เป็นพระอุปัชฌาย์ในปัจจุบัน หลังจากลาสิกขาแล้วผมก็ได้หล่อพระประธานไปตั้งที่ศาลาการเปรียญหลังใหม่ แล้วก็ได้นำผ้าไปห่มพระปรางค์ซึ่งประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าอู่ทองหลายครั้ง
หลังจากที่ผมได้ลาสิกขาบทแล้ว พระอุปัชฌาย์ก็ไปได้วิชาเรียกเหล็กไหลมาก็เคยชวนผมไปดู คือเหล็กไหลนี้จะไม่ได้เหมือนกับทางนิยายที่เขียนทั่วไป ว่าอยู่ในถ้ำลึกแล้วก็ต้องใช้คาถาอาคมเรียกออกมา แล้วใช้ผมของผู้หญิงสาวพรหมจรรย์มาตัด แต่จริงๆ แล้วเหล็กไหลนี้จะเป็นธาตุกายสิทธิ์อยู่ในถ้ำตื้นๆ มีแสงสุริยันจันทราส่องถึง และข้างหน้าถ้ำจะมีน้ำซึ่งเหล็กไหลจะเป็นธาตุกายสิทธิ์ซึ่งจะอยู่ในน้ำและตามผนังภูเขาด้วย
วิธีเรียกเหล็กไหลของพระอุปัชฌาย์ สมมุติเราจะให้เหล็กไหลเป็นรูปพระพุทธรูป เราก็ต้องเอาขี้ผึ้งแท้มาปั้นเป็นรูปพระพุทธรูปที่เราต้องการ แต่ขนาด ๓ เท่าของพระพุทธรูปที่เราต้องการ แล้วใช้ขันทองเหลืองแท้นำรูปปั้นขี้ผึ้งใส่น้ำผึ้งแท้ผสมน้ำมะพร้าวปิดฝาด้วยผ้าสีขาว สายสิญจน์มาผูกมัดแล้วไปเกาะไว้ที่ผนังถ้ำ ข้างล่างที่ผ้าขาวก็เขียนยันต์ไว้ ด้านล่างของขันทองเหลืองก็จะจุดเทียนเล่มเล็กๆ เพียงแค่ ๓ เล่ม แล้วก็บริกรรมคาถาไปเรื่อยๆ เหล็กไหลก็จะวิ่งไปตามสายสิญจน์ซึ่งจะแดงเหมือนกับสายลวดที่มีไฟฟ้าวิ่ง เมื่อเหล็กไหลมากินน้ำผึ้งหมดแล้วสายสิญจน์ก็จะกลายเป็นด้ายสีขาวธรรมดา ก็เป็นอันเสร็จพิธี เมื่อเปิดผ้ายันต์ออกก็จะพบว่าขี้ผึ้งถูกเหล็กไหลกินไปหมดแล้ว ก็จะเหลือเป็นพระเหล็กไหลขนาด ๑ ใน ๓ ของขี้ผึ้งที่ปั้นไว้ กระผมเป็นศิษย์รุ่นแรกๆ ที่พระอุปัชฌาย์ได้ทำพระเหล็กไหลมาให้

ตอนที่ ๘...
พระมหาโพธิสัตว์ คือผู้เสียสละและแบ่งปัน ...
ช่วยเหลือและปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง
ครั้งหนึ่ง “หลวงปู่โง่น โสรโย” กับ “สามเณรบุญชุ่ม ญาณสังวโร” ได้ไปพบกับ “หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร” ก่อนที่จะมาเป็น “หลวงปู่พุทธะอิสระ” บ้านเกิดของพระครูโลกเทพอุดร คือ หมู่บ้านยาลัมเอฟเวอร์เรสท์ ที่ภูเขาหิมาลัย ชื่อจริงของท่านคือ “พระอุตระ” น้องชายชื่อ “พระโสณะ”
หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร เป็นพระอทิสมานกาย มีกายทิพย์ จะเกิดจะดับเมื่อไรก็ได้ หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรอาศัยอยู่ในหินแท่งใหญ่ที่มีรั้วทองแดงล้อมรอบ เมื่อหลวงปู่โง่นอ่านตัวอักษรที่ได้สลักไว้ในแผ่นหินป้ายใหญ่โบราณก็ปรากฏว่ามีพระสงฆ์รูปร่างใหญ่เดินออกมาจากป้ายหินอันนั้น และเดินผ่านรั้วทองแดงสูง ๒ เมตรได้เสมือนไม่มีรั้วกั้นเลย ท่านได้เดินยิ้มออกมาจับมือทักทายกับหลวงปู่โง่นแล้วกล่าวว่า
“ขะมะนิยังอาวุโส” หลวงปู่โง่นตอบท่านว่า
“ขะมะนิยังภันเต” พวกโยมๆ อยากถ่ายรูปเป็นที่ระลึก หลวงปู่โง่นยืนกลาง สามเณรบุญชุ่มยืนด้านซ้าย หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรยืนด้านขวา แต่เมื่อกลับกรุงเทพฯ แล้ว กล้องทุกกล้องจะมีภาพเหมือนกันหมด คือ รูปหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรกลับไม่ใช่พระสงฆ์ แต่กลายเป็นแขกมีผ้าพันศีรษะ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พ.ย. 13, 19:47 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #70 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในประเทศไทยช่วงนี้คำสอนของพระพุทธเจ้าถูกบิดเบือน พระสงฆ์บางรูปก็ไม่ค่อยจะมีพระวินัย ก็ถึงคราวที่หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรจะต้องมาเข้าร่างมนุษย์ เพื่อทำงานค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้ครบ ๕,๐๐๐ ปี เกี่ยวกับหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร หลวงปู่โง่น ได้เคยกล่าวไว้ว่า “คนไทยหลงใหลกันมาก จึงมีหลวงพ่อโลกอุดรปลอม ที่ผู้คนละโมบโลภหลงเอาชื่อท่านมาขายกิน ในสังคมไทยไม่รู้ว่าหลวงปู่เทพโลกอุดรเกิดมาที่ไหน จะสัมผัสได้อย่างไร เห็นก็แต่หลอกลวงกันทั่วไป”
หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร ปัจจุบันได้มาเกิดเป็น “หลวงพ่อพุทธะอิสระ” จากคำพูดของหลวงปู่พุทธะอิสระมหาโพธิสัตว์ที่ได้เทศออกอากาศ เมื่อประมาณต้นปี ๒๕๕๐ คำพูดของท่านผู้เขียนได้นำมาลงไว้โดยเต็มไม่ได้ตัดตอนแต่อย่างไร
“ความเสียสละและแบ่งปันซึ่งกันและกัน ได้รับการฝึกจากการนอนหลับอันยาวนาน ในสถานที่ๆ ไม่สามารถจะบอกได้ว่ามันอยู่ที่ไหน ในทิศทางใดของโลกและจักรวาลนี้ รู้แต่เพียงว่าที่ๆ หลวงปู่หลับใหลนั้นมันเป็นที่ๆ สุขสบายมีทุกอย่างที่พร้อมมูล และเปี่ยมไปด้วยกลิ่นไอแห่งรสชาติของพระธรรม มากมีไปด้วยสรรพวิทยาและเนืองนองเนืองแน่นไปด้วยกัลยาณมิตร กัลยาณธรรม ที่ต่างพากันปฏิบัติธรรม เจริญธรรม เพื่อนำเอาพระธรรมที่ปฏิบัติและเจริญเหล่านั้น มาช่วยปลดปล่อยช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ภัย
กลิ่นไอและบรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยมหามิตรอันยิ่งใหญ่ เต็มเปี่ยมไปด้วยความการุณ อาทร เมตตา อนุเคราะห์ จริงใจ และก็ให้อภัยต่อกันและกัน เต็มเปี่ยมและอุดมมั่งคั่งไปด้วยความรัก ความเกื้อหนุน อนุเคราะห์เกื้อกูลต่อกันและกัน เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียสละและแบ่งปันซึ่งกันและกัน ไม่มีผู้ใดแม้แต่จะคิด จะทำในสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระธรรม
สถานที่ๆ หลวงปู่อยู่หรือหลับใหล เป็นสถานที่ๆ สุขสบาย และพอเหมาะพอดีต่อสถานภาพ ต่อความไม่กังวลของชีวิตความเป็นอยู่ของคนๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ได้เฉพาะคนๆ หนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าจะไปคิดว่าจะต้องมีคนๆ นั้นอยู่กับเรา คนๆ นี้อยู่กับเราด้วย คงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้เป็นแน่ เพราะแต่ละคนที่อยู่ในที่นี้ก็ได้อยู่เพื่อคนๆ หนึ่ง ก็คือตัวเอง แล้วก็นำพาตัวเองที่อยู่รอดอยู่ได้นั้นไปช่วยปลดปล่อย ช่วยเหลือและเกื้อกูลอนุเคราะห์ต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง รวมความแล้วก็เป็นที่เฉพาะคนเท่านั้น ไม่มีใครมีสิทธิ์คิดจะเอาญาติ เอาคนรัก คนชอบ คนชัง เข้าไปอยู่ด้วยได้เป็นแน่
หลังจากหลวงปู่ได้ลุกขึ้นมาจากความหลับใหล โดยการมีเสียงปลุกขึ้นมาให้ตื่นขึ้นมาได้ทำงาน ได้ทำหน้าที่ หลวงปู่ก็ได้เที่ยวแสวงหาสถานที่ๆ หลวงปู่จะต้องอยู่และทำงาน จนกระทั่งหาไปรอบๆ หาไปได้ทั่วๆ พบพา เจอบุคคล สรรพสัตว์ ทุกหนทุกแห่งที่ไปต่างตกทุกข์ เดือดร้อน ระทม และระคนปะปน เศร้าหมองและขุ่นมัว มั่วไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ไม่มีใครมีความสุขสมอารมณ์สมปรารถนา มีแต่คนสิ้นหวังผิดหวัง แล้วก็ไม่รู้จะหวังอะไร เพราะสิ่งที่เขาหวังมันเกินเลยต่อความรู้ ความสามารถของเขา ทุกสังคมทุกกระบวนการ ทุกวิถีทาง หลวงปู่ได้เลือกสรรเลือกเฟ้น และเข้าไปสัมผัสทดลอง แล้วก็คิดว่าเราจะอยู่กับใครดี เราจะอยู่กับชีวิตชนิดใดดี เราควรจะอยู่ในสถานะและตระกูลไหนดี เราจะอยู่กับบุคคล ตัวตนเช่นไรดี
จนในที่สุดหลวงปู่ก็ได้เห็นครอบครัวๆ หนึ่ง ไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้มากมี แต่ก็มากมายไปด้วยน้ำใจ มากมายไปด้วยจิตวิญญาณของผู้ให้ เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียสละและแบ่งปัน หลวงปู่เฝ้ามองครอบครัวนี้ด้วยความรู้สึกสนใจติดตามครอบครัวนี้ดูจนรู้ว่า แม้แต่ข้าวมื้อสุดท้ายของเขาสำหรับครอบครัวนี้ เขาก็ยังกล้าที่สละแบ่งให้แก่คนอื่นซึ่งไม่ใช่ญาติได้
หลวงปู่ก็เลยคิดว่าการมีชีวิตเป็นอยู่กับครอบครัวซึ่งให้แม้กระทั่งข้าวมื้อสุดท้าย ถือว่าเป็นชีวิตสุดท้ายของตนนี้มันน่าจะมีค่ามีราคา ทำให้เราได้ปัญญามากกว่าไปอยู่กับครอบครัวที่อุดมมงคล และมั่งคั่งไปด้วยทรัพย์สิน หรือยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ หลวงปู่ได้แต่เฝ้ามองดูว่าโอกาสจะให้เมื่อไร เวลาจะเหมาะเจาะขนาดไหน แล้วหลวงปู่ก็ได้เห็นคนๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กชายกำลังจะถึงกาลเวลาอันหมดจด คือหมดอายุขัย นั่นก็คือครอบครัวนี้มีลูกชายคนเล็ก เด็กคนนี้เป็นโรคร้ายซึ่งไม่มีใครจะรักษาได้ แม้แต่หมอแผนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถรักษาให้หาย (LEUKEMIA)
หลวงปู่ก็ได้รู้ว่าเด็กคนนี้จะตายภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลวงปู่เฝ้ามองเฝ้ารอเวลา รอช่วงจังหวะ จนกระทั่งถึงกาลวันหนึ่งครอบครัวนี้ได้ย้ายจากที่พำนัก จากคฤหาสน์หลังโต บ้านเรือนไทย ๒ ชั้น ขายให้กับคนทั้งหลายหรือว่าคนที่มีอันจะกิน เอาเงินมาเลี้ยงดูคนพิการอนาถาและเป็นง่อย จากเป็นเจ้าของบ้านกลายมาเป็นผู้เช่าบ้าน จากผู้เช่าบ้านต้องลงมาอยู่ใต้ถุนบ้าน สุดท้ายก็ต้องย้ายขยับขยายพาครอบครัวตัวเอง และคนอาศัยหนีไปอยู่ในป่า....



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #71 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณที่คุณถามมาและยังมอบดอกกุหลาบ หมายถึงความรักมาให้ผมตั้ง 2 ดอก ขอบคุณครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #72 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระบรมรูปจำลองภายในศาลพระราชวังเดิม กรุงธนบุรี

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชสมภพ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล ฉศก จุลศักราช ๑๐๙๖ ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ [1] ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา มีพระนามเดิมว่า “สิน” พระราชบิดาเป็นชาวจีนชื่อ นายไหฮอง เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์ พระราชชนนีชื่อ นกเอี้ยง (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น กรมพระเทพามาตย์) ตั้งบ้านใกล้กับจวนเจ้าพระยาจักรีที่สมุหนายก

พระยาจักรีทรงตัดเปียให้นายสิน

เมื่อยังทรงพระเยาว์ เจ้าพระยาจักรี ได้ขอพระเจ้าตากสินไปเลี้ยงเป็น บุตรบุญธรรม และได้ตั้งชื่อพระองค์ท่านว่า “สิน” พอนายสินอายุได้ ๙ ขวบ เจ้าพระยาจักรี ก็ได้นำไปฝากให้เล่าเรียนหนังสืออยู่ในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 พ.ย. 13, 18:08 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #73 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ครั้นอายุได้ ๑๓ ปี เจ้าพระยาจักรีได้นำนายสินเข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็ก ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตามประเพณีของการรับราชการในสมัยนั้น ในระหว่างการรับราชการเป็นมหาดเล็ก นายสินได้พยายามศึกษาหาความรู้ทางด้านภาษาต่างประเทศหลายภาษา มีภาษาจีน ภาษาญวน ภาษาแขก จนสามารถพูดได้สามภาษาอย่างชำนาญ


ซินแสทำนาย นายสินและนายทองด้วง
ครั้นนายสินอายุได้ ๒๑ ปี พระเจ้าจักรีได้ประกอบการอุปสมบทนายสินเป็นพระภิกษุสงฆ์อยู่ในสำนักอาจารย์ทองดี ณ วัดโกษาวาส นายสินอุปสมบทอยู่ ๓ พรรษา และก็ลาสิขาบทกลับเข้ารับราชการตามเดิม เนื่องจากนายสินเป็นผู้ฉลาด รอบรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี ราชกิจต่าง ๆ โดยมาก จึงได้รับกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายสินเป็นมหาดเล็กรายงาน ด้วยราชการทั้งหลายในกรมมหาดไทย และกรมวังศาลหลวง

ในปี พ.ศ. ๒๓๐๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร เสด็จเสวยราชสมบัติได้ ๓ เดือนเศษ ก็ถวายสิริราชสมบัติแก่ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ ซึ่งมีพระนามที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า พระที่นั่งสุริยามรินทร์ หรือ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์

สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายสิน มหาดเล็กรายงานเป็นข้าหลวงเชิญท้องตราพระราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งนายสินได้ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ และมีความดีความชอบมาก จึงได้กรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็น หลวงยกกระบัตรเมืองตาก ช่วยราชการอยู่กับพระเจ้าตาก ครั้นเมื่อพระยาตากถึงแก่กรรมลง ก็ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนหลวงยกกระบัตร (สิน) เป็น พระยาตาก ปกครองเมืองตากแทนสืบต่อมา เมื่อครั้งเมืองตาก ยังเป็นเมืองขึ้นของเมืองกำแพงเพชร


การสู้รบกับพม่า ในขณะที่ปกครองเมืองตาก
และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าให้มาช่วยราชการสงคราม
ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๓๐๘ พระยาตาก (สิน) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เข้ามาช่วยราชการสงครามเพื่อป้องกันพม่าในกรุงศรีอยุธยา พระยาตาก (สิน) มีฝีมือการรบป้องกันพระนครอย่างเข้มแข็ง มีความดีความชอบมาก จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น พระยาวชิรปราการ (สิน) สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชรแทนเจ้าเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม แต่พระยาวชิรปราการ (สิน) ยังหาได้ไปปกครองเมืองกำแพงเพชรไม่ เพราะต้องต่อสู้กับข้าศึก ในการป้องกันพระนคร

ในระหว่างพระยาวชิรปราการ (สิน) ทำการสู้รบ เพื่อป้องกันพระนครอย่างเข้มแข็งและสามารถรบชนะพม่าหลายต่อหลายครั้งก็ตาม แต่ก็มีสาเหตุทำให้พระยาวชิรปราการ (สิน) เกิดความท้อแก่ใจ อันเกิดจากความอ่อนแอของผู้บัญชาการ และขาดการประสานงานที่ดีระหว่างแม่ทัพนายกองต่าง ๆ ดังเช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงยกตัวอย่างไว้ในหนังสือไทยรบพม่าว่า

“ ครั้งที่ ๑ พระยาตากออกไปรบชนะตีได้ค่ายพม่า แต่ผู้บัญชาการรักษาพระนคร ไม่ให้กำลังไปอุดหนุน ต้องล่าถอยกลับมา

อีกครั้ง ๑ พระยาตากถูกเกณฑ์ไปคอยสกัดรบพม่าที่วัดใหญ่ด้วยกันกับพระยาเพชรบุรี เมื่อเดือน ๑๒ ปีจอ พม่ายกทัพเรือลัดทุ่งมา พระยาตากเห็นว่าเหลือกำลังที่จะรบพุ่งเอาชนะได้ พระยาเพชรบุรีไม่ฟังขัดขืนยกไปรบ เสียทีพม่า พระยาตากต้องหาว่าทิ้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นอันตราย

ทีหลังมาอีกครั้ง ๑ เมื่อก่อนจะเสียกรุงสัก ๓ เดือน เวลานั้นกระสุนดินดำที่ในกรุง ฯ อัตคัดลง จึงมี หมายสั่งว่า ถ้ากองปืนไหนจะยิง ให้ขออนุญาตที่ศาลาลูกขุนก่อน วันหนึ่งพม่ายกเข้ามา พระยาตากเอาปืนใหญ่ยิงพม่าไม่ได้ขออนุญาตก่อน ถูกชำระและภาคทัณฑ์ เกือบจะต้องโทษ…”

เมื่อพระยาวชิรปราการ (สิน) เล็งเห็นว่าถึงแม้จะอยู่ช่วยรักษาพระนครต่อไปก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด พม่าก็ตั้งล้อมพระนครกระชั้นเข้ามาทุกขณะจนถึงคูพระนครแล้ว กรุงศรีอยุธยาคงไม่พ้นเงื้อมมือพม่าเป็นแน่แท้ ไพร่ฟ้าข้าทหารในพระนครก็อิดโรยลงมาก เนื่องจากขัดสนเสบียงอาหาร ทหารไม่มีกำลังใจจะสู้รบ
ดังนั้นพระยาวชิรปราการ (สิน) จึงตัดสินใจร่วมกับ พระยาพิชัยอาสา พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี และพรรคพวกรวม ๕๐๐ คน [2] ยกกำลังออกจากค่ายวัดพิชัย ตีฝ่าพม่าไปทางทิศตะวันออก เวลาค่ำ ในวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๐๙ ตรงกับวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๓๐๙



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #74 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทัพพม่าได้ส่งทหารไล่ติดตาม พระยาวชิรปราการ (สิน) และพรรคพวก มาทันกันในวันรุ่งขึ้นที่ บ้านโพธิ์สังหาร พระยาวชิรปราการ (สิน) ได้นำพลทหารไทยจีน เข้ารบกับทหารพม่า เป็นสามารถจนทหารพม่าแตกพ่ายไป และยังได้ยึดเครื่องศาสตราวุธเป็นจำนวนมาก และออกเดินทางไปตั้งพักที่ บ้านพรานนก เพื่อหาเสบียงอาหาร ระหว่างที่ทหารพระยาวชิรปราการ (สิน) หาเสบียงอาหารอยู่นั้น ได้พบทหารพม่าจำนวนพลขี่ม้าประมาณ ๓๐ ม้า พลเดินเท้าประมาณ ๒,๐๐๐ คน ยกทัพสวนทางมาจากบางคาง แขวงเมืองปราจีนบุรี เพื่อรวมพลเข้าตีกรุงศรีอยุธยาในโอกาสต่อไป ทหารพระยาวชิรปราการ (สิน) จึงหนีกลับมาที่บ้านพรานนก โดยมีทหารพม่าติดตามอย่างกระชั้นชิด และชะล่าใจ พระยาวชิรปราการ (สิน) จึงให้ทหารซึ่งเป็นพลเดินเท้าแยกออกเป็นปีกกาเข้าตีโอบพวกทหารพม่าทั้งสองข้าง ส่วนพระยาวชิรปราการ (สิน) กับทหารอีก ๔ คน ก็ขี่ม้าตรงเข้าไล่ฟันทหารพม่าซึ่งนำทัพเข้ามาอย่างไม่ทันรู้ตัว ก็แตกร่นไปถึงพลเดินเท้า พวกทหารพระยาวชิรปราการ (สิน) ได้ทีเข้าตีรุกไล่ฆ่าฟันทหารพม่าจนแตกพ่ายไป การชนะในครั้งนี้ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารพระยาวชิรปราการ (สิน) เป็นอย่างมากในโอกาสสู้รบกับพม่าในโอกาสต่อไป



เหตุการณ์รบกับพม่าที่บ้านพรานนก
พวกราษฎรที่หลบซ่อนเร้นพม่าอยู่ ได้กิตติศัพท์การรบชนะของพระยาวชิรปราการ (สิน) ต่อทหารพม่าก็มาขอเข้าเป็นพวก และได้เป็นกำลังสำคัญในการเกลี้ยกล่อมผู้ที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้า นายซ่องต่าง ๆ มาอ่อนน้อม ขุนชำนาญไพรสณฑ์และนายกองช้างเมืองนครนายก มีจิตใจสวามิภักดิ์ได้นำเสบียงอาหาร และช้างม้ามาให้เป็นกำลังเพิ่มขึ้น ส่วนนายซ่องใหญ่ซึ่งมีค่ายคูยังทะนงตนไม่ยอมอ่อนน้อม พระยาวชิรปราการ (สิน) ก็คุมทหารไปปราบจนได้ชัยชนะ แล้วจึงยกทัพผ่านเมืองนครนายก ข้ามลำน้ำเมืองปราจีนบุรี ไปตั้งพักอยู่ที่ชายดงศรีมหาโพธิ์ ข้างฟากตะวันตก


ขุนชำนาญไพรสณฑ์ และนายกองช้าง เมืองนครนายก
มีจิตสวามิภักดิ์ นำเสบียงอาหาร และช้าง ม้า มาถวาย

ทหารพม่าเมื่อแตกพ่ายไปจากบ้านพรานนกแล้ว กลับไปรายงานนายทัพที่ตั้งค่าย ณ ปากน้ำเจ้าโล้ เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งกองทัพพม่ากองสุดท้ายที่รวบรวมกำลังกันทั้งทัพยกทัพเรือไปรอดักพระยาวชิรปราการ (สิน) อยู่ ณ ที่นั้น และตามทัพพระยาวชิรปราการ (สิน) ทันกันที่ชายทุ่ง พระยาวชิรปราการ (สิน) เห็นจะต่อสู้ข้าศึก ซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้ อีกทั้งมีกำลังพลน้อยกว่า ยากที่จะเอาชนะแก่ทหารพม่าได้ จึงเลือกเอาชัยภูมิพงแขมเป็นที่กำบังแทนแนวค่าย และแอบตั้งปืนใหญ่น้อยเรียงรายไว้ หมายเฉพาะทางที่จะล่อพม่าเดินเข้ามา แล้วพระยา วชิรปราการ (สิน) ก็นำทหารประมาณ ๑๐๐ คนเศษ คอยรบพม่าที่ท้องทุ่ง ครั้นเมื่อรบกันสักพักหนึ่ง ก็แกล้งทำเป็นถอยหนีเข้ามาทางช่องพงแขม ที่ตั้งปืนใหญ่เตรียมไว้ ทหารพม่าหลงกลอุบาย รุกไล่ตามเข้าไปก็ถูกทหารไทยระดมยิงและตีกระหนาบ เข้ามาทางด้านหน้า ขวา และซ้ายจนทหารพม่าไม่มีทางจะต่อสู้ได้ต่อไป ทำให้ทหารพม่าล้มตายจำนวนมาก ที่รอดตายต่างถอยหนีอย่างไม่เป็นกระบวน ก็ถูกพระยาวชิรปราการ (สิน) นำทหารไล่ติดตามฆ่าฟันล้มตายอีก นับตั้งแต่นั้นมาทหารพม่าก็ไม่กล้าจะติดตามพระยาวชิรปราการ (สิน) อีกต่อไป

เมื่อพระยาวชิรปราการ (สิน) ได้ชัยชนะพม่าแล้ว ได้ยกทัพผ่านบ้านทองหลวง พานทอง บางปลาสร้อย บ้านนาเกลือ เขตเมืองชลบุรี ต่างก็มีแต่คนเข้ามาร่วมสมทบมากขึ้น จนมีรี้พลเป็นกองทัพ จากนั้นพระยาวชิรปราการ (สิน) ก็เดินทางไปเมืองระยอง โดยหมายจะเอาเมืองระยองเป็นที่ตั้งมั่นต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #75 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ครั้นถึงเมืองระยอง พระยาระยองชื่อบุญ เห็นกำลังของพระยาวชิรปราการ (สิน) มีจำนวนมากยากที่จะต้านทานได้ จึงพากันออกมาต้อนรับ พระยาวชิรปราการ (สิน) จึงตั้งค่ายที่ชานเมืองระยอง ขณะนั้นมีพวกกรมการเมืองระยองหลายคน แข็งข้อคิดจะสู้รบ จึงได้ยกกำลังเข้าปล้นค่าย ในคืนวันที่สอง ที่หยุดพัก
แต่พระยาวชิรปราการ (สิน) รู้ตัวก่อนจึงได้ดับไฟในค่ายเสีย และมิให้โห่ร้อง หรือยิงปืนตอบ รอจนพวกกรมการเมืองเข้ามาได้ระยะทางปืน พระยาวชิรปราการ (สิน) ก็สั่งยิงปืนไปยังพวกที่จะแหกค่ายด้านวัดเนิน พวกที่ตามหลังมาต่างก็ตกใจและถอยหนี พระยาวชิรปราการ (สิน) คุมทหารติดตามไปเผาค่ายและยึดเมืองระยองได้ในคืนนั้น

การที่พระยาวชิรปราการ (สิน) เข้าตีเมืองระยองได้ และกรุงศรีอยุธยายังมิได้เสียทีแก่พม่าแต่ประการใด จึงถือเสมือนเป็นผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ดังนั้น พระยาวชิรปราการ (สิน) ก็ระวังตนมิได้คิดตั้งตัวเป็นกบฎ และให้เรียกคำสั่งว่า พระประศาสน์ อย่างเจ้าเมืองเอก พวกบริวารจึงเรียกว่า “เจ้าตาก” ตั้งแต่นั้นมา

เมื่อเจ้าตากตั้งตัวเป็นอิสระที่เมืองระยอง ส่วนเมืองอื่น ๆ ทางหัวเมืองชายทะเลตะวันออก นับตั้งแต่เมืองบางละมุง เมืองชลบุรี เมืองจันทบุรี เมืองตราด ต่างก็ยังเป็นอิสระ เจ้าตากจึงมีความคิดที่ระรวบรวมเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ไว้เป็นพวกเดียวกัน เพื่อช่วยกันปราบปรามพม่าที่ล้อมกรุงศรีอยุธยา และเล็งเห็นว่าเมืองจันทบุรีเป็นเมืองใหญ่กว่าหัวเมืองอื่น มีเจ้าปกครองอยู่เป็นปกติ มีกำลังคน และอาหารบริบูรณ์ ชัยภูมิก็เหมาะที่จะใช้เป็นที่ตั้งมั่นยิ่งกว่าหัวเมืองใกล้เคียงทั้งหลาย จึงแต่งทูตให้ถือศุภอักษร ไปชักชวนพระยาจันทบุรี ช่วยกันปราบปรามข้าศึก ในครั้งแรกได้ตอบรับทูตโดยดี และรับว่าจะมาปรึกษาหารือกับเจ้าตากที่เมืองระยอง ครั้นเมื่อทูตกลับไปแล้ว พระยาจันทบุรีกลับไม่ไว้ใจเจ้าตาก เกรงจะถูกชิงเมืองจึงไม่ยอมไปพบ

ครั้นถึงเดือน ๕ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ ข่าวกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วก็มีคนไทยที่มีสมัครพรรคพวกมาก ต่างก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ พระยาจันทบุรียังไม่ยอมเป็นไมตรีกับเจ้าตาก ส่วนขุนรามหมื่นซ่อง กรมการเมืองระยองผู้หนึ่งที่เคยปล้นค่ายเจ้าตาก ก็ไปซ่องสุมผู้คนที่เมืองแกลง ซึ่งขณะนั้นขึ้นกับเมืองจันทบุรี และคอยปล้นชิง ช้าง ม้า พาหนะ ของเจ้าตาก เจ้าตากจึงยกกำลังไปปราบ ขุนรามหมื่นซ่องสู้ไม่ได้ หนีไปอยู่กับพระยาจันทบุรี ครั้นเจ้าตากจะยกพลติดตามไปก็พอดีได้ข่าวว่า ทางเมืองชลบุรี นายทองอยู่นกเล็ก ตั้งตัวเป็นใหญ่ ผู้ใดมาอยู่กับเจ้าตาก นายทองอยู่นกเล็กก็จะยึดเอาไว้เสีย เจ้าตากจึงรีบยกทัพไปเมืองชลบุรี และส่งเพื่อนฝูงของนายทองอยู่นกเล็กไปเกลี้ยกล่อม นายทองอยู่นกเล็ก เห็นจะสู้รบ ไม่ไหวจึงยอมอ่อนน้อม เจ้าตากจึงตั้งนายทองอยู่นกเล็กเป็นพระยาอนุราฐบุรี ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองชลบุรี แล้วก็เลิกทัพกลับ

ฝ่ายพระยาจันทบุรีได้ปรึกษากับขุนรามหมื่นซ่อง เห็นว่าจะรบพุ่งเอาชนะเจ้าตากซึ่งหน้าคงจะชนะยาก ด้วยเจ้าตากมีฝีมือเข้มแข็ง ทั้งรี้พลก็ชำนาญศึก จึงคิดกลอุบายจะโจมตีกองทัพเจ้าตากขณะกำลังข้ามน้ำเข้าเมืองจันทบุรี โดยนิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูป เป็นทูตมาเชิญเจ้าตากไปตั้งที่เมืองจันทบุรี แต่ในระหว่างเจ้าตากเดินทางจะข้ามน้ำเข้าเมืองจันทบุรีอยู่นั้น ได้มีผู้มาบอกให้เจ้าตากทราบกลอุบายนี้เสียก่อน เจ้าตากจึงให้เลี้ยวขบวนทัพไปตั้งที่ชายเมืองด้านทิศเหนือ บริเวณวัดแก้ว ห่างประตูท่าช้างเมืองจันทบุรี ๕ เส้น แล้วเชิญพระยาจันทบุรีออกมาหาเจ้าตากก่อนที่จะเข้าเมือง แต่พระยาจันทบุรีไม่ออกมาต้อนรับ พร้อมกับระดมคนประจำรักษาหน้าที่เชิงเทิน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #76 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เจ้าตากได้ทบทวนถึงสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วเห็นว่า แม้ข้าศึกจะครั่นคร้ามฝีมือไม่กล้าโจมตีซึ่งหน้าก็ตาม แต่ฝ่ายพระยาจันทบุรีมีจำนวนมากกว่า ถ้าเจ้าตากล่าถอยไปเมื่อใด ทัพจันทบุรีจะล้อมตีได้หลายทาง เพราะไม่มีเสบียงอาหาร เจ้าตากจึงตัดสินใจจะต้องเข้าตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ให้ได้ และแสดงออกถึงน้ำพระทัย อันเด็ดเดี่ยว โดยสั่งแม่ทัพนายกองว่า “เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ และกองทัพหุงข้าวเย็นกินเสร็จแล้ว ทั้งนายไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือ และต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันที่ในเมืองเอาพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในค่ำวันนี้ก็จะได้ตายด้วยกันให้หมดทีเดียว” [3]

ครั้นได้ฤกษ์เวลา ๓ นาฬิกา เจ้าตากพร้อมด้วยทหารไทยจีนเข้าโจมตีเมืองจันทบุรีอย่างเข้มแข็ง และเด็ดเดี่ยว โดยเจ้าตากขี่ช้างพังคีรีบัญชร เข้าพังประตูเมืองได้สำเร็จ พวกทหารก็กรูกันเข้าเมืองได้ ชาวเมืองต่างก็เสียขวัญละทิ้งหน้าที่แตกหนีไป ส่วนพระยาจันทบุรีพาครอบครัวลงเรือหนีไปเมืองบันทายมาศ


พระเจ้าตากขี่ช้างพังคีรีบัญชร เข้าโจมตีเมืองจันทบุรี
เมื่อเจ้าตากจัดเมืองจันทบุรีเรียบร้อยแล้ว ก็ยกทัพบกทัพเรือลงไปเมืองตราด พวกกรมการเมืองและราษฎรต่างยอมอ่อนน้อมโดยดี แต่ยังมีพ่อค้าสำเภาที่จอดอยู่ปากน้ำเมืองตราดหลายลำไม่ยอมอ่อนน้อม เจ้าตากได้ยกทัพเรือโจมตีสำเภาจีนได้ทั้งหมดในครึ่งวัน และสามารถยึดทรัพย์สิ่งของได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำมาจัดเตรียมกองทัพเข้ากู้เอกราช



ทรงยกทัพ ทั้งทัพบก และทัพเรือ เข้ายึดเมืองตราด

เจ้าตากได้จัดการเมืองตราดเรียบร้อยก็ย่างเข้าสู่ฤดูฝนพอดี จึงยกกองทัพกลับเมืองจันทบุรีเพื่อตระเตรียมกำลังคน สะสมเสบียงอาหาร อาวุธ ยุทธภัณฑ์ และต่อเรือรบได้ถึง ๑๐๐ ลำ [4] รวบรวมกำลังคนเพิ่มได้อีก เป็นคนไทย จีน ประมาณ ๕,๐๐๐ คนเศษ กับมีข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาได้หลบหนีพม่ามารวมด้วยอีกหลายคน และที่สำคัญก็คือ หลวงศักดิ์นายเวรมหาดเล็ก นายสุดจินดาหุ้มแพรมหาดเล็ก [5]

พอถึงเดือน ๑๑ พ.ศ. ๒๓๑๐ หลังสิ้นฤดูมรสุมแล้ว เจ้าตากยกกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรีเพื่อมากอบกู้เอกราช ระหว่างทางได้หยุดชำระความพระยาอนุราฐบุรีที่เมืองชลบุรี ซึ่งประพฤติตัวเยี่ยงโจร เข้าตีปล้นเรือลูกค้า ชำระได้ความเป็นสัตย์จริง จึงให้ประหารชีวิตพระยาอนุราฐบุรีเสีย แล้วยกทัพเรือเข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาในเดือน ๑๒

กองทัพเรือภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าตากได้เข้าโจมตีเมืองธนบุรีเป็นครั้งแรก มีนายทองอิน คนไทยที่พม่าตั้งให้รักษาเมืองอยู่ พอนายทองอินทราบข่าวว่าเจ้าตากยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา ก็ให้คนรีบขึ้นไปบอกข่าวแก่สุกี้พระนายกองแม่ทัพพม่า ที่ค่ายโพธิ์สามต้น แล้วเรียกระดมพลขึ้นรักษาป้อม
วิชเยนทร์ และหน้าแท่นเชิงเทินกรุงธนบุรี คอยที่จะต่อสู้กับกองทัพเรือของพระเจ้าตาก ครั้นกองทัพเรือเจ้าตากเดินทางมาถึง รี้พลที่รักษาเมืองธนบุรีกลับไม่มีใจสู้รบ เพราะเห็นเป็นคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นกองทัพเรือของเจ้าตากเข้ารบพุ่งเพียงเล็กน้อย ก็สามารถตีเมืองธนบุรีได้ เจ้าตากให้ประหารชีวิต นายทองอินเสียแล้วเร่งยกกองทัพเรือไปตีกรุงศรีอยุธยา


ยึดกรุงธนบุรีได้ และให้ประหารนายทองอิน

สุกี้แม่ทัพพม่า ได้ข่าวเจ้าตากตีเมืองธนบุรีได้แล้ว ก็ส่งมองญ่า นายทัพรองคุมพลซึ่งเป็นมอญและไทย ยกกองทัพเรือไปสกัดกองทัพเรือเจ้าตากอยู่ที่เพนียด เจ้าตากยกทัพเรือขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลาค่ำ สืบทราบว่ามีกองทัพข้าศึก ยกมาตั้งรับคอยอยู่ที่เพนียด ไม่ทราบว่ามีกำลังเท่าใด ฝ่ายพวกไทยที่ถูกเกณฑ์มาในกองทัพมองญ่า รู้ว่ากองทัพเรือที่ยกมาเป็นคนไทยด้วยกัน ก็คิดจะหลบหนีบ้าง หาโอกาสเข้าร่วมกับเจ้าตากบ้าง มองญ่าเห็นพวกคนไทยไม่เป็นอันจะต่อสู้เกรงว่าจะพากันกบฏขึ้น จึงรีบหนีกลับไปค่ายโพธิ์สามต้นในคืนวันนั้น


ส่วนหนึ่งของคนไทยที่ถูกเกณฑ์มาอยู่ในกองทัพมองญ่า
ซึ่งได้หนีมาสวามิภักดิ์ พระเจ้าตาก

เจ้าตากทราบจากพวกคนไทย ที่หนีพม่ามาเข้าด้วยว่าพม่าถอยหนีจากเพนียดไปหมดแล้ว ก็รีบยกกองทัพขึ้นไปตีค่ายพม่า ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ๒ ค่ายพร้อมกันในตอนเช้า สู้รบกันจนเที่ยง เจ้าตากก็เข้าค่ายพม่าได้ สุกี้ตายในที่รบ จึงถือว่า เจ้าตากได้กอบกู้เอกราชชาติไทยกลับมาได้แล้ว หลังจากที่ไทยต้องสูญเสียเอกราชในครั้งนี้เพียง ๗ เดือน

เมื่อเจ้าตากมีชัยชนะพม่าแล้ว ได้ตั้งพักกองทัพอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้นเพื่อจัดการบ้านเมือง บรรดาเจ้านายที่ถูกพม่าจับตัวไว้แต่ยังไม่ถูกส่งไปพม่า เจ้าตากก็จัดที่ประทับตามสมควร และปลดปล่อยผู้คนที่พม่าคุมขังไว้เป็นอิสระ พร้อมทั้งแจกจ่ายทรัพย์สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคโดยทั่วหน้ากัน แล้วให้ขุดพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์นำมาตั้ง การพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างสมเกียรติ แล้วก็คิดปฏิสังขรณ์ กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีใหม่ แต่เมื่อได้ตรวจความเสียหายแล้ว เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายเป็นอันมาก ยากที่จะบูรณะให้เหมือนดังเดิมได้ และประกอบกับรี้พลของเจ้าตากไม่พอที่จะรักษากรุงศรีอยุธยาที่เป็นเมืองใหญ่ได้ จึงเลือกเมืองธนบุรีเป็นราชธานี และได้อพยพผู้คนลงมาตั้งมั่นที่ เมืองธนบุรี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #77 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เจ้าตาก ทรงทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ครองกรุงธนบุรี เมื่อวันพุธ เดือนอ้าย แรม ๔ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ตรงกับวันที่ ๒๘ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ ขณะมีพระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ แต่ประชาชนทั่วไปยังนิยมขนานพระนามพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ทรงปราบดาภิเษกพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ ปกครองกรุงธนบุรี

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จสวรรคตเมื่อวันเสาร์ เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๔ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๖ เมษายน ๒๓๒๕ พระชนมายุ ๔๘ พรรษา รวมสิริราชสมบัติ ๑๕ ปี

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชครองราชสมบัติ ๑๕ ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชาติบ้านเมืองต้องการความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ไหนจะต้องเรียกขวัญและกำลังใจของประชาชนให้กลับคืนอยู่ในสภาพปกติโดยเร็วที่สุด ภายหลังจากสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ไหนจะต้องปกป้องศัตรูจากภายนอกประเทศที่คอยหาโอกาสจะเข้ารุกราน ไหนจะต้องรวบรวมคนไทยที่แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าถึง ๕ ก๊กคือ.-

ก๊กที่ ๑ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตัวเป็นเจ้า ที่เมืองพิษณุโลก

ก๊กที่ ๒ เจ้าพระฝาง (เรือน) อยู่ที่วัดพระฝาง เมืองสวางคบุรี ตั้งตัวเป็นเจ้าทั้งที่ยังเป็นพระ

ก๊กที่ ๓ เจ้านคร (หนู) เดิมเป็นปลัดผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช

ก๊กที่ ๔ กรมหมื่นเทพพิพิธ ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองพิมาย

ก๊กที่ ๕ คือก๊กพระยาตาก ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองจันทบุรี

ซึ่งก๊กต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นพระราชภาระที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะต้องทรงกระทำโดยเร็ว ดังจะได้จำแนกพระราชกรณียกิจของพระองค์ ออกเป็น ๒ ด้าน คือ การสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง และการฟื้นฟูบ้านเมือง ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ

ก. การสร้างชาติ ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง

ทรงทำตลอดรัชกาลของพระองค์นับตั้งแต่ การปราบปรามชาติไทยที่แบ่งเป็นก๊กต่าง ๆ การปราบ หัวเมืองที่กระด้างกระเดื่อง ตลอดจนการทำสงครามกับพม่าทำให้พม่าลบคำดูหมิ่นไทย เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ แก่ชาวไทยที่ยังไม่หายครั่นคร้ามพม่าได้มีกำลังใจดีขึ้นดังนี้.-

๑. การปราบปรามก๊กต่าง ๆ

- พ.ศ. ๒๓๑๑ ยกกองทัพไปปราบปรามหมื่นเทพพิพิธได้สำเร็จ

- พ.ศ. ๒๓๑๒ ยกทัพบก และทัพเรือไปปราบปรามเจ้านครศรีธรรมราชได้สำเร็จ เมืองตานี และไทรบุรี ขอยอมเข้ารวมเป็นขัณฑสีมาด้วยกัน

- พ.ศ. ๒๓๑๓ ยกทัพไปตีเมืองสวรรคบุรี ขณะที่เจ้าพระฝาง ตีได้เมืองพิษณุโลกแล้ว จึงยกทัพล้อมเมืองพิษณุโลก เจ้าพระฝางฝ่าแนวล้อมไปได้


ตีนครศรีธรรมราช

๒. การทำสงครามกับพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทำศึกกับพม่าถึง ๙ ครั้ง
แต่ละครั้งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ทางด้านยุทธศาสตร์อย่างดีเยี่ยม พร้อมด้วยน้ำพระทัย
ที่เด็ดเดี่ยว ฉับไว สงครามกับพม่าดังกล่าวได้แก่.-

- สงครามครั้งที่ ๑ รบพม่าที่บางกุ้ง พ.ศ. ๒๓๑๐

- สงครามครั้งที่ ๒ พม่าตีเมืองสวรรคโลก พ.ศ. ๒๓๑๓

- สงครามครั้งที่ ๓ ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก พ.ศ.๒๓๑๓ - ๒๓๑๔

- สงครามครั้งที่ ๔ พม่าตีเมืองพิชัย ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๑๕

- สงครามครั้งที่ ๕ พม่าตีเมืองพิชัย ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๖

- สงครามครั้งที่ ๖ ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๗

- สงครามครั้งที่ ๗ รบพม่าที่บางแก้ว เมืองราชบุรี พ.ศ. ๒๓๑๗

- สงครามครั้งที่ ๘ อะแซหวุ่นกี้ ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ. ๒๓๑๘

- สงครามครั้งที่ ๙ พม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๑๙



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พ.ย. 13, 19:43 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #78 เมื่อ: 19 พ.ย. 13, 18:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สำหรับสงครามพม่าที่บางแก้วเมืองราชบุรี พ.ศ.๒๓๑๗ เป็นสงครามที่ทำให้พม่าครั่นคร้าม และเข็ดหลาบไม่กล้ามารุกรานไทยอีกต่อไป



เหตุการณ์ การรบกับพม่าที่บางกุ้ง
รบกับพม่าที่บางแก้ว เมืองราชบุรี
๓. การขยายราชอาณาเขต ไปหลวงพระบางและเวียงจันทร์

- พ.ศ. ๒๓๒๑ พระเจ้านครหลวงพระบางขอสวามิภักดิ์เข้ารวมในราชอาณาจักร

- พ.ศ. ๒๓๒๒ ทรงโปรดให้ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ได้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และพระบางจากเวียงจันทร์ มาประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี

๔. การขยายราชอาณาเขต ไปยังกัมพูชา

พ.ศ. ๒๓๑๒ ทรงโปรดให้ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา เนื่องจากเจ้าเมืองกัมพูชาไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง ตามราชประเพณีที่เคยปฏิบัติมา ทัพไทยตีได้เมืองเสียมราฐ และพระตะบอง

พ.ศ. ๒๓๑๔ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงยกทัพไปตีเมืองกัมพูชาได้สำเร็จ สาเหตุขณะไทยทำศึกกับพม่า อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระเจ้านารายณ์ราชา กษัตริย์กรุงกัมพูชาได้ถือโอกาสมาตีเมืองตราด และเมืองจันทบุรี เมื่อตีกัมพูชาได้แล้ว ทรงมอบให้นักองค์นนท์ ปกครองต่อไป


พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยาอนุชิตราชา และพระยาโกษาธิบดี กราบลาไปตีเขมร


พ.ศ. ๒๓๒๓ กัมพูชาเกิดการจลาจลแย่งชิงราชสมบัติกันเอง จึงเหลือนักองค์เองที่มีพระชนม์เพียง ๔ ชันษา ปกครองโดยมีฟ้าทะละหะ (มู) ว่าราชการแทนและเอาใจออกห่างฝักใฝ่ญวน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดให้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ไปปราบปราม และมีพระราชโองการ ให้อภิเษกสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรส องค์ใหญ่ขึ้นครองราชย์กัมพูชา ทัพไทยตีเมืองรายทางได้จนถึงเมืองบัณฑายเพชร พอดีกับกรุงธนบุรีเกิดจลาจล จึงเลิกทัพกลับ


ได้กัมพูชาเป็นประเทศราช และทรงให้พระรามาธิบดีไปปกครอง

อาณาเขตกรุงธนบุรี ได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ดังนี้.-

ทิศเหนือ - ตลอดอาณาจักรลานนา

ทิศใต้ - ตลอดเมืองไทรบุรี และเมืองตรังกานู

ทิศตะวันออก - ตลอดกัมพูชาจรดญวนใต้

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - ตลอดนครเวียงจันทร์ หัวเมืองพวน และนครหลวงพระบาง หัวพัน ทั้งห้า ทั้งหก

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ - ตลอดเมืองพุทธไธมาศ

ทิศตะวันตก - ตลอดเมืองมะริด และเมืองตะนาวศรี ออกมหาสมุทรอินเดีย

ข. การฟื้นฟูบ้านเมือง และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ

๑) ด้านการปกครอง ยังใช้ระบบการปกครองแบบกรุงศรีอยุธยา ส่วนด้านกฎหมายเมื่อครั้ง กรุงแตก กฎหมายบ้านเมืองกระจัดกระจายหายสูญไปมาก ก็โปรดให้ทำการสืบเสาะค้นหามารวบรวมไว้ ได้ประมาณ ๑ ใน ๑๐ และโปรดให้ชำระกฎหมายเหล่านั้น

๒) ด้านเศรษฐกิจ เนื่องในสมัยกรุงธนบุรีเป็นระยะเวลาที่สร้างชาติบ้านเมืองกันใหม่ การค้าเจริญรุ่งเรืองทั้งของหลวงและราษฎร สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทำนุบำรุงการค้าขายทางเรืออย่างเต็มที่ ทรงแต่งสำเภาหลวงออกไปค้าขาย ทางด้านตะวันออก ไปถึงเมืองจีน ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือถึงอินเดียตอนใต้ เป็นต้น

๓) ด้านการคมนาคม ในยามว่างจากสงคราม จะโปรดให้ตัดถนนและขุดคลองขึ้นมาก เพื่อประโยชน์ทางค้าขาย ซึ่งผิดจากแนวความคิดเก่า ๆ เมื่อมีถนนหนทางแล้วจะอำนวยประโยชน์ให้ข้าศึกศัตรู และพวกก่อการจลาจล

๔) ด้านศิลปกรรม ในสมัยนี้แม้จะมีการทำศึกสงคราม แทบจะมิได้ว่างเว้นก็ตาม แต่ก็ทรงหาโอกาสฟื้นฟูและบำรุงศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านนาฏดุริยางค์และวรรณกรรม

๕) ด้านการช่าง โดยให้รวบรวมช่างฝีมือและฝึกงานช่างทุกแผนก เช่น ช่างต่อเรือ ช่างก่อสร้าง ช่างรัก ช่างประดับ ช่างเขียน เป็นต้น สำหรับงานช่างต่อเรือได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมีการต่อเรือรบ และเรือสำเภาค้าขายเป็นจำนวนมาก

๖) ด้านการศึกษา โปรดให้บำรุงการศึกษาตามวัดต่าง ๆ และโปรดให้ตั้งหอหนังสือหลวงขึ้นเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา

๗) ด้านการศาสนา ทรงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ที่รกร้างปรักหักพัง ตั้งแต่ครั้งพม่าเข้าผลาญทำลาย และกวาดต้อนทรัพย์สินไปพม่า โปรดให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์เข้าจำวัดต่าง ๆ ส่วนพระไตรปิฎกยังเหลือตกค้างอยู่ที่ใด ก็โปรดให้คัดลอกสร้างเป็นฉบับกลางแล้วส่งคืนไปที่เดิม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #79 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 09:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หม่อมอุ๋ย ชี้กับดักประชาธิปไตยคือระบบทุนนิยม (ไอเอ็นเอ็น)

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ชี้ กับดักประชาธิปไตย คือ ระบบทุนนิยม ฟันธงอนาคตประเทศไทยจะเป็นหนี้สาธารณะ เกินกว่า 65% เสนอสภาแก้กฎหมายเรื่องการใช้เงินของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน ธรรมศาสตร์อภิวัฒน์ประชาธิปไตย ระบบพวกมากลากไป "จากลักหลับถึงสับขาหลอก" ว่า กับดักประชาธิปไตยคือระบบทุนนิยม เช่น โครงการรถคันแรก และจำนำข้าว ที่มีการขาดทุนกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งในอนาคตประเทศไทย จะเป็นหนี้สาธารณะเกินกว่า 65% จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเพิ่มมาตราในกฎหมายว่า ก่อนที่รัฐบาลจะใช้เงิน รัฐบาลจะต้องเสนอต่อรัฐสภาว่า จะหาเงินมาได้อย่างไร ทั้งนี้ เพื่อลดการเพิ่มหนี้ให้แก่ประเทศ

อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องไปยังฝ่ายการเมืองว่า อย่าใช้ทุนนิยมเพื่อทำลายฐานะการเงินของประเทศชาติ และการกู้เงินต้องกู้มาเพื่อลงทุน ไม่ใช่กู้มาเพื่อใช้จ่ายโดยไม่มีรายได้กลับคืน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สวนทางกันแล้ว!
เรทกระทู้
« ตอบ #80 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 09:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*070 เราไม่ทราบว่าที่ท่านมาลงรายละเอียดเสียปานนี้ไม่ทราบว่าท่านประสงค์อันใด ที่กำลังพูดอยู่นี้คือจะชี้ให้เห็นถึงความดีในประเทศไทย ที่จะต้องช่วยกันดำรงรักษาเอาไว้ ท่านกำลังพูดสวนทางกับเราซึ่งจะต้องหาจุดยืนในความคิดนี้ร่วมกันว่า จะแก้ไขปัญหาชาติอย่างไรถึงจะให้ยุติลงไปได้ กับการที่มีกลุ่มบุคคลไม่ยอมรับกฏกติกาของชาติบ้านเมือง ที่จะต้องกระทำให้เป็นแบบอย่างแก่คนทั่วไป

แต่มีคนกลุ่มเดียวนี้ที่จะชี้ให้ประชาชนให้เห็นเป็นแบบอย่างที่จะสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่สังคมไทย ที่จะไม่ร่วมในการยอมรับกฏกติกาของประเทศไทย หากคิดเยี่ยงนี้คนเหล่านี้ก็ไม่คิดที่จะอยู่ในสังคมไทยนี้ได้

เขาก็ควรจะบ่งบอกว่าเขาคือ กองกำลังของใคร และอยู่ภายใต้การปกครองของใคร ที่จะไม่ยอมรับกฏกติกาของประเทศไทย

ดังนั้น เขาก็คงจะต้องเป็นกองกำลังของคนที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย หากเป็นคนไทยเขาต้องยอมรับในกฏกติกาของประเทศไทย

หากเป็นเยี่ยงนี้ก็ต้องถูกกำจัดออกไป เพราะอยู่ก็จะทำความเดือดร้อนเสียหายต่อประเทศไทยที่ทุกคนเขายอมรับในกฏกติกาของประเทศไทย

คุณต้องคิดเยี่ยงนี้ก่อนที่จะนำเอาความรู้เรื่องพระเจ้าตากสินมาให้ประชาชนสับสนวุ่นวาย จนไม่สามารถที่จะขจัดปัญหาของชาติในเวลานี้ได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิดให้หน่อยสิ!
เรทกระทู้
« ตอบ #81 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 10:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรากำลังคิดถึงเรื่องวุ่นวายในสระบัวที่เจ้าของสระบัวเขาได้สร้างเอาไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนที่จะเก็บดอกบัวไปบูชาพระ แต่พ่อค้า แม่ค้า ร่วมมือกันที่จะให้อาหารพวกตะกวดทั้งหลายที่เวลาเก็บดอกบัวก็อย่ามายุ่งวุ่นวายนั้นได้ แต่หากพ่อค้า แม่ค้า คนใดที่ไม่ยอมให้อาหารพวกตะกวดพวกนี้ก็จะได้รับอันตรายในการที่จะเข้าไปเก็บดอกบัวเพื่อนำไปขาย แต่ก็คงลืมไปว่าก็ยังมีคนที่เดือดร้อนก็คือสาธุชนทั้งหลายที่เขาก็ต้องการดอกบัวนั้นโดยที่ไม่ต้องการที่จะไปซื้อกับพ่อค้าแม่ค้านั้นได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสระบัวนี้พวกเราจะชี้ไปที่เจ้าของสระบัวก็คงไม่ได้ เพราะเขาต้องการปลูกสร้างให้เป็นทานบารมี เพื่อให้เกิดเป็นสิริมงคลในการที่จะรักษาบ้านของเขาเอาไว้ให้มั่นคงได้ แต่นี่เกิดความวุ่นวายโดยที่มีตะกวดยั๊วเยี๊ยะเต็มไปหมด ดอกบัวก็หมดไปจากสระทุกวันนั้นได้ ถึงวันนี้ก็มีคนไปร้องกับเจ้าของสระบัวว่านี่ที่หน้าบ้านกำลังวุ่นวายเพราะมีทั้งพ่อค้าแม่ค้ากับสาธุชนทั้งหลายมาตีกันที่หน้าบ้านเจ้าของบ้าน คิดว่าเจ้าของบ้านจะพึ่งใครได้ เพราะทั้งทหารและตำรวจก็ไม่สามารถเข้ามาจัดการอะไรนั้นได้
แล้วจะให้เจ้าของบ้านทำอย่างไรเพราะก็ไม่อยากจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพราะก็คิดถึงเรื่องของธรรมะนั้นได้

ก็ให้ช่วยคิดหน่อยสิว่าจะให้ทำอย่างไรนี้กับตะกวดพวกนี้นั้นได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คิด สิด คิด
เรทกระทู้
« ตอบ #82 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 10:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หรือจะให้คิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของทหารตำรวจในเรื่องนี้ ต้องเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ที่จะมาทำการขจัดให้ ก็คงไม่ใช่อีกแหละเพราะตะกวดไม่ใช่เป็นสัตว์สงวนหรือสัตว์ที่จะไปเป็นอวดโชว์ใคร ๆ

การแก้ไขก็คงจะต้องรีบกำจัดหรือไม่ก็คงจะต้องสกัดโดยวิธีการคุมกำเนิดมิให้มันเกิดอย่างมากมาย โดยต้องให้น้อยกว่าสาธุชนทั้งหลายเพราะจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในการลักเล็กขโมยน้อยแอบกินของสาธุชนทั้งหลาย

หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องจัดการกับพ่อค้าแม่ค้าที่เอาเปรียบซึ่งกันและกันที่หลอกล่อเอาเนื้อไปให้ตะกวดกินเพื่อที่จะเก็บดอกบัวให้สะดวกและเก็บได้จำนวนมากกว่าพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้ให้เนื้อตะกวดพวกนี้กินในเวลาเก็บนั้นได้

หรือว่าจะต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าของบ้านหรือที่จะต้องเข้ามาวุ่นวายในการที่ขนาดสร้างให้เป็นทานบารมีรักษาพื้นที่เอาไว้เพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแต่มาทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น เป็นความผิดของเจ้าของบ้านหรืออย่างไร

หากเป็นเยี่ยงนั้นเราจะกลบฝังสระบัวดีกว่าไหม(หากเราเป็นเจ้าของสระ)เพราะจะได้ไม่ต้องได้กินได้ใช้กันต่อไปจะดีไหม สร้างให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันยังจะมาทำความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับเจ้าของสระนั้นได้

แล้วคิดดูแล้วกันในขณะที่กำลังเอารถดินมาถมสระนั้น พวกตะกวดนั้นจะดิ้นพล่านกันขนาดไหนมันคงแตกฮือเพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน และก็ไม่มีที่จะไป แล้วคิดหรือว่าเจ้าของสระบัวจะคิดทำลายตะกวดพวกนี้ได้ เพราะมีความเมตตาเป็นชีวิตจิตใจ แล้วอยากถามว่าพวกตะกวดพวกนี้นี่หนาจะมีจิตสำนึกคิดกันได้ไหม ว่าเจ้าของสระบัวนั้นมีความเมตตาขนาดไหน แต่ไม่รู้หน้าที่ของตัวเองว่าควรจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เดือดร้อนต่อเจ้าของสระบัวนั้นได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สำนึกไทย!
เรทกระทู้
« ตอบ #83 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 10:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*064
บทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ทำนองสรภัญญะ

องค์ใด พระสัมพุทธ สุวิสุทธ สันดาน
ตัดมูล เกลศมาร บ มิหม่น มิหมองมัว
หนึ่งใน พระทัยท่าน ก็เบิกบาน คือดอกบัว
ราคี บ พันพัว สุวคนธกำจร

องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย

พร้อมเบญจพิธจัก- ษุจรัสวิมลใส
เห็นเหตุที่ใกล้ไกล ก็เจนจบประจักษ์จริง
กำจัดน้ำใจหยาบ สันดานบาปแห่งชายหญิง
สัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบำเพ็ญบุญ

ข้าขอประณตน้อม ศิรเกล้า บังคมคุณ
สัมพุทธการุญ- ญภาพนั้น นิรันดร (กราบ) q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
5555555
เรทกระทู้
« ตอบ #84 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 11:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

coco แล้วคุณจะไปกลัวอะไร ตรามใดที่อ้ายซุปเปอร์แมนมันยังหากางเกงในยังไม่ได้มันก็หามีอิทธิฤทธิ์ใด ๆ นั้นได้ หากหาเจอนี่สิคิดว่าจะน่ากลัวในไทย และบัดนี้กางเกงในของซุปเปอร์แมนนั้นอาจจะกลายเป็นกางเกงลิงไปแล้วก็อาจจะเป็นได้ในประเทศไทย coco

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เป็นขี้ข้าซุปเปอร์แมน!
เรทกระทู้
« ตอบ #85 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 11:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*080คุณต้องให้เวลาท่านหนุมานมาก ๆ หน่อยเพราะท้าวเทวทัตมักจะคิดเรื่องถ่อย ๆ และคงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามคำทำนายนั้นได้ ท้าวเทวทัตสมัยใหม่นี้ไม่คิดหรอกที่จะให้เป็นไปตามกฏของเวรกรรมของประเทศไทย ต้องวิ่งแปลงสัญชาติเพื่อมิให้เป็นไปตามอำนาจเวรกรรมของประเทศไทย แล้วตอนนี้เป็นไงไปเข้าศาสนาไหนไปแล้วก็ไม่รู้ นี่ก็ยุ่งอยู่ระหว่างศาสดาในศาสนาแต่ละศาสนานั้นได้ ว่าเรื่องแบบนี้จะทำอย่างไร เพราะมีคนทำผิดที่ประเทศไทยแต่หนีคดีและไม่ยอมให้เวรกรรมนี้ไปตกต้องกับเขานั้นได้ หากเขาเปลี่ยนศาสนาไปเรื่อย ๆ นี่เวรกรรมนี้ก็คงจะตามไม่ทันนั้นได้ เพราะแต่ละบทบัญญัติของแต่ละศาสนาคงไม่เหมือนกัน และก็ร้อนไปถึงท่านศาสดาต่าง ๆ ที่จะต้องระดมสติปัญญาคิดแก้ปัญหาในเรื่องนี้นั้นให้จงได้ ร้อนไปหมดทุกที่ที่คน ๆ นี้ใช้สมองคิด ๆ ไป นี่ก็ไปถึงศาสนาใดแล้วก็ไม่รู้ที่รู้ ๆ นี่สุดท้ายทุกศาสนาคงจะรุมกินโต๊ะเหมือนที่พาต่างชาติภาษามารุมกินโต๊ะประเทศไทย อย่างที่ว่าในแต่ละศาสนาคงจะสอนให้คนเป็นคนดีนั้นได้ แต่คนนี้จะไม่รับโทษทัณฑ์เลยในทุกศาสนา จะวิ่งหนีและโต้กลับกับทุกศาสดาที่จะมาเรื่องลงโทษเขานั้นได้ คิดสิว่าจะแก้ปัญหาคน ๆ นี้ได้อย่างไร เพราะนรกทุกนรกไม่รับบันทึกกรรมของคน ๆ นี้ เพราะหากบันทึกลงไปนี่ นรกแตกในทุกศาสนาที่จะบ่งชี้ได้ ดังนั้น ก็คงเป็นเรื่องจริงที่จะเป็นเวรกรรมของประเทศไทยที่จะต้องมาแบกรับทุกข์อยู่ในขณะนี้เพราะคน ๆ นี้ไม่เคยละทิ้งประเทศไทยเช่นกันในการที่จะอาฆาตมาดร้ายและหากมีช่องโหว่อย่างไรในเรื่องกฏหมายของไทยทั้งทางโลกและทางธรรม เขาก็จะใช้วาทะกรรมตอบโต้เยี่ยงกับถกเถียงกับทุกศาสดาและทุกศาสนาบนโลกใบนี้นั้นได้ q*069

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อะไรว่ะ!
เรทกระทู้
« ตอบ #86 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 12:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แล้วถามว่าเรากำลังเสียท่าอ้ายยอดมนุษย์อยู่หรืออย่างไร ที่ตกเป็นเหยื่อให้หนุมานต้องมาประหัตประหารกับซุปเปอร์แมนอยู่กันนี้ได้ แทนที่จะให้อ้ายยอดมนุษย์มันสู้กับอ้ายซุปเปอร์แมนแบบตัวต่อตัว กลับให้อ้ายยอดมนุษย์คอยแทงข้างหลังให้หนุมานของประเทศไทยออกไปสู้กับซุปเปอร์แมนอยู่อย่างนั้น แล้วที่กำลังตั้งกองกำลังกันนี่มันเป็นของฝ่ายใด ระหว่างยอดมนุษย์หรืออ้ายซุปเปอร์แมนที่กำลังแทงกั๊กประเทศไทย ถามหน่อยสิว่าที่กำลังเป็นเรื่องเป็นราวกันนี่หนา ประเทศไทยไปสร้างปัญหาให้อ้ายสองมนุษย์บ้าตัณหากันหรืออย่างไร ที่มันขับเคี่ยวกันโดยที่ใช้สนามประเทศไทยประลองกำลังกันหรืออย่างไร

เฮ๊ย! ประเทศไทยของข้ามีแค่วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น

มาโผล่เรื่องซุปเปอร์แมนกับเรื่องยอดมนุษย์มาทับซ้อนนี่ เป็นข้านี่เขี่ยไปนานแล้วจะบอกให้ q*038q*035

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
55555555
เรทกระทู้
« ตอบ #87 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 12:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อย่างนี้ต้องเรียกเพื่อนที่รักมาช่วยกันหน่อยน๊ะพวกนาหร๊าย นารายณ์นั้นน่ะไม่เคยสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย 5555555555555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
555555
เรทกระทู้
« ตอบ #88 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 13:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พูดถึงเมื่อสมัยก่อนนั้นเราเห็นความอภินิหารของหนังอินเดียอย่างมากมาย และอินเดียเจริญก้าวหน้ามากกว่าอเมริกาอีกจะบอกให้ เพราะขนาดหนังในตอนเด็ก ๆ ที่ดูนั้น ยอดมนุษย์มาทีหลังยังจะสู้เทคนิคของอินเดียแทบไม่ได้ และหนังอินเดียก็สอนให้เรารู้ถึงเรื่องธรรมะในเรื่องพระพุทธเจ้า แต่ระยะต่อ ๆ มาหนังแขกก็ค่อย ๆเลือนหายไป มีหนังจีนกำลังภายในเข้ามาฉาย มีหนังญี่ปุ่น และติดตามด้วยหนังฝรั่งพาวัฒนธรรมไทยพังพินาศหมดสิ้นนั้นเห็นจะได้ อ้ายชาติสุดท้ายนี่เข้าไปประเทศไหนวงแตกที่นั่น ไม่รู้บรรพบุรุษมันสั่งสอนมาเยี่ยงนั้นหรือกระไร ที่ไหนเขาสงบสามัคคีข้าจะต้องทำให้แตกแยกนี่เป็นหัวใจ ก็ดูหนังของฝรั่งที่ส่งมาฉายแต่ละเรื่องนั้นมันทำลายบ้านเมืองของมันพังเองทั้งนั้นเห็นไหม และก็ยังทำเป็นแบบอย่างให้ศัตรูมาทำร้ายบ้านเมืองตัวเองนั้นได้ ไม่รู้ว่ามันโง่หรือฉลาดกันแน่ ที่แน่ ๆ ยังหากางเกงในไม่เจออยู่เลยขณะนี้ในประเทศไทย55555555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เรื่องจริง!
เรทกระทู้
« ตอบ #89 เมื่อ: 20 พ.ย. 13, 13:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หากมันยังทำนิสัยเกเรอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ไปเพื่อน ๆ พันธมิตรนี่ก็จะถอยห่างออกไปทุกทีจะบอกให้ เพราะจะถูกรุมสกัมจากบรรดาประเทศต่างๆ ที่เข้าไปทำให้บ้านเมืองของเขาแตกแยกนั้นได้ อ้ายพวกนี้อีกหน่อยนี่ต้องวิ่งเที่ยวหากางเกงในเพราะสุดท้ายก็แทบจะไม่เหลืออะไร เพราะเวรกรรมไปทำกับชาติโน้นชาตินี้ไม่เว้นแม้แต่ที่ประเทศไทย

เรื่องแบบนี้พวกนี้ไม่ค่อยเชื่อถือสักเท่าไหร่ ต้องให้เจอจังๆ เยี่ยงวันที่ 11 กันยานั้นแหละถึงจะตาสว่างนั้นได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม