หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เมื่อน้ำในหูไม่เท่ากัน  (อ่าน 245 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 25 ก.ค. 12, 12:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน Meniere’s disease เป็นหนึ่งนโรคที่เกิดขึ้นกับช่องหูที่ไม่ค่อยพบบ่อยนักในคนไทย แต่ก็พบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะคล้ายบ้านหมุน หูอื้อ หรือมีเสียงดังในหูตลอดเวลา เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่อาการที่เกิดขึ้นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต และการดำเนินชีวิตประจำวัน

โรคนี้เกิดจากการที่มีน้ำคั่งบริเวณหูชั้นในมากกว่าปกติ โดยหูชั้นในจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว และการได้ยิน ผู้ป่วยจึงมักมีปัญหาเรื่องการทรงตัว และการได้ยิน

สาเหตุเกิดจากการไหลเวียนถ่ายเทของน้ำในหูผิดปกติ เช่น การดูดซึมของน้ำในหูไม่ค่อยดี ทำให้มีน้ำเก็บอยู่ในบริเวณหูชั้นในมากกกว่าปกติ (Enbfolymphatic Hydrops) ส่งผลให้เซลล์ประสาทที่ควบคุมการทรงตัว และการได้ยินทำงานผิดปกติ

หูของคนเราเป็นอย่างไร ?
หูชั้นในแบ่งออกตามหน้าที่ได้ 2 ส่วน
• ส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียง จะมีลักษณะคล้ายก้นหอย
• ส่วนทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว มีอยู่ 3 ชิ้น โดยมีรูปร่างคล้ายเกือกม้า
แต่ถ้าแบ่งตามการทำงานแล้วแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน
• ส่วนกระดูก จะทำหน้าที่ห่อหุ้มส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน
• เยื่อหุ้มภายใน โดยจะมีของเหลวอยู่ในเยื่อหุ้ม เมื่อเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะเกิดแรงดันของน้ำในหูหูผิดปกติ ทำให้ปริมาณของเหลวภายในเยื่อหุ้มเพิ่มมากขึ้น เกิดการคั่งและไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้เกิดแรงดันในหูชั้นใน ซึ่งจะขัดขวางการทำงานของกระแสประสาท ส่งผลต่อการได้ยิน และการทรงตัว ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน หูอื้อ และได้ยินเสียงอื้อในหู

สาเหตุของโรค
ไม่พบว่ามีสาเหตุที่แน่ชัด แต่สิ่งที่มีผลต่อการเป็นโรค หรือถ้าเป็นแล้วก็จะส่งผลให้มีเกิดอาการ
• รับประทานอาหารเค็ม
• สูบบุหรี่
• ดื่มแอลกอฮอล์
• ทำงาน หรืออยู่อาศัยในบริเวณที่มีเสียงดัง
• ความเครียด
• นอนน้อย ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ซึ่งหูชั้นในต้องการเลือดมาเลี้ยงมากทำให้เกิดการเสียสมดุลของน้ำในหู

อาการของโรค
- เวียนศีรษะคล้ายบ้านหมุน มักจะเป็นอยู่ช่วงประมาณ 20 นาทีจนถึง 3 ชั่วโมง โดยจะเป็นๆ หายๆ หรือบางครั้ง หลังมีอาการก็จะมีความ รู้สึกเวียนศีรษะตามมา บางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเหงื่อออกร่วมด้วย
- หูอื้อ อาจเป็นในบางครั้ง หรือเป็นถาวร ช่วงแรกๆ อาจรู้สึกมีอาการหูอื้อเพียงชั่วคราว ซึ่งมักเกิดพร้อมๆ กับอาการเวียนศีรษะ แต่เมื่อหายปวดศีรษะแล้วการได้ยินก็จะกลับมาเป็นปกติ ถ้ามีอาการบ่อยๆ หรือเวียนศีรษะบ่อยๆ หรือถ้าเป็นมานานโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องมักเกิดอาการหูอื้อถาวร
- เสียงอื้อๆ ในหู อาจเกิดขึ้นทั้ง 2 ข้าง หรือเป็นเพียงข้างเดียว

รักษาอย่างไร
ทั้งนี้ การรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค
ระยะที่ 1 ผู้ป่วยจะรู้สึกเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเหงื่อออกร่วมด้วย และอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นทันที และเป็นอยู่นานประมาณ 20 นาที ถึง 2 – 3 ชั่วโมง แต่ไม่ได้หมดสติ หรือมีอาการเป็นอัมพาต และเมื่อหายแล้วจะรู้สึกว่าทุกอย่างกลับเป็นเหมือนปกติ ระยะนี้สามารถหายได้โดยการดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์
ระยะที่ 2 ระยะเริ่มเสื่อม หูอื้อ ช่วงแรกๆ อาจเป็นชั่วคราว หรือเป็นๆ หายๆ และกลับมาได้ยินแบบปกติเมื่อหายเวียนศีรษะ ซึ่งระยะนี้ต้องรักษาโดยการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ยากล่อมประสาท หรือยานอนหลับ
ระยะที่ 3 และ 4 อาจมีอาการหูอื้อแบบถาวร และหรือได้ยินเสียงอื้อในหู รู้สึกตึงๆ ภายในหูคล้ายมีแรงดันซึ่งอาจเกิดขึ้นตลอดเวลา หรือเฉพาะเวลาที่เวียนศีรษะ อาจรักษาโดยการใช้ยาฉีด หรือการผ่าตัด ซึ่งการฉีดยาเพื่อทำลายเซลล์ที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ถ้าการฉีดยาสามารถทำลายเซลล์ดังกล่าวได้ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

ดูแลตนเองเมื่อมีอาการ
• เมื่อรู้สึกเวียนศีรษะ ถ้าเดิน ทำงาน หรือขับรถอยู่ ควรหยุด นั่งพัก หากฝืนทั้งที่รู้สึกเวียนศีรษะอาจล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุได้ และควรรับประทานยาที่แพทย์สั่งเพื่อลดอาการ
• เมื่อเวียนศีรษะมาก ควรนอนพักบนพื้นราบที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่นถ้าอยู่ในรถ ควรจอดให้ผู้ป่วยนอนพักราบบนเบาะหลังรถ และควรจ้องมองวัตถุที่อยู่นิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว
• อาการคลื่นไส้​ควรลดการดื่มน้ำ หรือการรับประทานให้น้อยลง เพราะอาจทำให้อาเจียน
• หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเรือ เพราะอาจกระตุ้นอาการเวียนศีรษะ
• ควรรับประทานยาขยายหลอดเลือด (Histamine) เพื่อช่วยให้การไหลเวียนของน้ำในหูดีขึ้น

ป้องกันและดูแลตนเองเบื้องต้น
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดให้ไปเลี้ยงหูชั้นใน
- ลดความเครียด อาจจะด้วยการพักผ่อน ฟังเพลงเบา ๆ ลดการทำงานลง
- พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดี อาจเปิดเพลงเบา ๆ ขณะนอนเพื่อช่วยกลบเสียงในหู
- หลีกเลี่ยงอยู่ในที่ที่มีเสียงดัง แดดจ้า หรืออากาศร้อนอบอ้าว
- หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่ และเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงหูชั้นในได้น้อยลง
- ลดการทานอาหารเค็ม เนื่องจากโซเดียมทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย ไม่ควรรับประทานเกลือ เกิน วันละ 2 กรัม (1 ช้อนชา)
- ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผงชูรส เนื่องจากผลชูรสก็เป็นโซเดียมชนิด โมโนโซเดียมกลูตาเมต

http://www.weloverta.org

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  สุขภาพ  กองทัพบก 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม