หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: นั่งสมาธิสวดมนต์ช่วยให้จิตใจดีขึ้นหรือไม่???ภาค 4  (อ่าน 233 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 10:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

นั่งสมาธิสวดมนต์ช่วยให้จิตใจดีขึ้นหรือไม่???ภาค 4

การอ่านบรรยายข้างต้นเชื่อว่าสามารถทำให้ท่านเข้าใจได้แต่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านต้องปฏิบัติเอง

ธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถมาวัดประสิทธิภาพ วัดความจริงได้
เป็นเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์ ต้องวัดผลด้วยการปฏิบัติเอง


“ สิบปากว่า สิบตาเห็น ไม่เท่าเราลงมือทำเอง”
เอวัง ... ด้วยประการฉะนี้


ได้มากมายทีเดียวกันเช่น
(1) ทำให้ใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส
(2) หายหวาดกลัว หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็น
(3) นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย สั่งตัวเองได้(เช่น สั่งให้หลับหรือตื่นตามเวลาที่กำหนดไว้ได้)
(4) กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์
(5) มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความใฝ่สัมฤทธิ์สูง
(6) มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าปรากฏการณ์ และยับยั้งใจได้ดีเยี่ยม
(7) มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำกิจกรรมสำเร็จด้วยดี
(8) ส่งเสริมสมรรถภาพมันสมอง เรียนหนังสือเก่ง ความจำดีเยี่ยม
(9) เกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่นชะลอความแก่ หรืออ่อนกว่าวัย
(10)รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคกายจิตอย่างอื่น
โรคกายจิต(อ่านว่าโรค กา-ยะ-จิต ) หมายถึง ไม่เป็นโรค แต่ใจคิดว่าเป็น คิดบ่อยๆเข้าก็เลยเป็นจริงๆ อาการอย่างนี้ฝึกสมาธิสักพักเดียวก็หาย


ลองฝึกสมาธิดูสิครับ วันละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆเป็นกิจวัตร ไม่ช้าไม่นานเราจะรู้ตัวว่าเรากลายเป็นคนละคนกับคนเก่า-ปานนั้นเชียว



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 10:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บัวสี่เหล่า


พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ได้แก่

๑. พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

๒. พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ ซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู)

๓. พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธาปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

๔. พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ).


เขียนโดย นาคินทร์ พ.ภักดี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 10:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ชื่นชอบการสวดมนต์

ตอนแรกใจร้อนมาก อ่านหนังสือหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวันท่านบอกว่า สวด
มนต์แล้วดี ก็เลยทำตาม ตั้งใจสวดมนต์ 3 เดือนทุกวันพระช่วงเข้าพรรษาปีที่แล้ว ช่วงแรกยังไม่นิ่งแต่สวดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าจิตใจสุขเย็นมากขึ้น เมตตาต่อตนเองและคนรอบข้างมากขึ้น
ตอนนี้ เลยกลายเป็นว่า สวดมนต์จนเป็นนิสัยแล้ว โดยที่ไม่ได้คิดว่าสวดเพื่ออะไร หรือสวดช่วงไหน รู้สึกว่าชอบสวดมนต์ เพราะเย็นใจดี

มีผู้ใหญ่บอกเราว่า เวลาสวดมนต์ให้เปล่งเสียงออกมาด้วย(พอให้ตัวเองได้ยิน) สติจะเกิดกับตน และเป็นการสร้างบุญกับผู้อื่นที่ไม่ได้มีภพชาติเกิดเป็นมนุษย์ได้มีโอกาสร่วมสวดมนต์ตามไปกับเราด้วยเพื่อสะสมบุญของเขา

เราว่าน่าจะจริงนะ เพราะสวดมนต์นั้นเท่าที่ทำมา รู้สึกว่ามีแต่ให้คุณประโยชน์

จึงอยากให้เพื่อนๆหาเวลา สวดมนต์เพื่อรักษาจิตใจตนเองให้มั่นคงขึ้น แรกๆก็สวดคาถาสั้นๆก่อนก็ได้ พอจิตใจมั่นคงขึ้นก็สวดบทที่ยาวขึ้น จะเกิดคุณประโยชน์และบุญกุศลต่อตนเองและคนรอบข้างนะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 10:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อณุโมทาสาธุกับ จขกท ที่นำสิ่งดีดีมาเผยแพ่.




ขอเชิญคุณzapatacut เข้ามาร่วมสนทนาธรรมบ่อยๆและร่วมในกระทู้อื่นด้วยครับ..


เนื่องจากคนเรานั้นขาดที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจการดำรงชีวิตจึงเดินผิดเดินถูก หากท่านมีธรรมะอยู่ในใจท่านก็จะมีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ท่านนั้นเดินบนเส้นทางที่ถูก สว่าง สง่างามเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปและคนรอบข้างก็จะเข้ามาใกล้ชิดด้วยความเมตตากรุณาต่อกันและเป็นกัลยาณมิตรที่ดีสืบต่อไปตลอดชีวิตครับเพราะมนุษย์นั้นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อมาสร้างบุญบารมีและกุศลผลบุญร่วมกันสืบไปครับ..ผู้ที่เข้ามาอ่านก็จะมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองการงานก้าวหน้าตลอดไปครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 11:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ดัง คห.ที่2
การสวดมนต์ จะเป็นการน้อมจิตน้อมใจเข้าหรพระพุทธองค์ องค์สัมมาฯครับ..และหากออกเสียงให้ตนเองได้ยิน..คำสวดฯก็จะแนบแน่นอยู่ในใจในกายเลยหล่ะครับ..
ผมกำลังคิดที่จะบอกให้สวดมนต์ และออกเสียงด้วยอยู่พอดีเลยครับ แต่ไม่ต้องแล้ว อาศัยการบอกเล่าจากแฟนๆ เพื่อนๆทางธรรม ก็ใช้ได้เแล้ว ธรรมของพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันครับ..
ผมจะสวดพร้อมๆกับการถ่ายทอดทางวิทยุ และโทรทัศน์ครับ..
เหมือเรานั่งอยู่ท่ามกลางอัครสาวกเลยแหละครับ..
ผมชอบสวดมนต์แปลครับ เราจะได้รู้ด้วยว่า คำสวดนั้นๆ แปลว่าอะไร ประสงค์อะไรครับ..
แฟนๆที่ใช้รับสัญญาญจากจานดำ ก็ไปที่SBB.TV. วัดสังฆทาน นนทบุรี ถ่ายทอดครับ..
และช่องทางสถานีวิทยุ ผมไปที่คลื่นของวัดป่าไทรงามครับ..สายหลวงพ่อชาครับ..
ที่ผมแนะำนมา ก็เพื่อให้แฟนๆ(ผมชอบใช้สรรพนามพวกเราว่า แฟนๆ ครับ.) ได้รู้จักช่องทางเข้าถึงการสวดมนต์ที่มีการแปลครับ..
เช่น รู้ว่า สายหลวงพ่อชา สวดมนต์แปล..แฟนๆก็หมุนคลื่นหาฟังกันได้ เพราะการเผยแผ่ศาสนาก็มีถ่ายทอดมาทางคลื่นวิทยุ และโทรทัศน์..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 12:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


พุทธดำรัส

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าพึ่งยินดี อย่าพึ่งคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พึงถามปัญหาเธอว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ โวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบนี้มี 4 ประการ คือคำกล่าวว่าเห็นอารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว ได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว ทราบในอารมณ์ที่ตนทราบแล้ว รู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบตอบถูก จึงนับว่ามีธรรมอันสมควร จะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลศไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้เห็น มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ยิน พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ทราบ พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้ารู้ชัด จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 นี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น พวกเธอควรชื่นชม อนุโมทนาสาธุ”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 12:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อดทนต่อคำคนถ่อยได้ ผู้นั้นย่อมเป็นยอดคนในหมู่มนุษย์


พราหมณ์คนหนึ่งมีธิดาสาวสวยมาก ทำให้กษัตริย์เมืองน้อย เมืองใหญ่ ตลอดจนถึงมหาเศรษฐีต่างพากันมาสู่ขอธิดาสาว แต่พราหมณ์พ่อแม่ไม่ตกปากรับคำใครสักคน เนื่องจากมองไม่เห็นใครที่เหมาะสมและคู่ควรกับธิดาของตน จนกระทั่ง...

วันหนึ่งท่านพราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้าที่ชายป่า เพียงแรกพบ พราหมณ์ก็ตะลึงลานในพระมหาปุริส ลักษณะสง่างามของพระศาสดา พราหมณ์จึงไม่รอช้าได้นิมนต์ให้พระพุทธองค์รอสักประเดี๋ยว แล้วรีบกลับบ้าน...เพื่อไปชวนภรรยาและธิดามาเฝ้าพระพุทธองค์ แต่เมื่อพราหมณ์กลับมา กลับพบแค่รอยพระพุทธบาทที่ทรงประทับไว้ให้ดูต่างหน้าเท่านั้น..

นางพราหมณีเห็นรอยพระบาทของพระพุทธองค์ก็บังเกิดความสว่างโพลงว่า พราหมณ์ผู้สามีคิดผิดเสียแล้วที่คิดยกธิดาให้กับชายคนนี้ เพราะดูจากรอยเท้าแล้วไม่ใช่รอยเท้าของคนสามัญ หากแต่เป็นรอยเท้าของคนปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง พราหมณ์ไม่ยอมฟังภรรยา กลับออกตามหาพระพุทธองค์จนพบแล้วออกปากยกธิดาของตนให้เป็นบริจาริกาของพระพุทธองค์ทันที



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 12:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธองค์ตรัสว่า..

พราหมณ์เอย เราเคยพบอิสตรีที่งามกว่าธิดาของท่านมาแล้วมากมาย ไม่ว่าเป็นนางตัณหา นางราคา นางอรดี แต่เราก็ไม่เคยต้องใจผู้ใดมาก่อนเลยสักคน แล้วจะป่วยกล่าวไปไยถึงธิดาสาวของท่านคนนี้ซึ่งมีสรีระอันเต็มไปด้วยของโสโครกอย่างอุจจาระและปัสสาวะ เราขอบอกว่าเราไม่ปรารถนาสัมผัสธิดาของท่านแม้แต่ปลายเท้า..

ฝ่ายธิดาสาวเมื่อได้ยินดังนั้น สติขาดผึง ผูกอาฆาตในใจว่า สมณะท่านนี้ไม่รักไม่ว่า แล้วทำไมมาดูถูกกันให้เจ็บช้ำน้ำใจถึงเพียงนี้ เอาเถิดไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแก้แค้นให้สาสมทีเดียว..

ในขณะที่ธิดาสาวกำลังโกรธอยู่นั้น สองพราหมณ์สามีภรรยากลับได้ดวงตาเห็นธรรม มองเห็นโทษของความสวยงามว่าไม่มีแก่นสาร ปล่อยวางความยึดมั่น ถือมั่นในสังขารได้อย่างง่ายดาย จึงยกธิดาให้ลุงดูแล แล้วออกบวช หลังจากนั้นไม่นานจึงบรรลุพระอรหัตผลในเวลาไม่นาน..

ฝ่ายธิดาของพราหมณ์ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน แห่งกรุงโกสัมพี วันหนึ่งพระพุทธองค์ได้เสด็จจาริกมาเมืองนี้ นางรู้ข่าวจึงให้มหาดเล็กไปว่าจ้างชาวบ้านจำนวนห้าร้อยคนตามไปบริภาษ พระพุทธเจ้าไปทุกฝีก้าวตลอดเวลาที่ประทับ ณ.เมืองโกสัมพี..

พวกรับจ้างด่า ทำงานสมกับค่าจ้าง ตามด่า ตามบริภาษพระบรมศาสดาไปทุกหนทุกแห่ง แต่ไม่ว่าจะด่าอย่างไรพระองค์หาทรงสะทกสะท้านไม่ ซึ่งไม่ว่าพยายามอย่างไรก็เหนื่อยเปล่า เพราะนอกจากจะไม่มีผลสะท้อนกลับมาจากพระบรมศาสดาแล้ว นานวันเข้าคนที่ตามด่าก็เหนื่อยล้าไปตามๆกัน..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 12:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พระบรมศาสดาไม่กริ้วตอบนั้น พระอานนท์พุทธอนุชากลับรู้สึกขัดเคืองและอับอายขายหน้าอยู่ไม่น้อย ที่ไม่ว่าตนและพระพุทธองค์จะย่างพระบาทไปทางใดเป็นถูกมหาชนนับร้อยตามไปด่าผรุสวาจาทั่วทุกหัวระแหงเหมือนพวกแร้งทึ้งซากศพอย่างหิวกระหาย...เมื่อเป็นเช่นนี้ วันหนึ่งพระอานนท์จึงชวนพระบรมศาสดาหนีปัญหา..

"จะหนีไปไหนอานนท์" พระพุทธองค์ตรัสถาม

"หนีไปเมืองอื่นพระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธอนุชาถาม

"ถ้าหนีไปเมืองอื่นแล้วเขาตามไปด่าอีกเล่า เราจะหนีไปไหนอีกอานนท์"

"ก็ต้องหนีไปอีกเมืองหนึ่งพระพุทธเจ้าข้า"

"อานนท์เอย! การหนีปัญหาอย่างนั้นหาควรไม่ ที่ถูกนั้นเรื่องเกิดขึ้นที่ไหนก็ต้องให้มันดับไปในที่นั้นถึงจะถูก"

"อานนท์เอย! เราตถาคตย่อมเป็นเช่นเดียวกับพญาคชสารที่ก้าวสู่สงคราม ธรรมดาว่าพญาคชสารที่ก้าวเข้าสู่สงครามแล้วจำจะต้องทรหดอดทนต่อลูกศรอันแล่นมาจากจาตุรทิศฉันใด เราตถาคตก็ฉันนั้น จำต้อง อดทนต่อถ้อยคำบริภาษของเหล่าพาลชนคนไม่มีศีลฉันนั้นเหมือนกัน"

อนึ่ง ผู้ใดก็ตามสามารถอดทนต่อถ้อยคำจ้วงจาบหยาบคายของพาลชนคนถ่อยได้ ผู้นั้นย่อมนับว่าเป็นยอดคนในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย..

"อานนท์เอย เธออย่ากังวลไปเลย คนเหล่านี้จะทนด่าเราอยู่ได้อย่างน้อยก็ไม่เคย ๗ วัน พอถึงวันที่๘ ทุกคนก็จะหยุดไปเอง"

เป็นดังคาด..ในที่สุดพวกรับจ้างด่าพระพุทธเจ้าก็สลายไปตามยถากรรม


เครดิต โพสจัง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 11:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เนื่องจากคนเรานั้นขาดที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจการดำรงชีวิตจึงเดินผิดเดินถูก หากท่านมีธรรมะอยู่ในใจท่านก็จะมีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ท่านนั้นเดินบนเส้นทางที่ถูก สว่าง สง่างามเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปและคนรอบข้างก็จะเข้ามาใกล้ชิดด้วยความเมตตากรุณาต่อกันและเป็นกัลยาณมิตรที่ดีสืบต่อไปตลอดชีวิตครับเพราะมนุษย์นั้นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อมาสร้างบุญบารมีและกุศลผลบุญร่วมกันสืบไปครับ..ผู้ที่เข้ามาอ่านก็จะมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองการงานก้าวหน้าตลอดไปครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 17:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hellocar01


สวัสดีครับ..
ผมนึกถึงเรื่องๆนึงครับ..
การทำบุญ และการเดินทางตามรอยพระพุทธองค์
การทำบุญ คือการกระทำความดีในด้านต่างๆ เช่นให้ทานต่างๆ
การสร้างสิ่งก่อสร้าง สิ่งประดิษฐ์ ทดแทนองค์เครารพเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนัก และจดจำ ก็ถือว่าใด้สร้างสิ่งอันเป็นทาน..คือการให้ทานในคำสสอน..
หากจะตามดูถึงผลของการให้ทาน..
หากผู้ทำทาน ผู้ให้ทาน มิได้มุ่งหวังใดๆ เพียงแค่ให้ เท่านั้น..ผู้ทำทานนั้น..ได้ทำทานในลักษณะไม่ต้องการผลการตอบแทน..เป็นการเดินทางในหนทางที่องค์สัมมาฯได้ได้เดินไปล่วงหน้าแล้ว..
แต่หากอยากให้ผลบุญที่ได้กระทำแล้ว ได้ย้อนกลับมาส่งผลให้ผู้ที่ทำทานประสบสุข 9ล9..
ไม่ใช่การทำทานเพื่อหวังสู่นิพพาน แต่หากหวังในความสุข..
วิถีวีวิต ก็จะหมุนเวียน อญุ่ในวัฏสงสาร ตกอยู่ในห้วงทุกข์ แห่งการวนว่าย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วก็ตาย..

คนๆหนึ่ง เป็นเจ้ากี้เจ้าการในการก่อ่สร้างองค์สมมุติในการเครารพบูชา แต่ก็ยังหันหน้ามาคลุกคลีกับเรื่องแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น..มาร่วมใจกันเข้าชิงตำแหน่งแห่งโลกสมมุติ..
นี่แสดงให้เห็นว่า ไมว่า คนเราจะมีทรัพย์มาก สามารถทำกิจกรรมบุญเท่าไรก็ได้
แต่ใจ ก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน..ดวงจิตก็ยังร่วมกับใจ วกเวียนกลับไปหากิเลส..กิเลสที่มีใยผูกมัดติดตรึวใว้กับตำแหน่ง ยศฐา
ดังนั้น ดวงจิตในวาระสุดท้าย ก็จะไม่ไปไหน..ก็จะวกวนกลับมาในห้วงของการแก่งแย่งอีกดังเดิม..
ดังนั้น พระพุทธเจ้า องค์ใหญ่ องค์น้อย จะสร้างอีกสักร้อยองค์ ดวงจิตก็ยังไม่ไปถึงเบื้องพระบาทองค์สัมมาฯได้เลย..

คห.นี้มาด้วยใจที่ไม่มีสิ่งอื่นใดปิดบัง..มาเพื่อชี้ให้คนได้มองถึง ความเจริญ และความไม่เจริญในเบื้องปลาย..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 17:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hellocar01


สวัสดีครับ..
ผมนึกถึงเรื่องๆนึงครับ..
การทำบุญ และการเดินทางตามรอยพระพุทธองค์
การทำบุญ คือการกระทำความดีในด้านต่างๆ เช่นให้ทานต่างๆ
การสร้างสิ่งก่อสร้าง สิ่งประดิษฐ์ ทดแทนองค์เครารพเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนัก และจดจำ ก็ถือว่าใด้สร้างสิ่งอันเป็นทาน..คือการให้ทานในคำสสอน..
หากจะตามดูถึงผลของการให้ทาน..
หากผู้ทำทาน ผู้ให้ทาน มิได้มุ่งหวังใดๆ เพียงแค่ให้ เท่านั้น..ผู้ทำทานนั้น..ได้ทำทานในลักษณะไม่ต้องการผลการตอบแทน..เป็นการเดินทางในหนทางที่องค์สัมมาฯได้ได้เดินไปล่วงหน้าแล้ว..
แต่หากอยากให้ผลบุญที่ได้กระทำแล้ว ได้ย้อนกลับมาส่งผลให้ผู้ที่ทำทานประสบสุข 9ล9..
ไม่ใช่การทำทานเพื่อหวังสู่นิพพาน แต่หากหวังในความสุข..
วิถีวีวิต ก็จะหมุนเวียน อญุ่ในวัฏสงสาร ตกอยู่ในห้วงทุกข์ แห่งการวนว่าย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วก็ตาย..

คนๆหนึ่ง เป็นเจ้ากี้เจ้าการในการก่อ่สร้างองค์สมมุติในการเครารพบูชา แต่ก็ยังหันหน้ามาคลุกคลีกับเรื่องแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น..มาร่วมใจกันเข้าชิงตำแหน่งแห่งโลกสมมุติ..
นี่แสดงให้เห็นว่า ไมว่า คนเราจะมีทรัพย์มาก สามารถทำกิจกรรมบุญเท่าไรก็ได้
แต่ใจ ก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน..ดวงจิตก็ยังร่วมกับใจ วกเวียนกลับไปหากิเลส..กิเลสที่มีใยผูกมัดติดตรึวใว้กับตำแหน่ง ยศฐา
ดังนั้น ดวงจิตในวาระสุดท้าย ก็จะไม่ไปไหน..ก็จะวกวนกลับมาในห้วงของการแก่งแย่งอีกดังเดิม..
ดังนั้น พระพุทธเจ้า องค์ใหญ่ องค์น้อย จะสร้างอีกสักร้อยองค์ ดวงจิตก็ยังไม่ไปถึงเบื้องพระบาทองค์สัมมาฯได้เลย..

คห.นี้มาด้วยใจที่ไม่มีสิ่งอื่นใดปิดบัง..มาเพื่อชี้ให้คนได้มองถึง ความเจริญ และความไม่เจริญในเบื้องปลาย..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 06:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจในบทธรรมะ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษากันและหากท่านใด้อยากจะเสนอบทความหรือความคิดเห็นก็เชิญได้ครับ กระทู้นี้เป็นของท่านผู้อ่านทุกๆคนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  สวดมนต์ นั่งสมาธิ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม