Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 20856 ครั้ง)
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #315: 19 มี.ค. 20, 07:43 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค TAI
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม
สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้วิจัย      นางชนิสรา  อริยะเดชช์
หน่วยงาน      โรงเรียนเทศบาลวัดเหนือ   เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด  จังหวัดร้อยเอ็ด
ปีที่วิจัย          2561

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน  4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI          กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1  โรงเรียนเทศบาลวัดเหนือ  เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด  ในภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2561 จำนวน 28  คน จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster  Random  Sampling)  เนื่องจากการจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถทุกห้อง  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่  ชุดการเรียนรู้เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม  สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 3 เล่ม เล่มที่ 1 จำนวน 4 ชุด เล่มที่ 2 จำนวน 4 ชุด และเล่มที่ 3 จำนวน 6 ชุด รวมทั้งสิ้น 14  ชุด  2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค TAI  เรื่อง  ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม  สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน  14 แผน ทำการสอนแผนละ 1 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายรายข้อ (P) ตั้งแต่  0.37-0.76  ค่าอำนาจจำแนก  (B)  ระหว่าง 0.44 ถึง 0.80  และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89  และ 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยมและการบวก   การลบทศนิยม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 1 ฉบับ 20 ข้อ   มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.71 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์  ได้แก่  ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( )          ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ การทดสอบค่าที  (t-test  Dependent  Sample)

   ผลการวิจัย  พบว่า 
1.   ชุดการเรียนรู้ เรื่อง  ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม  สำหรับชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.51/78.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  (75/75)

2.   ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ       
เทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม สำหรับ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีค่าเท่ากับ 0.5787 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็น  ร้อยละ 57.87 
                3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05 
         4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ทศนิยมและการบวกการลบทศนิยม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ) เท่ากับ 4.67 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  เท่ากับ 0.33



Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #316: 19 มี.ค. 20, 14:42 น

ชื่อเรื่องที่ศึกษา       การพัฒนาชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิค
                            การจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้น
                            ประถมศึกษาปีที่ 6/1  โรงเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัด
                            กองการศึกษาเทศบาลเมืองปัตตานี
ผู้ศึกษา          นายชนม์ชัย  แซ่ลิ่ม
กลุ่มสาระการเรียนรู้    ศิลปะ
ปีที่ศึกษา          2561
ประเภทผลงาน       การพัฒนาการเรียนการสอน

บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1โรงเรียนเทศบาล 1บ้านจะบังติกอ 3) ความพึงพอใจที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ
   ผู้ศึกษาได้สร้างเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ   พร้อมทั้งได้สร้างภาระชิ้นงานสำหรับวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน  ได้ทำการทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 1บ้านจะบังติกอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2561  จำนวน  25  คน  โดยผู้ศึกษาได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเองในชั่วโมงสอนปกติ  20  ชั่วโมงต่อภาคเรียน  จำนวน  20  แผนการเรียนรู้ 
   การวิเคราะห์ข้อมูล  การหาประสิทธิภาพใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ  ทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน  เรื่อง  เรื่องการปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที  (t-test)  ใช้วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
   ผลจากการศึกษาพบว่า  1)  จากการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด  80/80  นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้  2)  การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์  เรื่อง  ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ ก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนกับหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนแตกต่างกัน  โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  3)  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  มีค่าเฉลี่ย  4.65 สรุปได้ว่านักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการเรียน เรื่อง  เรื่องชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #317: 19 มี.ค. 20, 14:50 น

ชื่อเรื่องที่ศึกษา       การพัฒนาชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิก             
           กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1
                             โรงเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองปัตตานี
ผู้ศึกษา          นายชนม์ชัย  แซ่ลิ่ม
กลุ่มสาระการเรียนรู้    ศิลปะ
ปีที่ศึกษา          2561
ประเภทผลงาน      การพัฒนาการเรียนการสอน

บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1โรงเรียนเทศบาล 1บ้านจะบังติกอ 3) ความพึงพอใจที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ
   ผู้ศึกษาได้สร้างเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ   พร้อมทั้งได้สร้างภาระชิ้นงานสำหรับวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน  ได้ทำการทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 1บ้านจะบังติกอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2561  จำนวน  25  คน  โดยผู้ศึกษาได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเองในชั่วโมงสอนปกติ  20  ชั่วโมงต่อภาคเรียน  จำนวน  20  แผนการเรียนรู้ 
   การวิเคราะห์ข้อมูล  การหาประสิทธิภาพใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ  ทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน  เรื่อง  เรื่องการปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที  (t-test)  ใช้วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
   ผลจากการศึกษาพบว่า  1)  จากการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด  80/80  นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้  2)  การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์  เรื่อง  ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ ก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนกับหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนแตกต่างกัน  โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  3)  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  มีค่าเฉลี่ย  4.65 สรุปได้ว่านักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการเรียน เรื่อง  เรื่องชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #318: 21 มี.ค. 20, 09:16 น

ชื่อเรื่อง         รายงานผลการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการเล่นกลางแจ้ง
         เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ผู้รายงาน      นางบังอร  สว่างยิ่ง
ตำแหน่ง         ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ  โรงเรียนบ้านหนองกุลา 
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก  เขต 1
ปีที่พิมพ์         2560


บทคัดย่อ

   รายงานผลการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการเล่นกลางแจ้งเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยมีวัตถุประสงค์  1) เพื่อศึกษาผลการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการเล่นกลางแจ้งเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย  2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการเล่นกลางแจ้ง
   กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปี่ที่ 2.1 ภาคเรียนที่ 2                  ปีการศึกษา 2560  โรงเรียนบ้านหนองกุลา  ตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1  จำนวน 21 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานรับผิดชอบ เพื่อจัดประสบการณ์เกมการเล่นกลางแจ้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์  สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์                   วันอังคารและวันพุธ  วันละ 40 นาที รวม 36 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1) คู่มือการจัดประสบการณ์เกมการเล่นกลางแจ้ง  2) แผนการจัดประสบการณ์เกมการเล่นกลางแจ้ง  จำนวน 36 แผน และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย โดยใช้ผู้สังเกต 2 คน                ได้ค่าความเชื่อมั่นของผู้สังเกต  (RAI) เท่ากับ 0.78  ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างลักษณะพฤติกรรมกับจุดประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.90 – 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ t – test แบบ Dependent Sample
   ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังได้รับการจัดประสบการณ์เกมการเล่นกลางแจ้งเด็กปฐมวัย
มีพฤติกรรมทางสังคมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #319: 22 มี.ค. 20, 13:15 น

ชื่อเรื่อง    รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้วิจัย       นายวิทยา  บุตรอำคา  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียน      โรงเรียนเทศบาลเลิงนกทา 
      สังกัดเทศบาลตำบลเลิงนกทา  จังหวัดยโสธร 
ปีที่รายงาน      2561

บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1  โรงเรียนเทศบาลเลิงนกทา  สังกัดเทศบาลตำบลเลิงนกทา  จังหวัดยโสธร  ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561  จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 ชุด  แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง  กรีฑา  เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จำนวน 15 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และค่า t – test แบบ Dependent Samples


ผลการวิจัย พบว่า
1. ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ  83.03/82.00  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
      2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ
เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีค่าเท่ากับ 0.6320 ซึ่งแสดงว่า  นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 63.20
      4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.53, S.D. = 0.51)

Tags:
Guest
วาสน์ศิลป์ ดีวรัตน์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #320: 30 มี.ค. 20, 11:36 น

เรื่อง       รายงานผลการใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์
วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า เทศบาลนครเชียงราย
จังหวัดเชียงราย
ผู้ศึกษา       วาสน์ศิลป์  ดีวรัตน์
สังกัด       โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า  สังกัดเทศบาลนครเชียงราย
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
ปีที่พิมพ์             2562

บทคัดย่อ

   การศึกษาผลการใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย  จำนวน 146  คน  กลุ่มตัวอย่างใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1.1  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย  จำนวน 37  คน  ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด จำนวน 7 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่ององค์ประกอบศิลป์ จำนวน 20 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด จำนวน 10 ข้อ ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์ผล โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ โดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ t–test (Dependent - Samples) ผลการศึกษา พบว่า
    1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิด สร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย  พบว่า มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.63/83.92  ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 
     2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 12.19  และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.78  และแสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
     3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.59)
   โดยสรุปชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่เชื่อถือและยอมรับได้ สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนศิลปะเพื่อให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ตามที่ตั้งไว้


Tags:
Guest
รายงานผล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #321: 2 เม.ย. 20, 16:17 น

ชื่องานวิจัย รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย นางสุภาวดี นพพล
สถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีการศึกษา 2561
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึง
พอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ
4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสาธิต
เทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2561 จ านวน 35 คน
ประกอบด้วยกลุ่มที่เรียนอ่อน ปานกลางและเก่ง ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด
กิจกรรมการ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT 3) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประกอบด้วย ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (

) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย พบว่า
1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพคะแนนระหว่างการใช้(E1
) และค่าประสิทธิภาพหลังการใช้(E2
)
เท่ากับ 83.74/83.43 เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ก าหนด 80/80
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีระดับนัยส าคัญทางสถิติระดับ .05
โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.03 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 20.17
3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
การพัฒนารูปแบบการเรียนการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #322: 2 เม.ย. 20, 16:18 น

ชื่องานวิจัย : การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้าง
 มโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย : นางสุภาวดี นพพล
สถานศึกษา : โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
 จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีการศึกษา : 2562

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียน
การสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 6 2) เพื่อพัฒนาและน าร่องการใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้าง
มโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนตาม
ทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดย
เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางชีววิทยาก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 4) ศึกษาความ
คิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิ
ซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก จ านวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ประกอบด้วย คู่มือการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น จ านวน 7 แผน
แบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางชีววิทยา และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบการเรียนการ
สอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าค่าเฉลี่ย (

) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
 1) ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอน
สตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ความยากและ
ความซับซ้อนของเนื้อหาวิชาชีววิทยา ท าให้นักเรียนจะต้องใช้ทักษะในการเรียน ทั้งด้านการท าความเข้าใจ
กับเนื้อหา การสรุปเนื้อหาหรือมโนทัศน์ ครูผู้สอนต้องปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดและควบคุมการเรียนรู้
ไปเป็นการให้ความร่วมมือ อ านวยความสะดวก สร้างแรงจูงใจและจัดเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ ให้
ค าปรึกษาแนะน า ดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหา โดยนักเรียนจะต้องเป็นผู้จัดกระท าข้อมูลหรือ
ประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตนเอง จึงมีความจ าเป็นที่จะต้องพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อ
เสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยาของผู้เรียน
2) ผลการพัฒนาและน าร่องการใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม
เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วย องค์ประกอบ
ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้ เงื่อนไขการน ารูปแบบการเรียน

การสอนไปใช้และการวัดผลประเมินผล มีกระบวนการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นตรวจสอบ
ค วาม รู้เดิ ม (Verifying Knowledge : V) 2) ขั้น เติ ม ค ว าม รู้ให ม่ (Instructing Fundamental
Knowledge and Skill : I) 3) ขั้นใส่มโนทัศน์ (Constructing Concepts : C) 4) ขั้นแบ่งปันความรู้รอบ
(Sharing Knowledge : S) และ 5) ขั้นตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ (Assessing Knowledge and
Understanding : A)
3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโน
ทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนหลังเรียนสูง
กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4) ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียน
การสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6 พบว่า นักเรียนเห็นด้วยกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอนใน
ระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #323: 4 เม.ย. 20, 10:25 น

ชื่อเรื่อง         รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ                       
                  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน จังหวัดลำพูน
ชื่อผู้ศึกษา     นางสาวจริญญารักษ์ ชัยมงคล 
                  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ
                  โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน
ปีที่ศึกษา       2560


บทคัดย่อ
   

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของ      แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ          ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 มีจำนวน 14 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งหมด 577 คน          กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการสุ่มจากประชากรโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม แล้วทำการสุ่มมา         จำนวน 1 ห้องเรียน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก            ได้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งมีจำนวนนักเรียน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ       จำนวน 7 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบหลังเรียนของแบบฝึกทักษะแต่ละเล่ม และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มี      ต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ซึ่งผู้ศึกษาสร้างขึ้น นำข้อมูล     ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน             ค่า Dependent Sample t-test รวมทั้งหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
ผลการศึกษา พบว่า
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.47/85.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจของต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน โดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #324: 4 เม.ย. 20, 11:22 น

ชื่อเรื่อง                                 รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
                                          เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
                                           โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน                                 

ผู้ศึกษา                         นางสาวรัชชดา มะโนวงศ์
                                   ครูโรงเรียนแม่ตืนวิทยา
                                            วิทยฐานะชำนาญการ

ปีที่ทำการศึกษา                          2561

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าของของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน และ  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน  4 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งผู้ศึกษาสร้างขึ้น นำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยร้อยละ รวมทั้งหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ
ผลการศึกษา พบว่า
     1. แบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษา     
ปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.35/83.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
    2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ พบว่า มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีร้อยละความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเท่ากับ 46.89  โดยคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 36.21 และ 83.10 ตามลำดับ
    3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน อยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #325: 6 เม.ย. 20, 21:33 น

ชื่อวิจัยการพัฒนาความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ของนักเรียนปฐมวัยอายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาแสนสนุก
ผู้วิจัย   นางจุฑารัตน์ โพธิ์หมุด
ปีการศึกษา    2561

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดขั้นพื้นฐานในการเรียนรู้ของนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  (2) เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ของนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา และ (3)เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาความสามารถในการคิดขั้นพื้นฐานในการเรียนรู้ของนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา 
    ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน  ตำบลดงครั่งน้อย  อำเภอเกษตรวิสัย  จังหวัดร้อยเอ็ด องค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย จำนวน1ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนปฐมวัย 3-4 ปี จำนวน 5 เล่ม    (2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนปฐมวัย 3-4 ปี จำนวน 25 แผน   (3) แบบสังเกตพฤติกรรมการเล่นเกมการศึกษาของนักเรียนปฐมวัย 3-4 ปี จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วยการสังเกตความสามารถในการหาความสัมพันธ์ ความสามารถในการจัดหมวดหมู่ ความสามารถในการคิดรวบยอด และความสามารถในการแก้ปัญหา
ผลการวิจัยพบว่า
1.   ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาสำหรับนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.00/82.50 ซึ่งค่าประสิทธิภาพที่ได้มีค่าสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2.   นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนปฐมวัย 3-4 ปี มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน (x-bar= 16.50, s.d.= 1.26) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียน (x-bar= 10.25, s.d = 1.91) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.   ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาสำหรับนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี มีค่าเท่ากับ 0.6410 ซึ่งค่าดัชนีประสิทธิผลที่ได้มีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 0.50

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #326: 7 เม.ย. 20, 15:15 น

ชื่อเรื่อง              การพัฒนาความสามารถด้านการแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระ
                        การเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย   นางเอมอร  ถิ่นจันดา                                                                                                              
ชื่อสถาบันที่สังกัด    โรงเรียนหนองบัวปิยนิมิตร  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม 
ปีการศึกษา     2562

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ  1) สร้างแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง  การแต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น   3) หาค่าดัชนีประสิทธิผลแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง  การแต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2562 หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง ที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหนองบัวปิยนิมิตร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม     ปีการศึกษา 2562 จำนวน 12  คน  ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 ชุด  ได้แก่  1) การแต่งกลอนสุภาพ 2) การแต่งกาพย์  3) การแต่งโคลงสี่สุภาพ 4) การแต่งอินทรวิเชียรฉันท์ ที่ผ่านการประเมินมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.59  2. แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน   3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40  ข้อ มีค่าความยากระหว่าง 0.35- 0.77  มีค่าความเชื่อมั่น 0.85  4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย  การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 จำนวน 20 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบสมมติฐานใช้  t – test (Dependent Samples)  ปรากฏผลการวิจัย  ดังนี้
   1.  แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.64/83.41 แสดงว่า แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งแต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
   2.  แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6424
   3.  นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4.  นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด








Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #327: 9 เม.ย. 20, 20:03 น

 q*062บทคัดย่อ

เรื่อง      การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบ
      กิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
      สำหรับเด็กปฐมวัย
ผู้วิจัย      นางกันยารัตน์  ไปแดน
ตำแหน่ง      ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองกุง สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเสือโก้ก
      อำเภอวาปีปทุม  จังหวัดมหาสารคาม

การพัฒนาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาได้แก่   นักเรียนชาย – หญิง อายุ 3 – 5 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองกุง สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเสือโก้กอำเภอวาปีปทุม  จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2561 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผน       การจัดประสบการณ์รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา จำนวน 40 แผน และแบบทดสอบพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ (หรือกี่ชุด) ที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 ใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลองแบบ One – Group Pretest – Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test)

ผลการศึกษาพบว่า
   1. ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 88.98/89.09
สูงกว่าเกณฑ์ 80/80
      2. ทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา สูงกว่าก่อน การเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #328: 16 เม.ย. 20, 21:57 น

ชื่อเรื่อง      :     รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการ
                        อ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับ
                        นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 
ชื่อผู้วิจัย     :       นางสาวธิดารัตน์  ขวัญศรีสุทธิ์  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ
                        ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก)
                        สำนักการศึกษา เทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา
ปีการศึกษา :      2561
บทคัดย่อ
   รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนา  ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ        ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน     ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) เทศบาลนครสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sample) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์เบื้องต้น ชุดที่ 2 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทความวิชาการ ชุดที่ 3 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์พระบรมราโชวาท  ชุดที่ 4  เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทร้อยกรอง ชุดที่ 5 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์นิทาน 2) แผนการจัด     การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 แผนรวมเวลาในการจัด         การเรียนรู้ 15 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และ 4)  แบบสอบถามความพึงพอใจ   ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วน      ประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า
1.   ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.14/83.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
2.   ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์        กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6677 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66.77
3.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความ สามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม             เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #329: 16 เม.ย. 20, 22:07 น

ชื่อเรื่อง      :     รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์
        กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 
ชื่อผู้วิจัย     :       นางสาวธิดารัตน์  ขวัญศรีสุทธิ์  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
                         โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) สำนักการศึกษา เทศบาลนครสงขลา
                         จังหวัดสงขลา
ปีการศึกษา :      2561
บทคัดย่อ
   รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนา  ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ        ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน     ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) เทศบาลนครสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sample) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์เบื้องต้น ชุดที่ 2 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทความวิชาการ ชุดที่ 3 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์พระบรมราโชวาท  ชุดที่ 4  เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทร้อยกรอง ชุดที่ 5 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์นิทาน 2) แผนการจัด     การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 แผนรวมเวลาในการจัด         การเรียนรู้ 15 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และ 4)  แบบสอบถามความพึงพอใจ   ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วน      ประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า
1.   ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.14/83.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
2.   ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์        กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6677 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66.77
3.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความ สามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม             เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #330: 16 เม.ย. 20, 22:10 น

ชื่อเรื่อง      : รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถใน
                  การอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 
                  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 
ชื่อผู้วิจัย     : นางสาวธิดารัตน์  ขวัญศรีสุทธิ์  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ
                  ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก)
                  สำนักการศึกษา เทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา
ปีการศึกษา : 2561

บทคัดย่อ
   รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนา  ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ        ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน     ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) เทศบาลนครสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sample) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์เบื้องต้น ชุดที่ 2 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทความวิชาการ ชุดที่ 3 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์พระบรมราโชวาท  ชุดที่ 4  เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทร้อยกรอง ชุดที่ 5 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์นิทาน 2) แผนการจัด     การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 แผนรวมเวลาในการจัด         การเรียนรู้ 15 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และ 4)  แบบสอบถามความพึงพอใจ   ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วน      ประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า
1.   ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.14/83.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
2.   ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์        กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6677 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66.77
3.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความ สามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม             เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
วรฉาย ทองคำ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #331: 27 เม.ย. 20, 14:38 น

ชื่อเรื่อง  รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้วิจัย     วรฉาย ทองคำ
ปีที่ทำการศึกษา   2562

บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และ 2) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มีวิธีวิจัย 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษา  โดยดำเนินการสังเคราะห์เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ออกแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างนำไปสัมภาษณ์โรงเรียนจำนวน 8 แห่ง นำข้อมูลที่ได้การสังเคราะห์เนื้อหามายกร่างเป็นร่างรูปแบบ ตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนำร่างรูปแบบมาจัดสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน  ตอนที่ 3 การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยสอบถามผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 342 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.980 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน ตอนที่ 4 ประเมินผลการนำรูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการเปรียบเทียบคะแนน ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1. รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ (CSM Model) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ร่วมวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (E) 2.สานพลังกำหนดกลยุทธ์ (A) 3.ขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ (I) 4.สร้างมาตรการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ (CE )
   2. ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยวัดจากคุณภาพการศึกษาตาม มาตรฐานที่ 5 ด้านผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร 5 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1.ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียน 2.มีผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียน 3.สามารถสื่อความคิดผ่านการพูด เขียนหรือนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆของนักเรียน 4.สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ และ   5. สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนทั้ง 5 ตัวชี้วัด พบว่าคะแนนผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปี 2562 มีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่า ปี 2561 และคะแนนผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปี 2562 มีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่าปี 2561    

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #332: 27 เม.ย. 20, 14:49 น

ชื่อเรื่อง   รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้วิจัย      วรฉาย ทองคำ
ปีที่ทำการศึกษา   2562

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และ 2) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มีวิธีวิจัย 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษา  โดยดำเนินการสังเคราะห์เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ออกแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างนำไปสัมภาษณ์โรงเรียนจำนวน 8 แห่ง นำข้อมูลที่ได้การสังเคราะห์เนื้อหามายกร่างเป็นร่างรูปแบบ ตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนำร่างรูปแบบมาจัดสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน  ตอนที่ 3 การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยสอบถามผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 342 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.980 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน ตอนที่ 4 ประเมินผลการนำรูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการเปรียบเทียบคะแนน ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1. รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ (CSM Model) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ร่วมวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (E) 2.สานพลังกำหนดกลยุทธ์ (A) 3.ขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ (I) 4.สร้างมาตรการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ (CE )
   2. ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยวัดจากคุณภาพการศึกษาตาม มาตรฐานที่ 5 ด้านผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร 5 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1.ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียน 2.มีผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียน 3.สามารถสื่อความคิดผ่านการพูด เขียนหรือนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆของนักเรียน 4.สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ และ   5. สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนทั้ง 5 ตัวชี้วัด พบว่าคะแนนผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปี 2562 มีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่า ปี 2561 และคะแนนผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปี 2562 มีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่าปี 2561   


Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #333: 30 เม.ย. 20, 12:21 น

ชื่องานวิจัย รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย นางสุภาวดี นพพล
สถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีการศึกษา 2561
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึง
พอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ
4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสาธิต
เทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2561 จ านวน 35 คน
ประกอบด้วยกลุ่มที่เรียนอ่อน ปานกลางและเก่ง ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด
กิจกรรมการ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT 3) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประกอบด้วย ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย พบว่า
1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพคะแนนระหว่างการใช้(E1) และค่าประสิทธิภาพหลังการใช้(E2)
เท่ากับ 83.74/83.43 เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ก าหนด 80/80
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีระดับนัยส าคัญทางสถิติระดับ .05
โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.03 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 20.17
3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #334: 30 เม.ย. 20, 12:22 น

ชื่องานวิจัย รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย นางสุภาวดี นพพล
สถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีการศึกษา 2561
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนใช้ชุดกิจกรรม    การเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษา  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2561 จำนวน 35 คน ประกอบด้วยกลุ่มที่เรียนอ่อน ปานกลางและเก่ง ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2)  คู่มือการใช้โดยใช้       ชุดกิจกรรมการ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT 3) แบบทดสอบ       วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ  4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย พบว่า
1)  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพคะแนนระหว่างการใช้ (E1) และค่าประสิทธิภาพหลังการใช้ (E2) เท่ากับ 83.74/83.43 เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด 80/80
2)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.03 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 20.17
3)  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #335: 17 พ.ค. 20, 15:16 น

ชื่อเรื่อง    การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค   ประกอบการใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย      นางสาวศิริรันชนิภา  ศิริชยพัทธ์
กลุ่มสาระ   ภาษาไทย
ปีการศึกษา   2562
บทคัดย่อ
   การวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค  โดยใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและ พัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค โดยใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย โดยใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ เรื่องชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนห้วยข่าพิทยาคม องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะภาษาไทย จำนวน 12 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ค่าอำนาจจำแนกมีค่าตั้งแต่ .29 -.80   ค่าความยากง่ายมีค่าตั้งแต่ .24-.80 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group   Pre-test Post-test Design สถิติที่ใช้ในการจัดกระทำข้อมูลประกอบด้วย สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน   ค่าร้อยล่ะ ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่า t-test  ผลการวิจัยพบว่า
         1. ประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีค่าเท่ากับ 81.45/82.36 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้         
          2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
          3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึก เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.6450 หมายความว่า แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยคนี้ทำให้ นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มสูงขึ้นคิดเป็นร้อยละ 64.50

Tags:
Guest
นายประเทือง หงษ์ทอง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #336: 24 พ.ค. 20, 16:03 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning
                 เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด
                    
ผู้ศึกษา          นายประเทือง  หงษ์ทอง
สถานศึกษา  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง
ปีการศึกษา  2562

บทคัดย่อ

              การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3- 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I) ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉันสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด และ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทองภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ (1)ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด จำนวน 5 ชุด (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบActive learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ (3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีลักษณะ เป็นแบบประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง  ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และสถิติทดสอบค่าที  (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples)
      ผลการศึกษาพบว่า
         1. การเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.40/85.60
   2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด เท่ากับ 0.6857
                 3. เด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่เรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่องอาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
   4. ความพึงพอใจต่อชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด อยู่ในระดับ พอใจมาก
  

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #337: 24 พ.ค. 20, 16:08 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning
                 เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด
                   
ผู้ศึกษา          นายประเทือง  หงษ์ทอง
สถานศึกษา  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง
ปีการศึกษา  2562

บทคัดย่อ

              การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3- 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I) ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉันสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด และ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทองภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ (1)ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด จำนวน 5 ชุด (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบActive learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ (3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีลักษณะ เป็นแบบประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง  ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และสถิติทดสอบค่าที  (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples)
      ผลการศึกษาพบว่า
         1. การเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.40/85.60
   2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด เท่ากับ 0.6857
                 3. เด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่เรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่องอาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
   4. ความพึงพอใจต่อชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด อยู่ในระดับ พอใจมาก
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #338: 24 พ.ค. 20, 16:25 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning
                 เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด
                   
ผู้ศึกษา          นายประเทือง  หงษ์ทอง
สถานศึกษา  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง
ปีการศึกษา  2562

บทคัดย่อ

              การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3- 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I) ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉันสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด และ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทองภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ (1)ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด จำนวน 5 ชุด (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบActive learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ (3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีลักษณะ เป็นแบบประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง  ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และสถิติทดสอบค่าที  (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples)
      ผลการศึกษาพบว่า
         1. การเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.40/85.60
   2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด เท่ากับ 0.6857
                 3. เด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่เรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่องอาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
   4. ความพึงพอใจต่อชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด อยู่ในระดับ พอใจมาก
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #339: 24 พ.ค. 20, 16:31 น

ชื่อเรื่อง             การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ
                     Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี
                     ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย
ผู้ศึกษา      นางวิระ  เขตคีรี
สถานศึกษา   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง
ปีการศึกษา    2562


บทคัดย่อ

              การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3–6ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ3–6ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือยให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  (2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I)ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย (3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย และ (4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย  สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ (1)ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบActive learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย จำนวน 5 ชุด (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุขสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 –6ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ (3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย มีลักษณะ เป็นแบบประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าดัชนีความสอดคล้อง  ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และสถิติทดสอบค่าที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples)
   ผลการศึกษาพบว่า
      1. การจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 85.40/83.40
2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย เท่ากับ 0.6240
             3. เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่เรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
4. ความพึงพอใจต่อชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย อยู่ในระดับ พอใจมากที่สุด
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #340: 24 พ.ค. 20, 21:21 น

ชื่อเรื่อง         การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวน
                นับ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้วิจัย   นางสาววิจิตตรา อุดเมืองเพีย         
หน่วยงาน   โรงเรียนบ้านโคกสูงวิทยานุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5
ปีที่วิจัย         2561
บทคัดย่อ
     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ TAI ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ  ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ  ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กับเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโคกสูงวิทยานุกูล  อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น  เขต 5 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 3 ชนิด คือ แผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 แผน ใช้เวลาจัดกิจกรรม ทั้งหมด 15 ชั่วโมง แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
   ผลการวิจัยพบว่า 
   1. ผลการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ TAI มีประสิทธิภาพ 79.30 / 79.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
      2. ดัชนีประสิทธิผลจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ  ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิผล 0.59                  3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ  ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.80 คิดเป็นร้อยละ 79.33 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบของนักเรียนหลังเรียน พบว่า คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Tags:
Guest
ภาษาไทย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #341: 28 พ.ค. 20, 19:09 น

ชื่อวิจัย   :  การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์  โดยใช้ค าถามหมวกความคิดหกใบ                กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   ผู้วิจัย   :  นางสาวปัทมา  ทองขาว ปี   :  2562
 
บทคัดย่อ
  การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ โดยใช้ค าถาม หมวกความคิดหกใบ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพ 80/80  2)  ศึกษาความสามารถด้านการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย            ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์  โดยใช้ค าถามหมวกความคิดหกใบ ก าหนดเกณฑ์ที่ 80/80 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดป่างิ้ว สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี จ านวน 30 คน  ปีการศึกษา 2562 ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบ ไปด้วย 1)  แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์  โดยใช้ค าถามหมวกความคิดหกใบ 2)  แผนการ จัดการเรียนรู้  ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์  โดยใช้ค าถามหมวกความคิดหกใบ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระ  การเรียนรู้ภาษาไทย  สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน    ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์  โดยใช้ค าถามหมวกความคิดหกใบ มีค่า ประสิทธิภาพเท่ากับ  85.05/83.22 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 2) นักเรียนมีคะแนนความสามารถด้าน การอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเฉลี่ยร้อยละ 84.15  และนักเรียนที่ได้คะแนน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80.00  สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด
 

Tags:
Guest
นางนฤมล ไพรเขียว
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #342: 29 พ.ค. 20, 22:24 น

ชื่อเรื่อง            การพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  
             ของเด็กปฐมวัย  ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ) โดยใช้ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะ
ผู้วิจัย      นางนฤมล  ไพรเขียว     
หน่วยงาน   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลกุดเลาะ
สังกัด   สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลกุดเลาะ  อำเภอเกษตรสมบูรณ์  จังหวัดชัยภูมิ  กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
ปีที่พิมพ์   2563


บทคัดย่อ

     การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์ที่พัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ)  โดยใช้ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะ  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ) ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะ  ก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของของเด็กปฐมวัย  ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ)  ที่ได้รับการพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  โดยใช้ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะ  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่  เด็กปฐมวัย  ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ)  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลกุดเลาะ สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลกุดเลาะ  อำเภอเกษตรสมบูรณ์  จังหวัดชัยภูมิ  กรมส่งเสริม การปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2561 จำนวน  23  คน  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้  ได้แก่  1)  แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ)  2 )  ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะ  3)  แบบวัดผลการพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ) ก่อนและหลังการพัฒนา  สถิติที่ใช้  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ t – test  (Dependent  Samples)


    ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า     
      1.   ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการ            ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ) มีประสิทธิภาพ (E1 / E2)  เท่ากับ  91.58/86.30 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80  ที่ตั้งไว้
      2.  เด็กที่ได้รับการพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ) โดยใช้ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะ มีคะแนนวัดผลหลัง การพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้  
      3.  ดัชนีประสิทธิผลของเด็กที่ได้รับการพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ) โดยใช้ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะ มีค่าเท่ากับ 0.7012 แสดงว่า เด็กมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.12
      โดยสรุป  การพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ของเด็กปฐมวัย  ชั้นเด็กเล็ก (5 ขวบ)  โดยใช้ชุดฝึกกิจกรรมเสริมทักษะ  เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถพัฒนาความพร้อมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี  เพราะเด็กสามารถสร้างองค์ความรู้และสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง  พร้อมทั้งเป็นการปูพื้นฐานการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองของเด็กในอนาคตต่อไป

Tags:
Guest
นายธิตติยพัทย์ อยู่จิตร์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #343: 4 มิ.ย. 20, 14:12 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการประเมินโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู โรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี
ชื่อผู้ศึกษา   นายธิตติยพัทย์  อยู่จิตร์
ปีที่ศึกษา   2562
บทคัดย่อ
   รายงานการประเมินโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบริบทของโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี 2) ประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี 3) ประเมินกระบวนการของการดำเนินโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี และ 4) ประเมินผลผลิตของโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี ประชากรที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 36 คน ครูผู้สอน จำนวน 7 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จำนวน 7 คน รวม 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินโครงการ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต จำนวน 6 ฉบับ และแบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
   ผลการศึกษาพบว่า
   1. ผลการประเมินบริบทของโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ความต้องการจำเป็นในการดำเนินโครงการ ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ และความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ
   2. ผลการประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการบริหารจัดการ  ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ และด้านแหล่งเรียนรู้
   3. ผลการประเมินกระบวนการของการดำเนินโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การวางแผน การปรับปรุงพัฒนา การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล
   4. ผลการประเมินผลผลิตของโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ผลการประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับคุณภาพการดำเนินโครงการ ผลการประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และผลการประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินโครงการ
      4.1 ผลการประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับคุณภาพการดำเนินโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การวางแผน การติดตามประเมินผล การดำเนินงาน และการปรับปรุงพัฒนา
      4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านผลผลิตเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู โรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การเตรียมการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล
      4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านผลผลิตเกี่ยวกับความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินโครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู โรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตมากที่สุด คือ การกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงาน รองลงมา โครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ช่วยควบคุมคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และข้อที่มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตน้อยที่สุด คือ โครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนดีขึ้น
      4.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านผลผลิตเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โครงการการนิเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู โรงเรียนบ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี พบว่า มีค่าเฉลี่ยร้อยละเพิ่มขึ้น

Tags:
Guest
การพัฒนาอีบุค
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #344: 9 มิ.ย. 20, 08:02 น

ชื่อเรื่อง           รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย             นายกฤติธี  ไชยสาร
ตำแหน่ง         ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ
หน่วยงาน        โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา  อำเภอแม่แตง  
                    จังหวัดเชียงใหม่  
ปีที่รายงาน       2563
                                          บทคัดย่อ
          การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยการใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนาคม  ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่  สำนักงานเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา จำนวน 23 คน   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา จำนวน 5 เล่ม คู่มือครู เอกสารประกอบ   การเรียนเรื่องเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา จำนวน 1 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา  เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบเลือกตอบจำนวน 50 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา  อำเภอแม่แตง  จังหวัดเชียงใหม่  เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) แบ่งช่วงวัดเป็น 5 ระดับ คือ พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย และพึงพอใจน้อยที่สุด จำนวน 20 รายการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละเฉลี่ย (µ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) ค่าความเที่ยงตรง ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) และค่าสถิติทดสอบที (t-test for dependent samples) แบบไม่อิสระ
  
ผลการวิจัยพบว่า
1.   เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 87.81/86.94 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
2.    นักเรียนที่เรียนรู้โดยการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Flip Album Vista Pro สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนอนุบาลสานสายใยรักเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย (µ = 4.53) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s = 0.47)

รายละเอียดเพิ่มเติม
https://drive.google.com/drive/folders/1bvfHg42XvpknmbGPC75OOmCRztsWTnRs

Tags:
Guest
Lunnee
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #345: 9 ส.ค. 20, 09:28 น

ชื่อเรื่อง      ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบไฮสโคปประกอบการใช้ชุดกิจกรรม
เกมการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การนับจำนวน 1–10 
สำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 3–4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้อยนาเวิน
ผู้วิจัย      นางลุนณี สายสุข  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ                         
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้อยนาเวิน สังกัดกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
ปีที่พิมพ์      2563

                                                 บทคัดย่อ

           การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบไฮสโคป ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การนับจำนวน 1–10 สำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 3–4 ปี) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบไฮสโคปประกอบ    การใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การนับจำนวน 1–10 สำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 3–4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้อยนาเวิน 3) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบไฮสโคปประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา   เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การนับจำนวน 1–10 สำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 3–4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้อยนาเวิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นเด็กปฐมวัยที่มีอายุ 3-4 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้อยนาเวิน สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการ  พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และแบบสอบถามความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบไฮสโคปประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (x-bar ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ค่า t-test (Dependent)
   ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบไฮสโคปประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การนับจำนวน 1-10 สำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.48/86.82 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบไฮสโคปประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การนับจำนวน 1–10 สำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 3–4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้อยนาเวิน หลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สูงว่าก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) เด็กปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์     การเรียนรู้แบบไฮสโคปประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การนับจำนวน 1–10 สำหรับเด็กปฐมวัย (อายุ 3–4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้อยนาเวิน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x-bar = 4.45)

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #346: 17 ส.ค. 20, 09:59 น

ชื่อเรื่อง   การประเมินโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช
ผู้ประเมิน   นางสาวบุญช่วย  เกตุคง
ปีที่ประเมิน   2560

บทคัดย่อ
   การประเมินครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช ภายใต้กรอบการประเมินเชิงระบบตามรูปแบบ CIPPIEST Model ดังนี้ 1) เพื่อประเมินบริบทของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช 2) เพื่อประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช 3) เพื่อประเมินกระบวนการของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช 4) เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช 5) เพื่อประเมินผลกระทบของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช 6) เพื่อประเมินประสิทธิผลของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช 7) เพื่อประเมินความยั่งยืนของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช 8) เพื่อประเมินการถ่ายโยงความรู้ของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 300 คน โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช นักเรียนและผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช การประเมินในครั้งนี้ ดำเนินการในระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม 2560 โดยการสอบถามความคิดเห็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPPIEST Model ประเมินเชิงระบบและวิเคราะห์ประเมินพฤติกรรมนักเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนภายหลังการดำเนินกิจกรรม โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในการอธิบายข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
   จากการประเมิน พบว่า
1.   ภาพรวมของโครงการพัฒนาจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรวิทยาศาสตร์ –
คณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 4 มหาราช มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด
2.   ด้านบริบทของโครงการมีความพร้อม อยู่ในระดับมาก
3.   ด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการมีความพร้อมด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุ –
อุปกรณ์และสถานที่ในการดำเนินการ อยู่ในระดับมากที่สุด
4.   ด้านกระบวนการ มีการบริหารงานในการวางแผนและปฏิบัติการของโครงการ อยู่ในระดับ
มากที่สุด
5.   ด้านผลผลิต นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และพฤติกรรมการเรียนรู้เป็นไปตาม
เป้าหมายที่หลักสูตรสถานศึกษาและเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด อยู่ในระดับมากที่สุด นักเรียน              และผู้ปกครอง มีความพอใจในการดำเนินงานของทางโรงเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด
6.   ด้านผลกระทบ พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนพอใจในพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีขึ้นของนักเรียน อยู่ใน
ระดับมากที่สุด และนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมมีพฤติกรรมเมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อยู่ในระดับมาก
7.   ด้านประสิทธิผล พบว่า นักเรียนเกิดความรู้และมีความมั่นใจในความรู้ที่ได้รับระหว่างเข้าร่วม
โครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด
8.   ด้านความยั่งยืน พบว่า นักเรียนสามารถนำประสบการณ์ระหว่างร่วมโครงการไปใช้ใน
ชีวิตประจำวันได้ อยู่ในระดับมากที่สุด และนักเรียนมีทักษะความสามารถ อยู่ในระดับมาก
9.   ด้านการถ่ายโยงความรู้ พบว่า นักเรียนมีการนำประสบการณ์จากโครงการไปถ่ายทอดให้
ผู้อื่นได้และนักเรียนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนในท้องถิ่น อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #347: 6 ธ.ค. 20, 00:19 น

ชื่อเรื่อง      การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์
                ชุด The Environment Around Us ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์
                สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา      นางเกตุนภัส  อุดมชัย
ปีที่ศึกษา      2560
หน่วยงาน    โรงเรียนเทศบาลสามัคคีวิทยา กองการศึกษา เทศบาลเมืองมหาสารคาม
       จังหวัดมหาสารคาม

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลสามัคคีวิทยา กองการศึกษา เทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 20 คน คัดเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1) แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us จำนวน 18 แผน ใช้เวลา 20 ชั่วโมง 2) แบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us  จำนวน 7 เล่ม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ เป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ จำนวน 16 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 16 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Sample)  

    ผลการศึกษาพบว่า
      1. การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์  ชุด The Environment Around Us ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 90.28/92.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
          2.ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us มีค่าเท่ากับ 0.8867 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นคิดร้อยละ 88.67
       3. ผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ของนักเรียนโดยจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์  ชุด The Environment Around Us  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
         4.นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us โดยรวมอยู่ในระดับมาก (  = 4.08 , S.D. = 0.16)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #348: 6 ธ.ค. 20, 00:25 น

ชื่อเรื่อง      การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์
                ชุด The Environment Around Us ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์
                สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา      นางเกตุนภัส  อุดมชัย
ปีที่ศึกษา      2560
หน่วยงาน    โรงเรียนเทศบาลสามัคคีวิทยา กองการศึกษา เทศบาลเมืองมหาสารคาม
       จังหวัดมหาสารคาม

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลสามัคคีวิทยา กองการศึกษา เทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 20 คน คัดเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1) แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us จำนวน 18 แผน ใช้เวลา 20 ชั่วโมง 2) แบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us  จำนวน 7 เล่ม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ เป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ จำนวน 16 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 16 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Sample) 

    ผลการศึกษาพบว่า
      1. การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์  ชุด The Environment Around Us ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 90.28/92.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
          2.ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us มีค่าเท่ากับ 0.8867 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นคิดร้อยละ 88.67
       3. ผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ของนักเรียนโดยจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์  ชุด The Environment Around Us  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
         4.นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษประกอบแบบฝึกเสริมทักษะด้านคำศัพท์ ชุด The Environment Around Us โดยรวมอยู่ในระดับมาก (  = 4.08 , S.D. = 0.16)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #349: 18 ก.พ. 21, 13:12 น

ชื่อเรื่อง     การพัฒนาผลการเรียนรู้และความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ เรื่อง  วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของ
              ภูมิภาคเอเชีย  ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 
ผู้วิจัย     นางพิไลลักษณ์  เรืองโชติเสถียร
ตำแหน่ง    ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการพิเศษ
สังกัด   โรงเรียนเทศบาล  3  “เทศบาลอนุสรณ์”  กองการศึกษาเทศบาลเมืองสุรินทร์ 
   จังหวัดสุรินทร์      
ปีที่พิมพ์   2562
บทคัดย่อ

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่อง วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  2) เพื่อศึกษาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ เรื่อง วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
                 การวิจัยนี้เป็นการกำหนดรูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์”  เทศบาลเมืองสุรินทร์  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา  2562  จำนวน  6  ห้องเรียน  มีนักเรียนจำนวน  198  คน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์”  เทศบาลเมืองสุรินทร์  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา  2562  จำนวน 1  ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน  34  คน  ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลากห้อง (Sample  Random  Sampling)  คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์  แบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่ใช้ ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  การทดสอบค่าที (dependent  t - test) และการวิเคราะห์เนื้อหา
   ผลการวิจัย พบว่า
     1. ผลการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชีย  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีค่าเฉลี่ยหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( = 25.79, S.D. = 0.88) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนผลการเรียนรู้เรื่อง วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียของนักเรียนก่อนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
( =13.29, S.D. = 0.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05   
   2. นักเรียนมีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับดี ( = 8.60, S.D. = 1.20) เมื่อพิจารณาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์เป็นรายด้าน อยู่ในเกณฑ์ระดับดีทุกด้าน  เรียงลำดับจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดดังนี้  นักเรียนมีความสามารถด้านการวิเคราะห์ความสำคัญหรือเนื้อหา ( = 8.65, S.D. = 0.54) รองลงมาคือการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ( =8.59, S.D. = 0.56) ลำดับที่สามคือ ด้านการวิเคราะห์เชิงหลักการ ( = 8.56, S.D. = 0.50)
   3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด  ( = 4.67, S.D. = 0.46)  เมื่อพิจารณารายด้าน  พบว่า  นักเรียนมีความเห็นด้วยมากที่สุดทุกด้านเรียงตามลำดับดังนี้  นักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยมากที่สุด ด้านประโยชน์ที่ได้รับ  ( = 4.74 S.D. =0.44)  รองลงมา ด้านบรรยากาศในการจัดการเรียนรู้  ( =4.73, S.D.= 0.45)  รองลงมา ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  ( =4.68, S.D. =0.47)  และลำดับสุดท้าย ด้านเนื้อหา  ( =4.53, S.D. =0.50)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #350: 18 ก.พ. 21, 13:24 น

ชื่อเรื่อง     การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนภูมิศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมการคิด
             อย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้วิจัย   นางพิไลลักษณ์  เรืองโชติเสถียร
ตำแหน่ง   ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการพิเศษ
สังกัด   โรงเรียนเทศบาล  3  “เทศบาลอนุสรณ์”  กองการศึกษาเทศบาลเมืองสุรินทร์ 
             จังหวัดสุรินทร์      
ปีที่พิมพ์   2562
      บทคัดย่อ

       การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ดังนี้  1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนภูมิศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  2.  เพื่อศึกษาประสิทธิผลเชิงประจักษ์ของรูปแบบการเรียนการสอนภูมิศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ดังนี้  1) เปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น 3)  ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and  Development) โดยกำหนดรูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์”  เทศบาลเมืองสุรินทร์  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2562  จำนวน  6  ห้องเรียน  มีนักเรียนจำนวน  198  คน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์”  เทศบาลเมืองสุรินทร์  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2562  จำนวน 1  ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน  32  คน  ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลากห้อง (Sample  Random  Sampling)  คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่ใช้ ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  การทดสอบค่าที (dependent  t - test) และการวิเคราะห์เนื้อหา
   ผลการวิจัย พบว่า
               1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีชื่อเรียกว่ารูปแบบการเรียนการสอนอีพีซีเอสอี (EPCSE)  มีองค์ประกอบ  คือ  หลักการ  วัตถุประสงค์  กระบวนการเรียนการสอน  หลักการตอบสนอง  ระบบสังคม  สิ่งสนับสนุน  สาระความรู้  และสิ่งส่งเสริมการเรียนรู้  ซึ่งกระบวนการเรียนการสอน มี 
5  ขั้นตอน  คือ  1)  เร้าความสนใจ (Encouragement : E)  2.  ให้ความรู้และทักษะพื้นฐาน (Providing  Fundamental  Knowledge  and  Skill : P)  3.  สร้างมโนทัศน์และฝึกทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Constructing Concepts and Critical Thinking)  4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Sharing : S) 
5. ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ (Enumeration : E) ผลการตรวจสอบความสมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี  ความเป็นไปได้ของรูปแบบการเรียนการสอนอีพีซีเอสอี (EPCSE  Model)  โดยผู้เชี่ยวชาญ  พบว่า  ความสมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี  มีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อมีค่าระหว่าง  0.80 – 1.00  และความเป็นไปได้ของรูปแบบมีค่าดัชนีรายข้อ  มีค่าระหว่าง  0.80 – 1.00  แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการเรียนการสอนดังกล่าว  มีความสมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี และมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้                      
             2. ผลการตรวจสอบประสิทธิผลเชิงประจักษ์ของรูปแบบการเรียนการสอนภูมิศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีดังนี้                         
        2.1  ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พบว่า  คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของกลุ่มตัวอย่าง  หลังเรียน (x ̅ = 44.19, S.D. = 1.09)  ซึ่งอยู่ในระดับสูง  สูงกว่าก่อนเรียน (x ̅ = 20.09  , S.D. = 2.53)   ซึ่งอยู่ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2.1 
        2.2  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พบว่า  คะแนนเฉลี่ยที่เรียนโดยกระบวนการเรียนการสอนตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น  หลังเรียน (x ̅ = 26.28, S.D. = 0.77)  สูงกว่าก่อนเรียน (x ̅ = 13.84, S.D. = 1.02) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2.2 โดยค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนอยู่ในระดับสูง  ส่วนก่อนเรียนอยู่ในระดับต่ำ              
        2.3  ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนภูมิศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างความรู้เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด  (x ̅ = 4.62, S.D. = 0.48)  และเมื่อพิจารณารายด้าน  พบว่า อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุดทุกด้าน เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ  (x ̅ = 4.77 , S.D. = 0.42)  ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  (x ̅ = 4.58, S.D. = 0.49)  และด้านบรรยากาศในการเรียน  (x ̅ = 4.51 S.D. = 0.50)  ตามลำดับ

Tags:
Guest
Mokasit
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #351: 21 ก.พ. 21, 22:36 น

ชื่อเรื่อง : รายงานการประเมินโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่ง
     คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี
ผู้รายงาน นายโมกขสิทธิ์  ดวงกลาง
สถานศึกษา  สำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี
ปีที่พิมพ์   2564

บทคัดย่อ

การประเมินโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1) เพื่อประเมินบริบทโครงการการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา 2) เพื่อประเมินปัจจัยโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี. 3) เพื่อประเมินกระบวนการโครงการการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี และ 4) เพื่อประเมินผลผลิตโครงการการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี  ประชากรที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ จำนวน 54 คน ประกอบด้วย 1.บุคลากรในสำนักการศึกษา จำนวน  2 คน ประกอบด้วย.ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี  จำนวน 1  คน  ผู้อำนวยการส่วนบริหารการศึกษา  จำนวน 1 คน  2. บุคลากรในสถานศึกษา ประกอบด้วย  ผู้อำนวยการสถานศึกษา   จำนวน 12 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา  จำนวน 16 คน หัวหน้าฝ่ายวิชาการของโรงเรียน   จำนวน 12 คน  และครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพการศึกษา   จำนวน 12 คน

สรุปผลการประเมินโครงการ
   1. ผลการประเมินบริบทของโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1) เพื่อประเมินบริบทโครงการการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี   ภาพรวม พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด
และผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อจำแนกผลการประเมินตามตัวชี้วัดซึ่งมี 2 ตัวชี้วัดทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมินและมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด
   2. การประเมินปัจจัยของโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี ภาพรวม พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด และผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อจำแนกผลการประเมินตามตัวชี้วัดซึ่งมี 2 ตัวชี้วัด ทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมินและมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด
   3. การประเมินกระบวนการของโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อจำแนกผลการประเมินตามตัวชี้วัดซึ่งมี 5 ตัวชี้วัด ทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมินและมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก
   4. การประเมินผลผลิตของโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี ภาพรวม พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก     และผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อจำแนกผลการประเมินตามตัวชี้วัดซึ่งมี 16 ตัวชี้วัดเป็นตัวชี้วัดด้านผู้เรียน จำนวน 9 ตัวชี้วัด มีผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผ่านการประเมินตามเกณฑ์การประเมิน ทุกตัวชี้วัด มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก เป็นตัวชี้วัดด้านครู จำนวน 3 ตัวชี้วัด มีผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับมาก และผ่านการประเมินตามเกณฑ์การประเมินทุกตัวชี้วัด  และเป็นตัวชี้วัดด้านผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 ตัวชี้วัด  มีผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับมาก  และผ่านการประเมินตามเกณฑ์การประเมินทุกตัวชี้วัด   
5. ความพึงพอใจของบุคลากรในสำนักการศึกษา ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา
เทศบาลนครอุดรธานี  ผู้อำนวยการส่วนบริหารการศึกษา  บุคลากรในสถานศึกษา ประกอบด้วย  ผู้อำนวยการสถานศึกษา  รองผู้อำนวยการสถานศึกษา  หัวหน้าฝ่ายวิชาการของโรงเรียน   และครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพการศึกษา ที่มีต่อการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี   ภาพรวมพบว่าผลของความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
Mokasit
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #352: 21 ก.พ. 21, 22:38 น

ชื่อเรื่อง       การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี
 ผู้วิจัย      นายโมกขสิทธิ์  ดวงกลาง
สถานศึกษา      สำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี
ปีที่พิมพ์      2564

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี 2.เพื่อสร้างการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี 3.เพื่อทดลองใช้การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี 4.เพื่อประเมินผลการใช้และปรับปรุงการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี โดยใช้ครูทั้งหมดในการทดลองใช้รูปแบบฯ ได้แก่ ครูจำนวน 62 คน แยกเป็น ครูผู้นิเทศจำนวน 12 คน ครูผู้รับการนิเทศจำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมิน แบบสังเกตและประเด็นสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (m)ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

   ผลการวิจัยพบว่า

   1.ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสภาพการดำเนินงานของการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี ที่ผ่านมาพบปัญหาคล้ายคลึงกับที่ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คือ ครูขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดทักษะในการทำวิจัยในชั้นเรียน ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาและนำปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนมาแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ และไม่สามารถนำสิ่งที่ปฏิบัติจริงมาเขียนเป็นรายงานการวิจัยได้  สอบถามระดับปัญหาการทำวิจัยในชั้นเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และระดับความต้องการการทำวิจัยในชั้นเรียนโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก
   2.รูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี ที่สร้างขึ้น ชื่อว่า “CIPDER Model”โดยมีองค์ประกอบที่ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการ และเงื่อนไขการนำรูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการไปใช้ โดยมีกระบวนการในการนิเทศ 6 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 การคัดกรองระดับความรู้และทักษะความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้และการทำวิจัยในชั้นเรียน ขั้นตอนที่ 2 การให้ความรู้ก่อนการนิเทศ  ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการนิเทศ ขั้นตอนที่ 4 การดำเนินการนิเทศ  ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการ ขั้นตอนที่ 6 การสะท้อนผลการนิเทศ รูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการโดยผู้เชี่ยวชาญโดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
   3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถนภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี พบว่า 1.ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการของครูผู้นิเทศและครูผู้รับการนิเทศหลังการนิเทศสูงกว่าก่อนการนิเทศ 2. ความสามารถในการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการของครูผู้นิเทศโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก      3. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้นิเทศและครูผู้รับการนิเทศ หลังการนิเทศสูงกว่าก่อนการนิเทศ 4.ทักษะการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้รับการนิเทศโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 5.จิตวิจัยของครูผู้รับการนิเทศโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 6.งานวิจัยในชั้นเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี และ 7.ความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
        4. ผลการประเมินการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี ตามความคิดเห็นของครูผู้นิเทศและครูผู้รับการนิเทศพบว่าโดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และจากการสนทนากลุ่มร่วมกันของครูผู้นิเทศ และครูผู้รับการนิเทศ หลังจากเสร็จสิ้นการทดลองใช้รูปแบบผู้ร่วมสนทนากลุ่มให้ความคิดเห็นว่า องค์ประกอบของรูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสม และสอดคล้องซึ่งกันและกัน เป็นกระบวนการที่มีประโยชน์มาก เป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กันของแต่ละขั้นตอน ทำให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านการพัฒนางาน และองค์ความรู้  ส่วนองค์ประกอบเชิงเงื่อนไขการนำไปใช้ เป็นองค์ประกอบที่มีความจำเป็นในการพัฒนาครูด้านการทำวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งครูจะต้องทำด้วยความเต็มใจ เต็มกำลังเต็มความสามารถ ร่วมมือกัน มีความรับผิดชอบและมีมนุษยสัมพันธ์ เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นอกจากนี้ผู้บริหารต้องตระหนักถึงความสำคัญของการนิเทศ ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกและการสร้างขวัญกำลังใจให้กับครู

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #353: 22 มี.ค. 21, 06:16 น

ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
           บูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ   
ชื่อผู้วิจัย นายนริศ เชื้ออ่ำ
ปีที่ศึกษา 2563

                                            บทคัดย่อ
          การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานและสภาพความต้องการในการพัฒนารูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21  2) สร้างรูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ  3) ทดลองใช้รูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ 4) ประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยจำนวน 249 คน ประกอบด้วย ครูผู้สอน จำนวน 44 คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 100 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 100 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) แบบแผนและวิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม(Participatory Action Research : PAR เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. คู่มือการใช้รูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  1) แบบวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) แบบสัมภาษณ์ด้านการสร้างและการพัฒนาหลักสูตร 3) แบบสัมภาษณ์ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ 4) แบบสัมภาษณ์ด้านสื่อการเรียนการสอนและแหล่งเรียนรู้  5) แบบสัมภาษณ์ด้านการประเมินผลการเรียนรู้  6) แบบสัมภาษณ์ ด้านการพัฒนาบุคลากร  7) แบบสัมภาษณ์ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้  8) แบบสัมภาษณ์ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 9) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการประชุมอบรม 10) แบบบันทึกการปฏิบัติงาน 11) แบบสังเกตพฤติกรรมการสอน 12) แบบประเมินทักษะครูในการปฏิรูปการเรียนรู้ 13) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน 14) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งมีค่า IOC มากกว่า 0.5 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับอยู่ระหว่าง 0.709 - 0.965 เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการแบบผสม (Mixed Method) ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยตรวจสอบคุณภาพข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Technique) สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานและความต้องการของโรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ มีความพร้อมที่จะพัฒนาสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควรมีการนำแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง  และจากการเรียนการสอนที่นักเรียนมีโอกาสเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
2. รูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ ที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า “รูปแบบ PAOR Cycle Model” ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกตและตรวจสอบ (Observe) และการสะท้อนผล (Reflection) ส่วนการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ “PAOR Cycle Model” มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 
3. การทดลองใช้รูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ ได้ดำเนินการพัฒนารูปแบบ PAOR cycle Model 2 วงรอบ โดยการพัฒนาในวงจรรอบที่ 1 เมื่อดำเนินการครบทุกกิจกรรมแล้ว พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ความเข้าใจ แต่ยังมีปัญหาที่จะต้องพัฒนาเพิ่มเติม คือ 1) อบรมเชิงปฏิบัติการจัดการเรียน    การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2) อบรมเชิงปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน 3) อบรมเชิงปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน 4) อบรมเชิงปฏิบัติการวัดผลประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 5) ประชุมปฏิบัติการนิเทศสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งได้นำผลสะท้อนการปฏิบัติดังกล่าวไปสู่การพัฒนาในวงรอบที่ 2 เมื่อพัฒนาเสร็จแล้วพบว่า การดำเนินงานปฏิรูปการเรียนรู้ทุกด้านบรรลุตามเป้าหมายของกิจกรรม ส่วนผลการดำเนินงานการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนอีก 6 ด้านอยู่ในระดับมากเรียงลำดับดังนี้ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการสร้างและพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ด้านสื่อการเรียนการสอนและแหล่งเรียนรู้ และด้านการประเมินผลการเรียนรู้
4. การประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ ดังนี้ 1) ประเมินทักษะครูในการปฏิรูป    การเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) ประเมินพฤติกรรมนักเรียนตามทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อรูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานบูรณาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้