หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ความจริงที่หายไป คดี 6 ศพวัดปทุมฯ  (อ่าน 3890 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 9 ส.ค. 13, 08:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอ่านคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพ คดีที่พนักงานอัยการ สำนักอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพการตายของ



นายสุวัน ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้ตายที่ 1

นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ตายที่ 2

นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้ตายที่ 3 นายรพ สุขสถิต อายุ 66 ปี พนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้ตายที่ 4

น.ส.กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี พยาบาลอาสา ผู้ตายที่ 5

และนายอัครเดช ขันแก้ว อายุ 22 ปี อาชีพรับจ้าง ผู้ตายที่ 6

ทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553


คำสั่งศาลโดยสรุประบุว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตายของผู้ตายที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 จากการไต่สวนพยานหลายปากและผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า แม้ผู้ร้องและญาติผู้ตายไม่มีประจักษ์พยานยืนยันเหตุการณ์ แต่จากคำเบิกความสอดคล้องกันว่า ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทิศทางบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยกระสุนด้านหน้าวัด มีทิศทางการยิงจากด้านหน้าวัดเข้าไปด้านใน บนถนนหน้าวัด ประตูทางเข้าวัด ประตูทางออกวัด ประตูกระจกมูลนิธิ กำแพงรั้วด้านหน้าวัด ป้ายโฆษณาหน้าวัด และใกล้สะพานลอยทางเดินเชื่อมบริเวณแยกเฉลิมเผ่า ซึ่งด้านหลังของรางรถไฟฟ้ามีอาคารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห่างจากรางรถไฟฟ้า 100 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ยิงผ่านรางรถไฟฟ้าเข้าไปในวัดได้


จากการไต่สวน ส.ต.อ.อดุลย์ พรหมนอก สังกัดบก.ตม.2 จ.ส.ต.สุชาติ ขอมปวน สังกัดบก.ตม.1 และ ด.ต.อานนท์ ใจก้อนแก้ว สังกัดตชด.31 ที่ได้รับคำสั่งให้มาเป็นหน่วยปราบจลาจล กองกำลังสนับสนุน เบิกความว่าอยู่บนอาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นไฟไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และได้ยินเสียงปืนมาจากหน้าวัด โดยทั้ง 3 คน ต่างใช้กล้องวิดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ พร้อมระบุว่าเห็นเจ้าพนักงานทหารเล็งปืนเข้าไปในวัด แต่ไม่มีท่าทีหลบกระสุนจากการยิงต่อสู้แต่อย่างใด



เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลา 01.00 น. เจ้าพนักงานทหารสังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ได้รับคำสั่งให้ไปประจำการบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ร่วมกับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ที่ประจำการอยู่บนถนนพระรามที่ 1 มีอาวุธประจำกายเป็นปืนเอ็ม 16 เอ 4 และปืนเอ็ม 16 เอ 2 โดย พ.ท.นิมิตร วีระพงษ์ สังกัดฝ่ายกิจการพลเรือน ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองผบ.กองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ในฐานะหัวหน้าชุดทหารรบพิเศษ ปฏิบัติการอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 2 ส่วน จ.ส.อ.สมยศ ร่มจำปา ส.อ.เดชาธร มาขุนทด อายุ 38 ปี ส.อ.ชัยวิชิต สิทธิวงษา ส.อ.วิฑูรย์ อินทำ ส.อ.เกรียงศักดิ์ สีบุ ส.อ.สุนทร จันทร์งาม และ ส.อ.ภัทรนนท์ มีแสง ปฏิบัติการอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 1




คำสั่งศาลระบุต่อว่า โดยเจ้าพนักงานทหารเคลื่อนกำลังไปพร้อมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่บริเวณรางรถไฟฟ้าเคลื่อนจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติไปจนถึงหน้าวัดปทุมฯ จากการไต่สวนเจ้าพนักงานที่ประจำการอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 1 ส่วนหนึ่งเบิกความยอมรับว่ายิงไปที่ตอม่อเกาะกลางถนน ยิงขึ้นฟ้า ยิงไปที่ลานจอดรถ และยิงไปที่ถนนหน้าวัด เนื่องจากเห็นชายชุดดำ แต่ส่วนหนึ่งเบิกความว่าไม่เห็นบุคคลใดอยู่หน้าวัด จึงไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิง ถ้อยคำของเจ้าพนักงานจึงมีความขัดแย้งกันเอง




จากการไต่สวนพยานผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการตรวจเศษกระสุนที่พบในศพผู้ตาย พบว่าเป็นกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. ที่ใช้กับอาวุธปืนเอ็ม 16 ทุกรูปแบบ ใช้ในราชการสงคราม ผู้ที่สามารถใช้ได้คือเจ้าพนักงานทหารและตำรวจเท่านั้น แต่จากการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนที่ส่งมาให้กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าไม่ตรงกับเศษกระสุนปืนที่พบ ซึ่งเจ้าหน้าที่เบิกความว่าอาวุธปืนเอ็ม 16 ถอดเปลี่ยนลำกล้องได้ ตามระเบียบของราชการ เมื่อมีการใช้อาวุธใดๆ จะทำความสะอาดก่อนเก็บรักษาทุกครั้ง ซึ่งอาจทำให้ร่องรอยหายไปได้ อีกทั้งอาวุธปืนก็ส่งมาให้ตรวจภายหลังเหตุการณ์เป็นเวลาหลายเดือน จึงเชื่อได้ว่าการตายของผู้ตายที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ถึงแก่ความตายด้วยอาวุธปืนความเร็วสูงขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. จากเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมฯ


ต่อกันที่การตายของผู้ตายที่ 2 โดยศาลได้ระบุว่าออกมาในทำนองใกล้เคียงกับทั้ง 5 ศพ



ส่วนการตายของผู้ตายที่ 2 จากการไต่สวนพยานได้ความว่า ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางแยกเฉลิมเผ่า ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าพนักงานทหาร สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ นำโดย พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ และ ร.ท.พิษณุ ทัศแก้ว เคลื่อนกำลังพล 500 นาย จากแยกปทุมวัน มีปืนเล็กยาว ทาโวร์ บรรจุกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. เป็นอาวุธประจำกาย โดย ร.ท.พิษณุ เบิกความว่า ขณะเคลื่อนกำลังเห็นชาย 2 คน ยืนอยู่ตรงขอบปูนและใช้อาวุธปืนยิงเข้ามา ร.ท.พิษณุ จึงยิงปืนออกไปยังตอม่อรถไฟฟ้า 10 นัด ซึ่งตำแหน่งที่ ร.ท.พิษณุ กับพวกอีก 3 นาย อยู่นั้น เป็นแนวระนาบกับแนววิถีกระสุนที่ผู้ตายที่ 2 ถูกยิง โดยบาดแผลของกระสุนปืนมีทิศทางจากหลังไปหน้า


v
v



http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000097364

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 9 ส.ค. 13, 08:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ในช่วงเกิดเหตุ บริเวณถนนพระราม 1 ทั้ง 2 ฝั่งถนน เจ้าหน้าที่ควบคุมไว้หมดแล้ว สอดคล้องกับคำเบิกความของ น.ส.ผุสดี งามขำ ผู้ชุมนุมนปช. ที่ระบุว่าหลังจากแกนนำนปช. ประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 13.00 น. ให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับภูมิลำเนา และส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ในวัดปทุมฯ ซึ่งประกาศเป็นเขตอภัยทาน ระหว่างที่พยานอยู่บริเวณแยกราชประสงค์จนถึงเวลา 15.00 น. เห็นทหารเข้าล้อมพื้นที่การชุมนุมโดยรอบไว้หมดแล้ว และขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางวัน อีกทั้งเจ้าพนักงานที่อยู่ใกล้กับ ร.ท.พิษณุ เบิกความว่าไม่เห็นชาย 2 คน ถืออาวุธปืนยิงเข้ามา หากยิงมาจริง คงไม่ปล่อยให้ ร.ท.พิษณุ ยิงปืนเพียงคนเดียวนานถึง 40 นาที จึงเชื่อได้ว่าการตายของผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายด้วยอาวุธปืนความเร็วสูงขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. จากเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการอยู่บริเวณถนนพระราม 1




นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเด็นก็คือเรื่องเขม่าดินปืนที่พบในศพของผู้ตาย และการตรวจพบอาวุธภายในวัดปทุมฯ



ศาลอ่านคำสั่งต่อว่า สำหรับการตรวจพิสูจน์เขม่าดินปืน พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ ผอ.สำนักตรวจ สถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เบิกความว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2553 สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นำโดย พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เดินทางไปยังวัดปทุมฯ ในเวลา 08.00 น. โดยใช้แผ่นกาวเหนียวติดที่นิ้วมือ 2 ข้างของผู้ตายทั้ง 6 เพื่อตรวจหาอนุภาคที่มาจากการยิงปืน ผลการตรวจไม่พบว่าผู้ตายทั้ง 6 มีอนุภาคที่มาจากการยิงปืนแต่อย่างใด




ที่น่าสนใจก็คือศาลได้ระบุว่ากรณีของการพบอาวุธในวัดปทุมฯจนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีการตรวจสอบ แต่ที่ระบุว่าเป็นอาวุธของเจ้าหน้าที่นั้นเป็นเพราะในขณะนั้นมีการตั้งด่านจากทหารหลายจุด ทำให้ศาลพิเคราะห์ว่าไม่สามารถมีใครนำอาวุธเข้าไปได้นอกจากทหารส่วนอาวุธที่ตรวจยึดได้ภายหลังเหตุการณ์ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการนำอาวุธดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ ว่ามีการนำไปใช้หรือไม่ และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธที่ตรวจพบ ประกอบกับคำเบิกความของนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2553 ศอฉ.มีคำสั่งให้ตั้งจุดตรวจสกัดแข็งแรงจำนวน 6 จุด ได้แก่ แยกพงษ์พระราม พญาไท อโศกมนตรี ศาลาแดง อังรีดูนังต์ และนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นถนนโดยรอบพื้นที่ราชประสงค์


ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2553 มีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจแข็งแรงอีก 4 จุด ได้แก่ สี่แยกปทุมวัน ถนนราชปรารภ ถนนพระราม 4 และถนนนเพลินจิต พร้อมตั้งจุดสกัดอีก 13 จุด นอกจากนี้ ยังปิดการสัญจรทางรถไฟฟ้า 4 สถานี ได้แก่ ราชดำริ สยาม ชิดลม และเพลินจิต โดยตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2553 เป็นต้นไป มีการประกาศห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหลายแห่ง อาทิ ตั้งแต่ ถนนเพชรบุรี แยกราชเทวีจนถึงสามย่าน แยกวิทยุเข้าทางด่วนเพชรบุรี ถนนพระราม 4 ถึงแยกเฉลิมเผ่า แยกอังรีดูนังต์ และถนนราชปรารภ จากแยกประตูน้ำถึงแยกสารสิน เป็นต้น พร้อมกับปิดการสัญจรทางน้ำ จึงเชื่อได้ว่า ไม่สามารถมีผู้ใดนำอาวุธเข้าไปในพื้นที่การชุมนุมได้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานทหารก่อน


ส่วนกรณีของชายชุดดำนั้นก็นับว่าน่าสนใจเช่นเดียวกันเมื่อศาลได้สรุปว่าไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดพบเห็นชายชุดดำอยู่ในบริเวณดังกล่าว
นอกจากนี้ ในวันที่เกิดเหตุ 19 พ.ค.2553 ขณะนั้นเป็นเวลากลางวัน มีทั้งผู้สื่อข่าวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก แต่ไม่ปรากฏหลักฐานภาพถ่าย และจากคำเบิกความก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดพบเห็นชายชุดดำอยู่ในบริเวณดังกล่าว


ศาลจึงมีคำสั่งว่า


ผู้ตายที่ 1 คือนายสุวัน ศรีรักษา
ผู้ตายที่ 2 คือนายอัฐชัย ชุมจันทร์
ผู้ตายที่ 3 คือนายมงคล เข็มทอง
ผู้ตายที่ 4 คือนายรพ สุขสถิต
ผู้ตายที่ 5 คือ น.ส.กมนเกด อัคฮาด
ผู้ตายที่ 6 คือนายอัครเดช ขันแก้ว

ถึงแก่ความตายในวัดปทุมวนารามราช วรวิหาร แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลากลางวัน เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย สืบเนื่องมาจากถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. ซึ่งวิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และบริเวณถนนพระรามที่ 1 ซึ่งเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 1 มีบาดแผลกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจ เสียโลหิตปริมาณมาก ผู้ตายที่ 2 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด ผู้ตายที่ 3 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด หัวใจ ตับ ผู้ตายที่ 4 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด ตับ ผู้ตายที่ 5 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง ผู้ตายที่ 6 มีบาดแผลกระสุนปืนทะลุเข้าในช่องปาก โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ


อย่างไรก็ตามจากคำสั่งดังกล่าวของศาลก็ทำให้ญาติผู้สูญเสียและกลุ่มนปช.หยิบยกไปขยายผลทันที


ส่วนนางพะเยาว์ อัคฮาด มาดดาของน.ส.กมนเกด กล่าวว่า รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะมีรายละเอียดมากกว่าคดีอื่นๆ และมีความชัดเจนว่าฝ่ายไหนเป็นคนยิง สามารถตอบโจทย์ได้ดีว่าไม่ควรนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำเกินกว่าเหตุ


นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ขณะนี้มีเรื่องน่ายินดีคือผลการไต่สวนคดี 6 ศพวัดที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เมื่อปี 2553 ซึ่งศาลมีข้อสรุปที่สำคัญว่ากระสุนที่ยิงนั้นมาจากอาวุธฝั่งทหาร คนเหล่านี้ไม่มีอาวุธ ไม่มีชายชุดดำและการยิ่งต่อสู้มาจากฝั่งประชาชน ดังนั้นในนามของประชาชนผู้ถูกกระทำขอขอบคุณศาลสถิตยุติธรรมที่ทำให้ประชาชนมีความหวังและเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งแตกต่างกับผลการตรวจสอบของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในช่วงที่ผ่านมา และคอป.ต้องออกมาขอโทษประชาชน

ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงคำสั่งคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ว่าเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร เป็นไปตามคำสั่งของศอฉ. ที่มีผู้รับผิดชอบคือ นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ อดีตรองนายกฯ และอดีตผอ.ศอฉ. ดังนั้น แนวทางการดำเนินคดีก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกับคดีการเสียชีวิตของราย อื่นๆ โดยจะแจ้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อไป



http://www.tnews.co.th/html/news/65879/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B-%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5-6-%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AF.html



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 9 ส.ค. 13, 11:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไม่ว่าจะเป็นรายงานของใคร

สุดท้ายก็ต้องไปจบที่ศาลอ่ะครับ

สิ่งที่น่าเสียใจคือ มันไม่น่ามีการตายเกิดขึ้นในเขตอภัยทาน แสดงให้เห็นว่าคนสั่ง คนยิง จิตใจมันโหด***มผิด มนุษย์ มนา ธรรมดา




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 9 ส.ค. 13, 15:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ไม่ว่าจะเป็นรายงานของใคร

สุดท้ายก็ต้องไปจบที่ศาลอ่ะครับ

สิ่งที่น่าเสียใจคือ มันไม่น่ามีการตายเกิดขึ้นในเขตอภัยทาน แสดงให้เห็นว่าคนสั่ง คนยิง จิตใจมันโหด***มผิด มนุษย์ มนา ธรรมดา




ตอนนี้เขาก็ได้รับกรรมบางส่วนแล้ว โดนตามฆ่า..เร่ร่อนไม่มีที่อยู่จุดจบไม่สวยแน่นอนครับ..






คดีตากใบ มีผู้เสียชีวิต ๘๗ ศพ เหตุเกิด ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗


เขาก็เป็นคนเหมือนกัน..



กรือเซะ ๓๒ ศพ เหตุเกิด ๒๘ เมษายน ๒๕๔๕

อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 9 ส.ค. 13, 16:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 



ตอนนี้เขาก็ได้รับกรรมบางส่วนแล้ว โดนตามฆ่า..เร่ร่อนไม่มีที่อยู่จุดจบไม่สวยแน่นอนครับ..






คดีตากใบ มีผู้เสียชีวิต ๘๗ ศพ เหตุเกิด ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗


เขาก็เป็นคนเหมือนกัน..



กรือเซะ ๓๒ ศพ เหตุเกิด ๒๘ เมษายน ๒๕๔๕

อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล






- กรณีกรือเซะ เป็นการต่อสู้กันด้วยอาวุธสงคราม และเจ้าหน้าที่ให้โอกาสแล้วแต่เค้าไม่ยอมขอสู้ตาย และก็จบอย่างที่รู้ๆ กัน คือ ตายทั้งทีม ถือเป็นการวิสามัญฆาตกรรม และเจ้าหน้าที่ก็ต้องขึ้นศาลเช่นกันครับ

- ส่วนกรณีตากใบ มันเป็นอุบัติเหตุครับ

และทั้งสองกรณี ไม่ได้มีการนิรโทษกรรมแต่อย่างใด

การปลุกผี กรือเซะ ตากใบ โยง พรบ.นิรโทษกรรม เรื่องออ่นไหวแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติแน่นอน แต่ผมรู้พวกคุณไม่แคร์ ก็จัดไปตามสบายครับ

กรือเซะ กับ วัดปทุม มันเทียบเคียงกันไม่ได้หรอกครับ และผมไม่อยากเปรียบเทียบให้รู้สึกไม่ดี โยงมั่ว
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 9 ส.ค. 13, 18:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
- กรณีกรือเซะ เป็นการต่อสู้กันด้วยอาวุธสงคราม และเจ้าหน้าที่ให้โอกาสแล้วแต่เค้าไม่ยอมขอสู้ตาย และก็จบอย่างที่รู้ๆ กัน คือ ตายทั้งทีม ถือเป็นการวิสามัญฆาตกรรม และเจ้าหน้าที่ก็ต้องขึ้นศาลเช่นกันครับ

- ส่วนกรณีตากใบ มันเป็นอุบัติเหตุครับ

และทั้งสองกรณี ไม่ได้มีการนิรโทษกรรมแต่อย่างใด

การปลุกผี กรือเซะ ตากใบ โยง พรบ.นิรโทษกรรม เรื่องออ่นไหวแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติแน่นอน แต่ผมรู้พวกคุณไม่แคร์ ก็จัดไปตามสบายครับ

กรือเซะ กับ วัดปทุม มันเทียบเคียงกันไม่ได้หรอกครับ และผมไม่อยากเปรียบเทียบให้รู้สึกไม่ดี โยงมั่ว


ดูแล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่..รัฐบาลก็ให้โอกาศแล้วแต่พวกเขายอมตายเพื่อจะเอาสิบล้าน..








aFE#">



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 ส.ค. 13, 07:25 น โดย intervintion » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
ดรีมทีมแต่ไนท์แมร์
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 11 ส.ค. 13, 08:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073 พวกพี่บือเขาบริสุทธิ์ ไม่เคยทำผิด ทำชั่ว อะไรเลย......เอ่อเนอะ.......ไม่อายปากกันเลยหว่ะ.......วันๆเห็นเรียกร้องหาความยุติธรรม......ยุติธรรมแบบโยนความผิดให้คนอื่นหมด.......กร๊ากกกกกก q*073

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม