Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: "นิมิตที่ได้พบเห็นของทื่านสมาชิกมาเล่าสู่กันฟัง"  (อ่าน 684 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 10:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

"นิมิตที่ได้พบเห็นของทื่านสมาชิกมาเล่าสู่กันฟัง"





ท่านใดมีนิมิตที่พบเห็นมาเชิญมาเล่าสู่กันฟังครับ เพื่อจะได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกันเพื่อมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและมาทำความดีร่วมกันครับ บางท่านชอบทำหนังสือสวดมนต์ไปวางไว้ตามวัดต่างๆเป็นธรรมทานให้ผู้มาไหว้พระที่วัดนำหนังสือกลับไปสวดมนต์ที่บ้านก็จะได้บุญกุศลสูงสุดครับ นี่คือธรรมทานขั้นสูงสุดตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครับ...




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านสมาชิกมาเล่าประสบการ์ที่ได้พบเห็นในชีวิตมาเล่าสู่กันฟังและหากสมาชิกจะร่วมเสริมข้อความให้สมบูรณืขึ้นก็ขอเชิญครับ


สวัสดีครับ..ผมจะชวนคุยเรื่องวิปัสนากรรมฐานครับ..
ตามที่ผมเคยบอกคุณว่า..คุณได้ชอบธรรมของผมแล้ว..
คือว่า ผมก็ไม่ใช่คนเก่งในเรื่องธรรมแต่อย่างใด..และเมื่อผมเข้ามาคลุกคลีอยู่ในนี้ ผมก็ทราบได้ว่า ผู้คนที่เข้ามาพูดคุย แสดงความคิด ความเห็น ส่วนมาก ห่างไกลจากธรรมมากกว่า ที่ผมคิด
ผมเลยคิดวิธีการ เอาธรรมที่ผมรู้เข้ามา และก็ได้ผล มีคนเดินธรรมไปกันมาก แต่ผมไม่ทราบจำนวนครับ..รู้ว่าหลายคน..
แต่ความตั้งใจของผม มีแค่ต้องการให้คนเกรงกลัวต่อบาป มีความเข้าใจในศีล ผมก็นับว่าเป็นกุศลแก่พวกเขาแล้ว.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่นี้ ผมถือว่าคุณเป็นเพื่อนธรรม และเป็นกัลยาณมิตร..จึงไม่มีความคิดเห็นอะไรเป็นพิเศษแห่งธรรม..


ผมเริ่มเลยนะครับ..
ปี35 ผมโชคดี ได้โอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน วัดหลวงพ่อจรัญ..
วันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม..ผมอธิฐานต่อพระประธาน ว่า..ผมมาตั้งหลายวัน และวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ผมยังไม่ได้อะไรเลย วันนี้ หากผมมีบุญกุศลอยู่บ้าง ก็ขอให้ผมได้พบ ได้รู้แจ้งแห่งธรรมด้วยเถิด..
ในการเล่าเรื่องที่ผมประสบมา ขอให้พิจารณาด้วยปัญญา อย่าเอนเอียงเข้าข้างกัน..ให้รู้ว่าผมพบเห็นอย่างนั้น แค่รู้ อย่านำไปจับจิต..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติในการต่อไป..


ผมนั่งสมาธิ แบบอานาปานะสติ คือการดูลมหายใจ ผมไม่สามารถภาวนาในคำยุบหนอ พองหนอได้เลย ผมติดภาวนาพุท โธ ครับ เพราะพื้นฐานของผมมาแบบนั้น..คือผมได้รับการฝึกมาแบบนั้นตั้งแต่ยังเด็กๆครับ..ก้อเลย ใช้คำภาวนา พุท และโธครับ..


ในขณะที่เริ่มนั่ง ผมได้พิจารณาถึงลมหายใจที่ได้ปฏิบัติมาในวันก่อนๆ หายใจที่หน้าท้อง หายใจที่หน้าอก หายใจที่ริ้นปี่..ผมเหนื่อยครับ..เหนื่อยมากๆเลย..ทีนี้ ผมก็มาดูลมหายใจที่เราไม่ต้องตามดู ไม่ต้องให้มันหายใจตามใจของเรา แต่ให้หายใจตาม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความเคยชิน เราหายใจปกติอย่างไร ผมก็ลองปล่อยให้หายใจเอง เพียงแต่รู้

เท่านั้น ลมหายใจเข้า ผ่านรูจมูก ก็จะรู้สึกเย็นๆ และเมื่อหายใจออก ก็จะรู้สึกอุ่นๆ..รู้อย่างนี้ เลยลืมว่า คำภาวนา หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้..แต่ผมก็ไม่ไปสนใจว่า ทำไม คำภาวนาจึงหายไป..


ผมทำความรู้สึกถึงลมหายใจ ว่ามีลักษณะเข้า หรือหายใจออก..
ต่อมา..ผมจะมีอาการคล้ายๆเหมือนว่าง่วงนอน ผมก็รู้ว่าเรารู้สึกไปเอง..หายใจไปเรื่อยๆตามธรรมชาติของเรา(เวลาปกติ เราก็ไม่รู้ตัวว่าเราหายใจ จนกว่าเราจะเอาจิตเข้าไปทำความรู้สึก)
ต่อมา..เอ๊ะ เรา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไม่ได้หายใจ..นี่..ให้ระวังนะครับ หากคนไม่เป็นมวย หรือสมาธิอ่อนๆก็จะเกิด


อาการกลัวครับ..แล้วก็จะหยุดการปฏิบัติทันทีครับ..เสียโอกาสครับ..
เมื่อผมรู้สึกว่า ผมไ่ได้หายใจ..ผมมีสติครับ และผมก็รู้ด้วยว่า ความรู้สึกนี้ มันเกิดขึ้นเอง ที่จริงแล้ว เราหายใจอยู่ ยังไม่ได้ตาย..ซึ่งในตอนนี้..ผมก็ต้อง


ภาวนาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ชั่วขณะเท่านั้น จิตก็รวมตัวใหม่
อาการของจิตรวมตัว ตัวจะเบาเหมือนไร้น้ำหนัก ร่างกายปรอดโปร่งสบาย..
ในขณะนั้น(ในความรู้สึกของผม)ความสว่างไม่เหมือนกับความสว่างธรรมดาที่เรามีอยู่



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แต่เป็นความสว่างที่ เย็น และอบอุ่น แสงสว่างนวลตาครับ..


ผม..พบว่า มีความสงบ และความสุข ความสุขที่พบ ไม่เหมือนความสุขที่เราเคยสัมผัสมา เช่นกินเหล้า คุยกับเพื่อน ก็มีความสุข ความสุขที่ได้อยู่กันพร้อมหน้ากันในครอบครัว หรือหลังจากการเล่นกีฬา..
ความสุขที่พบ ยิ่งใหญ่กหว่าครับ..มันไม่สามารถจำนัลจาเรียบเรียงออกมาได้ครับ..


ความสุขที่สัมผัส..ผมก็ทราบใว้ และแค่รู้ และผมก็รู้ว่า ผมนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ครับ เมื่อรู้..ผมวางเฉย..แล้วก็ก้มดูร่างกายของตนเอง..(ผมหลับตา แต่ดูกายตนเองครับ มันเป็นไปตามบุญ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เก่าของผมกระมัง) ผมก้มมองที่หน้าตักของตนเอง ผมกลับเห็นร่างของผม


แต่งเครื่องทรง มีร่างสุกปรั่งเป็นทองคำครับ..และแล้ว ร่างที่เป็นทองคำก็ละลายลงเหมือนดินก้อนถูกน้ำซะทะลายครับ ค่อยๆละลายลงพื้น กลายเป็นสีดำ..กลายเป็นดินไปครับ..
มาถึงตอนนจี้ เสียงพระพี่เลี้ยง ก็บอกเบาๆว่า หมดเวลา..


หมดเวลานั่งสมาธิปฏิบัติธรรมครับ ผมเสียดายก็เสียดาย ครั้นจะปล่อยวาง ใครจะเลิกก็เลิกไป ผมจะนั่งอยู่อย่างนี้ แต่ก็ต้องละความคิดนั้นออกไปเสีย..
เรื่องนี้ มันตรึงใจของผมมากครับ ผมคิดอยู่เป็นสิบปี ว่า เหตุไฉน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมจึงประสบกับสภาวะธรรมแบบนั้น..


ผมคิดถึงเรื่องนี้ และแปลเหตุนิมิต(เขาเรียกว่านิมิต)ว่า ทำไมถึงเห็นอย่างนั้น..ผมคิดเป็นสิบปีครับถึงแปลได้..
ทำไมถึงไกลเป็นสิบปี..ก็เพราะว่า ผมเป็นคนที่ว่ายาก สอนยากคนหนึ่งครับ..ผมเถลเถไถไปหลายปีครับ..
ผมกลับมาใหม่ จึงแปลได้ ไม่ยากเย็นอะไรสักหน่อย..



เป็นนิมิต ให้พึงสังวรใว้ เป็นอะไรก็เป็นได้ แต่ต้องมีเวลาทีสิ้นสุดครับ..วกวนอยู่ในวัฏสงสารนี่เอง..
ผมรู้ด้วยว่า ตัวผมเองนี้ มีเทวดาคุ้มครอง แต่ไม่รู้ถึงบัญชาจากเบื้องบน คือผมเป็นคนว่ายากอย่างว่า..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมจึงประสบกับสภาวะธรรมแบบนั้น..


ผมคิดถึงเรื่องนี้ และแปลเหตุนิมิต(เขาเรียกว่านิมิต)ว่า ทำไมถึงเห็นอย่างนั้น..ผมคิดเป็นสิบปีครับถึงแปลได้..
ทำไมถึงไกลเป็นสิบปี..ก็เพราะว่า ผมเป็นคนที่ว่ายาก สอนยากคนหนึ่งครับ..ผมเถลเถไถไปหลายปีครับ..



ผมกลับมาใหม่ จึงแปลได้ ไม่ยากเย็นอะไรสักหน่อย..
เป็นนิมิต ให้พึงสังวรใว้ เป็นอะไรก็เป็นได้ แต่ต้องมีเวลาทีสิ้นสุดครับ..วกวนอยู่ในวัฏสงสารนี่เอง..
ผมรู้ด้วยว่า ตัวผมเองนี้ มีเทวดาคุ้มครอง แต่ไม่รู้ถึงบัญชาจากเบื้องบน คือผมเป็นคนว่ายากอย่างว่า..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีสิ่งสำคัญในการคุยครับ คือ การเล่าประสบการณ์


การคุยในเรื่องประสบพการณ์ที่ปฏิบัติ มันเป็นอุปสรรคในการถ่ายทอดครับ การจะให้ท่านเข้าใจและจดจำ จะเกิดขึ้น ...จะเข้าครอบงำทันทีทันใด
มารจะก่อเกิดขึ้น ผมยังไม่แกร่งพอที่จะฝ่าด่าน...อันมากมายที่จะตามมาครับ


ผมอยากจะบอกว่า คนปฏิบัติธรรมจริงๆ เขาจะหลีกการคุยในที่นี้ด้วยความระมัดระวังและเป็นสาธารณะครับ มันจะทำให้เกิดการสะดุดในการบำเพ็ญเพียรได้..


ผมเก็บงำความรู้ และประสบการ์ใว้เป็นสิบๆปีครับ..ผมไม่พูดให้ใครฟังได้ง่ายๆ..
หากเกิดเป็นกุศลธรรม จะเกิดความดีงามขึ้นกับตัวผม และผู้รับทุกท่านครับ..




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 11:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณจะนำประสบการณ์ที่ผมพบออกมาเผยแผ่ ผมก็คิดว่าดีครับ มีโอกาสก็จะมาเล่าสู่กันฟังครับ จะได้ช่วยเหลือคนที่อยากนั่งสมาธิและอยากปฏิบัติได้ทราบในด้านพื้นฐานให้แน่นขึ้นครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับ..ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ในกระทู้อิงธรรม หรือเรียกกระทู้ธรรมมะก็ยังได้นะครับ..
ผมอยากจะมาเล่านิทานร่วมการคุยกับแฟนๆบ้าง เพื่อให้ จขกท.ได้มีเวลาพักยก..
นิทานเรื่อง เณรสอนพระ..
อย่างที่ทราบๆกันในหมู่แฟนๆบอร์ดนะครับว่า..ผมชอบนำเรื่อต่างๆมาเล่าสู่

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องเณรสอนพระ คือ ในป่า(ผมจำชื่อป่าไม่ได้แล้ว)มีภิกษุปฏิบัติธรรม ท่านเพียรพยายามมาหลายปี ก็ไม่มีอะไรรุดหน้า..
ช่างเป็นทุกข์แก่ภิกษุท่านนั้นอย่างเหลือเกิน
วันหนึ่ง พระท่านนั้นได้บังเอิญพบกับสามเณรรูปหนึ่ง จึงได้มีการสนทนากัน..และเรื่องราวในความเพียรพยายามที่จะบำเพ็ญเพียรของภิกษุท่านนั้นก็ได้ถูกนำมาเผยต่อสามเณร
สามเณรจึงได้ทราบถึงปัญหาของภิกษุ..
ภิกษุองค์นี้..ไม่รู้จักวิธีดูอารมณ์ ไม่ได้ดูใจตนเอง..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 12 มิ.ย. 13, 14:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สามเณรจึงบอกวิธีดูใจตนเองโดยการเล่าเรื่องตัว***ในจอมปลวก..ต้องการจะจับตัว*** แต่ไม่รู้วิธีจับ
ในจอมปลวก มีรูอยู่5รู สมเณรให้ปิดให้เหลือแค่รูเดียว..แล้วก็คอยจับอยู่ที่ปากรูที่เปิดใว้..
รูของ***ที่ออกจากจอมปลวก ในแต่ละรูๆ ก็คือ รูของใจที่ออกแกว่งผ่านทางการสัมผัส
รูสัมผัสทางกาย ทางหู ทางตา ทางปาก และใจ..
รูที่เหลืออยู่คือรูใจครับ..
พระคอยจ้องจับอยู่ที่ปากของรูใจครับ..

การรับการสัมผัส ทางหู ทางปาก ทางกาย ทางตา แต่หากใจของเราปิด..มันก็จะหมดความหมายครับ..
แต่หากว่า..ใจของเรากวัดแกว่ง แม้นเราปิดหู ปิดปาก ปิดตา และไร้การสัมผัสทางกาย ไม่มีอะไรส่งไปที่ใจ แต่ใจก็ยังสามารถปลิ้นออกมาได้ และเตลิดไปได้ทุกแห่งหน..

ผมใช้คำว่า***มาด้วย ก็เกรงว่าจะผ่านการพิจารณาของผู้ดูแลบอร์ดจะไม่ผ่านน่ะครับ..แต่ก็ขอให้ผ่านเถิด เพื่อการเผยแผ่ธรรมอันเป็นสิ่งมงคล..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 08:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จุดๆๆๆนั้นมีความหมายสำคัญ ต้องเดาหรือตีความหมายเอาครับจะเป็นนางพะญาจอมปลวกหรือไม่ ต้องตีความหมายอีกทีครับ...คุณเฮโลได้บอกวิธีการปิดทวารทั้ง 5 แต่เหลือไว้ 1 ทวาร เพื่อการปฏิบัติที่เห็นภาพที่ชัดขึ้นครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 10:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับ..เจ้าตัว****ในจอมปลวก มันคือเจ้าตัวที่ชอบปีนป่าย อาศัยอยู่ในคลอง และบริเวณแถวๆทำเนียบครับ..มันเป็นชื่อที่บอร์ดเขาสงวนใว้
การเจริญสติ ด้วยคำภาวนา พระท่านว่า..อย่าได้มีความลังเลสงสัย..
ความลังเลสงสัย คืออะไร..
ความลังเลสงสัย คือความอยากครับ เช่น เราจะนั่งสมาธิ ภาวนา แล้วเราจะเห็นอะไรไหม..เริ่มต้นของความสงสัยมาแล้วครับ..
ใจครับ มันเกิดจากภายในใจก่อนแล้ว..คือความอยาก บางที ใจก็ไปท่องเที่ยว ไปหาเพื่อน ไปหาญาติ ไปหาเรื่องคนอื่น ไปรักคนอื่น ไปชังคนอื่น กระทั่งจะไปฆ่าคนอื่น..
การภาวนา เพื่อกำกับใจไม่ให้หลงไปเสียจากลมหายใจครับ..
การปิดทวาร..ทั้ง5 เหลือทวารใจ เอาใว้คอยดูความเหลวไหลของใจ..เราดูใจให้เท่าทันครับ..ใจของเรามันร้ายกาจมาก เมื่อก่อน ผมไม่เข้าใจกับคำว่า ใจของคน เหมือนลิง มันไม่อยู่สุข..
ทวารคือประตู ประตูที่จะเข้าสู่ใจ เราปิดได้ครับ..เช่น ได้ยินเสียง เราก็รู้ว่าเสียง มันเข้าที่หู แล้วส่งมาที่ใจ ใจเรารู้แล้ว..ก็ช่างมัน เราไม่ไปตามไปดูว่า มันดังมาจากไหน มันส่งสัญญาญอะไรมา เช่น ได้ยันเสียงแตรรถ แปร๋นๆ เอ๊ะใครมา..ใจไปแล้วครับ อย่าไปอยากรู้มัน ว่าใครจะมา หรือว่า..ยุงกัด หากเราเอาใจไปจ้องมองที่ยุงมันกัด ไปจับอารมณ์ว่ามันคันเหลือเกิน ใจเราก็จะรวนเร ทิ้งการดูลมหายใจไปเสีย..เราก็ต้องไม่สนใจมัน มันจะคันมาก คันน้อย เราไม่เอาใจไปจรดจ้อง บางที ได้กลิ่นหอม เราอย่าไปสนใจว่า มันคือกลิ่นอะไร ลอยมาจากไหน..รู้แค่ว่า ได้กลิ่น แล้วก็ไม่สนใจ
เอาจิต เอาใจมาสนใจว่า ลมหายใจมันอยู่ในตำแหน่งเข้า หรือออก..
คำว่า ปัจจัตตัง วิญญูหิติ..คือคำไทยว่า ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจึงจะรู้ได้..จึงจะเข้าใจครับ..
ขออนิสงของผลบุญที่ข้าพเจ้า และพวกหมู่ ที่ได้ร่วมกันดำเนินมานี้ จงส่งผลให้ผู้ที่เข้ามาอ่าน เข้ามาสนใจประสบกับความสุข ความเจริญในธรรม และการประกอบสัมมาอาชีพ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 14:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เห็นภาพถ่ายพระพุทธรูป ผมนึกขึ้นได้ว่า ที่จังหวัดของผม มีพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยครับ..ผมน่าจะถ่ายรูปมาแสดงกับเขามั่ง..อากาศกำลังสบายๆ ผมจะปั่นจักรยานเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ หากว่า ไม่เกิดฝนตกเสียในเวลาข้างหน้า..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 08:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ่านแล้วเกิดปิติ สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้บุญกุศลร่วมกันครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ




ขอขอบคุณ คุณเขียดขาคำ ที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันบ่อยๆครับหรือมีสิ่งดีๆที่จะมาลงก็ขอเชิญครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 18:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
นิมิต
ดวงจิตมีลักษณะกลมใส และล่องลอยได้เหมือนฟองสบู่ สีใส ต่างล่องลอยไปสู่ปายอุโมงค์ หลือท่อ หรือเส้นทาง..
ในระหว่างการเดินทางล่องลอยไป ดวงจิตจะมีการเปลี่ยนแปรได้..เมื่อเกิดมีการเปลี่ยนแปร ดวงจิตจะเกิดแสงสีต่างๆสว่างขึ้น แรงขึ้น..
เช่น กามตัญหา ดวงจิตเกิดกิเลส ตกอยู่ในภาวะความต้องการในราคะ ดวงจิตจะเกิดสีแสงสว่างแรงขึ้นๆแล้วเพ่งไปยังดวงจิตอื่นที่หมายเอาใว้..หากดวงจิตอื่นที่หมายใว้มีจิตปดิภัทรโต้ตอบด้วย ดวงจิตนั้นก็จะเกิดแสงสีแรงขึ้นๆเช่นเดียวกัน..
แล้วเคลื่อนที่มาหากัน แอบอิงกัน กลมกลืนกลายยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..
เหมือเราตีไข่ใส่ถ้วยสองฟอง เราจะเห็นว่า มีไข่สองฟอง แล้วคนให้เข้ากัน เลยกลายเป็นไข่รวมกันในถ้วย ไม่มีเค้ารางให้เห็นว่า ไข่สองฟอง..
ดวงจิตทั้งสองกลมกลืนกันแล้ว สีแสงที่เปล่งออกมา ยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนแตกลูกกระเด็นออกมาอีกเป็นดวงๆ..
อ้อ..นี่เอง ที่ทายาทกำเนิด..
เพราะดวงจิตที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงจิตที่รวมกันนั้น ได้แฝงจิตเข้าใว้ในดวงก่อนสลัดหลุดออกมาแล้ว เคลื่อนไหวได้ด้วย..
อ้อ..รู้แล้ว..ความอยาก ความต้องการ..มันก่อเกิดที่ดวงจิต คิดที่จะเดินทางต่อ ก็ล่องลอยไป ไปด้วยดวงจิตที่ใสสะอาด..ไม่มีสีแสงอันสว่างไสวฉูดฉาดแต่อย่างใด..
ล่องอลยไปสู่จุดหมายได้ในที่สุด..
แต่ในการที่มีจิตที่มีกิเลส มีกามกำหนัด..ดวงจิตจะหยุดล่องลอย หยุดอยู่ประกอบกิเลสในระหว่างทาง..
ก็ให้พิจารณากันด้วยสติและปัญญานะครับ ผมเองไม่มีความต้องการอะไรเลย การโกหกโกไหว้ ผมไม่มี และเรื่องราวที่พิมพ์ขึ้นมาให้อ่านกัน มันเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเอง บางเรื่องได้จำมาบ้าง ได้อ่านมาบ้าง
นิมิต ที่เล่า เป็นเพียงนิมิตอันหยาบๆครับ เป็นนิมิตที่อาจจะทำให้ผมเกิดความหลงครับ..
เมื่อผมรู้แล้ว แต่จะไม่นำเข้าสู่การทำสมาธิครับ..มันจะกลายเป็นชิ้นเนื้อที่ติดฟันครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 10:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมยามมีเวลา ก็จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆครับ เพราะเห็นว่า กระทู้นี้รันไปได้เรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่า สาระที่ผมนำมานี้ มีความหมาย มีคนสนใจ..หรือว่า อาจจะเห็นว่า เป็นเรื่องราวอันไร้สาระ ผมก็ไม่อาจจะต่อว่ากันได้หรอกครับ..
แต่ขอให้เข้าใจสักเรื่องนึงครับ..ด้วยความจริงใจเลยครับ..
ข้อความที่ผมพิมพ์มานี้ มันเป็นเรื่องราวที่ผมพบมาครับ ไม่ต้องการจะหลอกลวง หรือสร้างความเชื่อถืออะไร..
เมื่อได้อ่านความเห็นที่เสนอมานี้ ก็ให้มีวิจารณญาญในการพิจารณากันด้วยปัญญา เป็นเหตุเป็นผล..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 10:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เมื่อผมป่วยหนัก..
เมื่อปี41 ผมป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการทรุดลง ไข้สูงมาก ปวดหัว ปวดตามร่างกายอย่างมาก
ผมมีเพื่อนเป็นหมอครับ บ้านก็อยู่ใกล้กันแค่รั้วกั้น..เมื่อเพื่อนทราบว่าผมป่วย จึงเข้าประตูรั้วเข้ามาดูอาการของผม..
เพื่อนของผมพูดว่า เป็นหนักมาก..จะเข้าบ้านไปเอายามาให้กิน..เพื่อนมีคลินิกด้วย..
ก่อนเพื่อนจะกลับไปเอายาที่บ้าน ผมก็บอกแก่พื่อนว่า..ผมแพ้ตัวยา แอสไพริน..ผมกินยานั้นไม่ได้..
แต่ว่า สุ่มเสียงที่ผมเปล่งออกมาจากปาก ก็ดังได้แค่ผมฟังเองรู้เรื่อง คนอื่นฟังไม่เข้าใจ..
เพื่อนกลับเข้ามาอีก ภายในไม่กี่นาที พร้อมยาแก้ปวดลดไข้..
ผมก็บอกครั้ง ว่าผมแพ้แอสไพรินนะ..แต่เพื่อนและภรรยาของผมก็ฟังไม่เข้าใจ เสียงมันอ้อแอ้ คล้ายจะหมดแรง ตายลงให้ได้..
เจ้าประคุณเอ๊ย..ยาที่เขาเอามาให้ผมกิน มันไม่ใช่แอสไพริน แต่มันเป็นยาบูเฟ่ล เป็นตัวยาชนิดเดียวกับแอสไพริน แต่สังเคราะออกมาใหม่ แรงกว่าแอสไพริน..
ผมแพ้ยาอย่างรุนแรงเลยครับ แพ้ในตอนกลางคืน ดึกแล้วด้วย ทุกคนหลับหมด..
ผมแทบตายเลยครับ..แต่ก็ทนจนรุ่งเช้า และแล้ว ร่างกาย แขนขา เนื้อตัว..มีแต่ตุ่มขึ้นแดงเป็นจ้ำๆ..
ภรรยาของผมเป็นครูครับ ต้องไปสอนหนังสือห่างจากบ้านสามสิบกิโลเมตร ไปกลับ ก็หกสิบกิโลเมตรครับ..
ก่อน7มงเช้า ภรรยาของผมต้องออกจากบ้านไปโรงเรียนให้ทันเวลา..
ผมเลยนอนแหงกกระแด่วๆอยู่บ้านเพียงลำพัง..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 11:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ในตอนเย็นหลังเลิกสอนหนังสือของภรรยาของผม เขาก็กลับถึงบ้าน..ในภาพที่ภรรยาเห็นลักษณะร่างกายของผม..เนื้อตัว เต็มไปด้วยเม็ดตุ่มขึ้นเต็มร่างกาย ใบหน้า..
เหมือนคนออกอีสุกอีใสครับ..
ผมก็เคยออกอีสุกอีใสมาแล้วในวัยเด็ก และเป็นหัดเยอรมันในช่วงวัยหนุ่ม..
ไม่น่าจะมาออกอีสุกอีใสอีก..
แต่ภรรยาของผมไม่รีรอ รีบไปชื้อยาซองแผนโบราญมาให้ผมรับประทาน..
เจ้าประคุณเอ้ย..ผมแพ้ยาโบราญที่ภรรยานำมาให้รับประทานอีกเด้งนึงแล้วครับ..ในเนื้อยาที่ภรรยาผมนำมา มันมีตัวยาสเตรอยผสมอยู่ครับ..
ผมเป็นไข้หวัดใหญ่ ผมแพ้ยาในกลุ่มแอสไพริน แล้วผมยังมาเจอตัวยาสเตรอย ที่กดภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่ำลงมาอีก..
ผมจะตายแล้วครับ..แรงก็หมดไปตั้งนานแล้ว นอนกระแด่วๆอยู่บนที่นอน..ยังมาแพ้ยาโน่น แพ้ยานี่อีกสองเด้ง
ผมคิดว่า ผมคงหมดบุญแล้ว..ร่างกายไม่ไหวแล้ว ปวดกระดูกทุกข้อ ทุกส่วน ส่วนกระดูกสันหลัง กระทั่งกระดูกตามข้อนี้วมือ มันจะหลุดจากกันให้ได้..ปวดทรมานมาก..
เนื่องจากการเกิดตุ่มตามร่างกาย ในลำคอ ในกระพุ้งแก้ม เป็นตุ่มหนอง มีแผลเปลื่อย..กินอาหารไม่ได้ กินน้ำไม่ได้แล้ว
กินน้ำ น้ำก็ขมจนกลืนไม่ลง..
ผมกินข้าว กินน้ำไม่ได้หลายวัน..
3วันสุดท้าย..ผมกินน้ำไม่ได้แล้ว แม้แต่สักกลืนนึง เพื่อให้เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย..
น้ำกลืนเดียว ผมก็ไม่มีปัญญาจะกลืนลงไป..
อนิจา..วาสนาผมคงจบสิ้นแล้ว..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 12:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชาวบอร์ดครับ..ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่ใช่ผมอ่อนแอ..ผมแข็งแกร่งมาแต่ไหน แต่ไร แต่การเจ็บป่วย มันสามารถทำให้ผมตกเป็นผู้ใต้อำนาจของมันได้..
ทุกข์ต่างๆ ที่เคยเผชิญมา มันแตกต่างกัน เช่นอาเจียรเป็นเลือด เนื่องจากป่วยเป็นโรคกระเพาะ..ปวดฟัน ขับมอไซค์ฯล้ม แข้งขา เนื้อตัว ก็มีแต่แผล..
มันไม่เหมือนทุกข์ในคราวนั้น คราวล้มป่วย...
ถึงอนิจังหรือยัง..เข้าใจในร่าง ในสังขารหรือยัง..
ผมเบนไปเสียจากธรรม ห่างไปนานเนิน ตอนตัวเองนี่แหละ เกิดเป็นแบบนี้ ป่วยอย่างนี้..
ในขณะเวลานั้น เกือบๆสิบโมงเช้ากระมัง เพราะภรรยาได้ออกจากบ้านไปสอนหนังสือนานเเล้ว
ผมอยู่ในท่านอนหงาย ในใจจก้คิดถึงร่างกายที่ทราณ กระดูกท่อนต่างๆก็ดูเหมือนว่าจะหลุดออกจากกัน..
ผมเอามือประสานอก พนมมือ อธิฐาน อันกุศลที่ได้ประกอบแล้ว ยังกุศลเดิมที่ได้สะสมใว้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ตายอย่างสงบด้วยเถิด..
แล้วก็เดินลมหายใจไปตามที่เคยได้ปฏิบัติ..ขอตายอย่างผู้มีพุท โธ..
แล้วหลับตาลงแผ่วๆ..แบบคนพริ้มตาหลับอ่ะครับ..
แล้วก็มารู้สึกตัวอีกครั้ง..
มันไม่ใช่ที่บ้านของผม ผมรู้สึกทันที แต่ก็ยังไม่เคลีย ใจแกว่งแล้วครับ เพราะบริเวณที่ผมยืนอยู่ มันเป็นบริเวณวัดครับ..
ก่อนจะมารู้สึกตัวว่ายืนอยู่ในบริเวณวัด..ผมได้นอนที่บ้าน และภาวนา ขอตายอย่างผู้รู้พุท-โธ
แล้วได้มายืนอยู่ตรงนี้ ในวัด..ใจแกว่งแล้ว..นึกในใจ ผมตายแล้ว..ใจหายแว๊บ..ลูก..คิดถึงลูกขึ้นมาทันที..
พอคิดถึงลูก ลูกทั้งสอง ก็มาวิ่งเล่น วิ่งไล่จับตัวกัน วนรอบๆตัวของผม..

ในขณะนั้น สายตาก็มองไปเห็นคนเดินมาหา เป็นชาย แต่งกายเรียบร้อย เสื้อซาฟารี ซักสะอาดรีดเรียบร้อย แต่ไม่ใช่ชุดใหม่ เป็นชุดเก่า แต่ยังมีสภาพที่ดี
เมื่อเขาเดินมาถึงที่ผมยืนอยู่(ในขณะนั้น ผมยังรู้สึกว่า ลูกของผม ทั้งสองคน ยังวิ่งเล่น วิ่งไล่กันอยู่รอบๆกายผม)
เขาก็ได้พูด พร้อมกับชี้มือไป พูดว่า เขาให้ไปสวดมนต์ เขามาบอกให้ผมไปนั่งสวดมนต์ภาวนา และได้มองตามมือที่เขาชี้ไป..
ที่นั่นเป็นศาลาไม่มีผนัง เป็นพื้นโล่งๆ มีหลังคากันแดดกันฝน..เหมือนศาลาปฏิบัติธรรมทั่วๆไป..
มีผูคนนั่งกันอยู่ในนั้นมากเหมือนกัน นั่งเป็นแถวๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่ ส่วนมากเป็นชุดขาว แต่เสื้อผ้าสีอื่น ก็มีคนสวมใส่อยู่บ้าง
ท่านผู้อ่านครับ..เมื่อผมมองไป ผมใจหายแว๊บอย่างแรง อกสะท้อน..แล้วผมก็หันไปพูดกับคนที่มาบชอกว่า ผมสวดมนต์เป็น เด๋วก่อน..ผมขออนุญาติพูดธุระกับลูกก่อน
ผมพูดกับเขาแบบไม่เกรงกลัวอะไร อารมณ์ไม่ดี เพราะเข้าใจว่า ผมตายแล้ว และจะต้องไปถูกกักบริเวณให้นั่งภาวนา..
แล้วผมก็มองหาลูก..ผมหาไม่เจอ หาเท่าไร ก็หาไม่เจอ..ก็เมื่อตะกี้นี้ มันยังวิ่งวนๆรอบกายอยู่ตรงนี้..หาไม่เจอ หาจนอ่อนใจ ถามใครๆเขาก็ไม่พูดด้วย..เจอคนนี้ก็ถามคนนี้ เห็นลูกผมไหม เด็กชายสองคน อะไรๆก็พูดกับเขาไป เพื่อหาลูกให้เจอ
ไม่มีใครพูดด้วยซักคน..มีแต่คนแรกที่มาตามให้ไปสวดมนต์เท่านั้น..แต่ก็หาเขาไม่เจอแล้ว..
ผมมีนิสัยเกเรเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ นิสัยเดิมๆของผม
ในเมื่อคุยกับใคร ก็ไม่มีใครพูดด้วย..เด๋วรู้กัน จะเรียกคนรับผิดชอบสถานที่ออกมา..
มีผู้หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ๆ ผมก็ใช้มือคว้าหมับไปที่หน้าอกของสาวนั้น เพื่อให้เกิดเรื่อง จะได้มีคนมาพูด และตอบคำถาม..
ท่านผู้อ่านครับ...สาวนั้น ไม่มีทีท่าจะเอาเรื่องเอาราวกับผมเลยครับ ผมจับหน้าอกเต็มมือ(ผมไม่เคยประพฤติอย่างนั้นมาก่อน โปรดเข้าใจ เป็นแค่คนพาลมาก่อน แต่ไม่หยาบคายลามก)
ผมจับหน้าอกสาว แต่สาวก็ไม่มองหน้า ไม่มีอาการของความโกรธ ความไม่พอใจเกิดขึ้นเลย..
ผมเลย จ๋อย..หาเรื่อง เพื่อให้ได้เรื่อง แต่ไม่มีใครเอาเรื่อง..
ลองคิดดูดิ..ไม่มีใครพูดด้วย มันน่าโมโหมั๊ยล่ะ..ที่ก่อเรื่อง ก็เป็นเพราะจะหาคนมาตอบคำถาม ให้พูดด้วยกับผม..จะเอาแค่นั้น..เพราะเข้าใจว่า ตนเองนี้ ไม่มีสิทธิที่จะอยู่กับครัอบครัวอีกแล้ว เลยแกล้งเกเรเสีย..
จันทร์หน้า จะมาเล่าต่อนะครับ ยังเล่าได้อีกครึ่งเรื่อง เรื่องที่ผมผจญมาด้วยตนเองครับ.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 10:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มาตามนัด..มาตามที่ได้พูดใว้ เมื่อผมตามหาลูกไม่พบ และหงุดหงิดเรื่องคนไม่สนใจผม ทำเหมือนไม่ได้มองเห็นผม ไม่พูดกับผม..
เลยพาลไม่สนใจกับคนอ่นบ้าง และเข้าใจว่า ตนเองได้สิ้นสุดของการมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์แล้ว เมื่อตัดใจแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป..ผมหันรีหันขวางอยู่พักนึง มองที่พื้น พื้นที่ผมยืนอยู่ เอ๊ะ ผมได้ยืนอยู่บนศาลวัดตตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เป็นศาลาวัดที่สร้างใว้ใหญ่มาก ผมยืนอยู่ชั้นที่สาม
ในขณะที่ผมยืนรังเรอยู่นั้น..อาการหิวอาหารจากร่างกายของผมก็สำแดงอาการอย่างรุนแรง(ก็ตอนผมล้มป่วย ผมไม่ได้ทานอาหาร ในระยะสามวันสุดท้าย)
ผมหิวมาก หิวจนแสบท้อง..
อาการหิวกำเริบขึ้น ผมก็ได้กลิ่นอาหารลอยมาจากชั้นล่างของศาลา...อ้อ..ผมรู้สึกได้ทันทีว่า ในวัดนี้ มีโรงทาน มีอาหารให้กิน ผมไม่ต้องกลัวอดข้าวแล้ว..ผมเข้าใจว่า ผมต้องถูกกักบริเวณให้อยู่แตในบริเวณวัดเท่านั้น
กลิ่นอาหารล่องลอยจากชั้นล่าง สงกลิ่นขึ้นถึงชั้นสาม ที่ผมยืนอยู่..
แต่ว่า กลิ่นของอาหารนั้น เป็นกลิ่นที่ปรุงจากเนื้อหมู..ซึ่งมันเป็นกลิ่นที่ผมไม่ชอบ
คอว่า หากว่าผมล้มป่วย ที่ต้องนอนสื่อ ผมจะรับทานอาหารที่ไม่ทำจากเนื้อสัตว์ เพราะผมเหม็น บางครั้งกลิ่นคาว คนบอกว่าไม่คาว แต่ผมก็ยังเหม็นคาวอยู่นั่นแหละ..
การป่วยทุกครั้ง ผมรับอาหารได้แค่จำพวกข้าวต้ม กับเกลือเท่านั้น..
แต่ว่า..ในขณะนั้น ผมจะไปเลือกอาหารการกิน มันก็คงไม่ใช่ มันไม่ใช่ที่บ้านส่วนตัว..
และแล้ว..ผมก็มารู้สึกตัว..
เพื่อนๆแฟนๆบอร์ดครับ..ผมไม่ได้ตายไปสักหน่อย ผมตื่นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง..
อาการที่ผมป่วยปางตายนั้น กลับหายอย่างปลิดทิ้ง..ผมหลับไปตั้งแต่ประมาณเก้าโมงครึ่ง แล้วผมมาตื่นประมาณบ่ายสามโมง..
ตื่นขึ้นมา ผมไม่มีอาการของการเจ็บป่วย ท้องก็หิวเป็นพัลวัน เลยเข้าครัว หุงข้าว เอาของอแอกจากตู้เย็น ทำกับข้าว รอภรรยากลับจากสอนหนังสือ..แต่ผมทานล่วงหน้าไปก่อนแล้ว..
ไม่ได้มีอาการเจ็บปาก เจ็บคอเลย มีเพียงร่องรอยของเม็ดตุ่มตามตัวเท่านั้น แต่ก็แห้งๆ ไม่ได้เป็นหนองสักตุ่ม..
ไม่ว่า ผมจะฝันไป หรืออะไรก็ตาม..เรื่องนี้ ผมประสบมาเอง ผมก็ต้องมีพิจารณาเอง ระวังตัว และสร้างตนเอาเอง ใครๆจะมาช่วยผม ก็คงไม่มี..
เรื่องอย่างนี้ บ้างบางคน เขาบอกว่า ผมยังไม่ถึงคราวตาย เลยได้เห็นนิมิตรที่เตือนให้ตัวของผมพร้อมรับกับกรรมต่างๆ ให้สร้างกรรมเอาเอง..หากไม่เกรงกลัวต่อบาป ก็ให้ทำไปเถอะกรรมที่ไม่ดี..
แต่ว่า ผมแปลกใจมากครับ ก็ในขณะนั้น ผมป่วยเจียนตาย พอนอนหลับ ตื่นขึ้นมา ไหง เหมือนไม่ได้เจ็บป่วย..มันเป็นอย่างนั้น เพราะอะไร..
อ่านกันแล้ว ก็ให้พิจารณากันดู ว่าอะไร เป็นอะไร เพราะอะไร..ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมเห็นมีผู้สนใจเข้ามาอ่านกัน กระทู้ก็รันไปเรื่อยๆ..ผมก็..เลยหาอะไรมาเล่าให้อ่านกันดีกว่าครับ..
ผมเคยพบกับคนที่จำชาติก่อนของตนได้..
ที่อำเภอลาดยาว..
ในกองกำลัง อส. มีคนชื่อ อส.บงกช พรมศิลป์..
หลังจากรู้จักคุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว..เรื่องราวส่วนตัวของ อส.บงกช จึงหลั่งไหลเข้าสู่รูหู..
ก่อนจะเกิดมาเป็น บงกช พรมศิล เขาเป็นบุตรชาวนา แถวๆอำเภอบรรพตพิสัย ในขณะเป็นหนุ่มรุ่นๆ ได้ไปเที่ยวงานวัด กับลูกจ้างทำนาในครอบครัว..ระหว่าเดินทางกลับบ้าน ได้ถูกลูกน้องทำนาของตนเอง ลอบทำร้าย ด้วยการใช้มีแทง..
บงกช ในภพชาตินั้น..เมื่อตายลง ดวงวิญญาญก็ไม่ได้ล่องลอยไปไหน แต่วนๆเวียนๆอยู่แถวๆที่ถูกทำร้ายตายนั่นเอง..
ฝนตกลงมา เขาก็ไม่เปลียกฝน ใครผ่านไป ผ่านมา ก็ไม่พูดไม่จากับเขา..
(นี่เป็นเรื่องที่เจ้าตัวได้เล่าให้ฟัง)
เรื่องราวของผู้ละลึกชาติได้ มีหลายราย รายนี้ มีฝรั่งมาทำวิทยานิพนธ์ด้วย เรื่องราวนี้ ได้มีการนำมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันด้วย มีรายปักษ์ด้วย..
ผมได้พบกับบงกช เมื่อประมาณปี43 ที่อำเภอลาดยาว..หากเขายังทำหน้าที่อยู่ที่เดิม ก็ลองถามกันดู เขาไม่บิดบัง และไม่ขอค่าคุยหรอกครับ..

ที่ตำบลตะคล้อ อำเภอ ไฟศาลี ก็มีคนในลักษณะนี้หลายรายครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  สมาชิก 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม