หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ทำไมคนกรุงเทพ..บ้านติดกัน..ส่วนมากไม่พูดคุยกัน ต่างกับบ้านผม.....?  (อ่าน 250 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 7 มี.ค. 12, 19:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ผมเข้ามาเป็นเด็กเทพ 50 ปีพอดี

แปลกใจมากว่าทำไม คนในกรุงเทพ ห้องติดกัน บ้านติดกัน ส่วนมากไม่พุดคุยกัน เดินขึ้นลง ลิฟท์บันได ก็ไม่คุยกัน ไม่ทักทายกัน วันก่อนได้ยินผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือบนชั้น 5 เหมือนกับว่าทะเลาะกับแฟน ได้ยินเสียงเหมือนหัวผู้หญิงโดนโขกกับกำแพงห้องพัก จนเสียงเงียบไป ไม่มีคนขึ้นไปช่วยเหลือ(รวมทั้งผมด้วย)และมีเรื่องเล่าอีกมากมาย

กรุงเทพมันเป็นเมืองพิกลพิการทางจิตใจ หรือเป็นเมืองสวรรค์อย่างที่หลายคนคิด เผลอเป็นไม่ได้ ห้องติดกันแอบเข้าไปขโมยเงิน เข้าไปข่มขืน มนุษย์ทำไมถึงด้อยพัฒนา ป่าเถื่อนปานนี้ พระสงฆ์ขึ้รถเมล์ ไม่ยอมลุกให้พระสงฆ์นั่ง ทั้งๆที่เขียนว่า "สำรองที่นั่งพระสงฆ์" ทำไมใจดำอำมหิตกันจัง

คนในเนตแห่งนี้ ก็เห็นได้ชัดเจน ผมพูดผมพิมพ์ มักจะสุภาพเสมอ..แต่ก็จะมีคนเข้ามาด่าทอเป็นประจำ ผมเล่าเรื่องจริงก้อหาว่าผมโกหก เรื่องถ้าไม่แปลกจะมาเล่าทำไม เรื่องสั้นๆทั่วๆไปบางครั้งไม่น่าเป็นไปได้

บ้านผมที่นครศรี รู้จักกันข้ามตำบล เวลามีงานบุญทีมาช่วยกันมากมาย พ่อของผมมี"หัวเกลอ"อีกตำบลหนึ่งไกลมาก เวลาน้องสาวแต่งงาน เขาพาญาติๆมาให้เงินมากมาย

ผมคิดว่าประเทศไทยพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าทันสมัยได้โดยง่าย แต่พอคิดถึงลักษณะพิเศษของคนไทย(บางส่วน)น่ากังวล บางคนประเภทครึ่งคนครึ่งสัตว์ ขาดสามัญสำนึก

สิ่งเหล่านี้ แก้ได้...เขียนไว้ในหนังสือ "ประเทศไทยยุคใหม่ในความคิดของผม"

//ช.ผาสุข(คนบ้านนอกคอกนา)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 8 มี.ค. 12, 01:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัดดครับลุง ที่ผมเห้นจะเป็นพวกหมูบ้านหรูๆคับไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 8 มี.ค. 12, 03:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สว้สดีค่ะคุณmanjumbo ตอนเรียนอยู่กรุงเทพ ก็ไม่เคยคุยกับคนในอพาทเม้นท์เลยค่ะ เดินสวนกันก็ไม่มองกันค่ะ แต่ถ้าต้องขึ้นห้องแล้วไม่มีกุญแจประตูใหญ่แล้วดิฉันเปิดให้ หรือเขาเปิดให้ ก็จะพูดขอบคุณกันแค่นั้น เจอกันก็แค่ยิ้มทักทายเฉยๆ ไม่ไดัพูดทักทายกัน อยู่มาประมาณ 4-5 ที่ในกรุงเทพ เป็นแบบเดียวกันเลยค่ะ ส่วนตัวคิดว่า อาจเป็นเพราะเราไม่เริ่มก่อนก็ได้ หากเราเริ่มทักทายก่อนแล้ว เขาก็คงคุยกับเรา เพราะถ้ามีคนมาเริ่มทักทายก่อน เป็นตัวเองก็พูดด้วยค่ะ ต่างคนต่างไม่เริ่ม ต่างคนต่างคิดว่าเขาคงไม่อยากคุยกับเรา (คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ด้วย)


แต่พอมาทำงานที่ต่างจังหวัด คนข้างบ้านก็คุยกันปรกติ มีเอาขนมมาให้ลูกๆด้วยค่ะ ทั้งต่างชาติ ทั้งไทย


ยิ่งบ้านเกิด(อำเภอเบตง) รุ่นแม่ดิฉันจะสนิทไปหมด ไม่ว่าข้างบ้าน หรือในอำเภอ แกทำแกงที ก็แจกเขาหมด เหลือไว้กินเองพอมื้อสองมื้อ บ้านพักของพ่อมีห้องครัวอยู่ใต้ถุน ตำรวจรุ่นน้องหรือรุ่นเดียวกับพ่อ ถ้าไม่มีใครอยู่บ้านแล้วเขามาก็มาเปิดครัวเลยค่ะ ตักข้าวกินเองเลย ล้างจานให้ด้วย แม่บอกว่าจะไม่ล็อกครัวเพราะเพื่อเพื่อนๆ พ่ออาจมา เพื่อหิวก็จะได้กิน ส่วนเพื่อนพ่อทำแกงอะไร มีอะไร ก็เอามาให้ค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 8 มี.ค. 12, 10:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เป็นคนบ้านนอก แต่ก็เข้าบางกอกบ่อย อย่างที่คุณแมนพูดนั่นแหละ ผมคิดว่าวัฒนธรรมคนกรุงมักจะเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ไม่ประสงค์จะพึ่งพา หรือคบหาสมาคมกับใคร โดยเฉพาะคนที่มาจากต่างจังหวัด ถ้าไม่ใช่ญาติกัน แทบจะไม่คุยกัน ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พอนานเข้าก็กลายเป็นวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างแอบจิ๊กของกันและกัน เป็นวัฒนธรรมที่ถดถอย ไม่ใช่ก้าวหน้า ในขณะที่บ้านนอกวัฒนธรรมเหล่านี้กำลังระบาดไปหา โดยมาจากบ้านนอกที่เข้ากรุง นำพาวัฒนธรรมเหล่านี้ติดตัวไปด้วย แล้วนำไปใช้ในสังคมของตน อยู่กรุงเทพอย่างกระจอก พอไปบ้านนอก ทำตัวอย่างกะเทวดา อันเป็นนิสัยที่แก้ไม่ได้ของคนไทย ในทางกลับกัน วัฒนธรรมของบ้านนอก ยังคงรูปแบบที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่อย่างแนบแน่น มีการอุปถัมภ์ค้ำชูกันเสมอ...วัฒนธรรมไทยแท้ มีอยู่ตามท้องถิ่นบ้านนอก ส่วนในบางกอกเป็นวัฒนธรรมที่ฉวยโอกาส..เผลอไม่ได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 8 มี.ค. 12, 11:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพราะว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง เป็นเมืองที่มีพลเมืองส่วนมากที่มาจากต่างจังหวัดเข้ามาอาศัยรวมอยู่ด้วย

เมื่อข้างบ้านหรือข้างห้อง ต่างก็เป็นคนต่างถิ่น แถมบางชุมชนก็เปลี่ยนหน้าเสมอ จึงไม่คุ้นเคยกัน

และการดำเนินชีวิตในเมืองกรุงจะแข่งกับเวลา ต่างคนต่างรีบ มัวทักทายกัน ตกรถเข้างานสายกันพอดี

อีกอย่าง เมื่อผู้คนเยอะ มิจฉาชีพก็แยะ รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ ต่างก็ระแวงระวังกันและกัน

วันๆจึงเห็นภาพการดำเนินชีวิตของคนเมืองกรุงอย่างนี้แล.... q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 8 มี.ค. 12, 12:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพื่อนของผมคนหนึ่งคนกรุงเทพเพียวๆ กับน้องชาย 2 ครอบครัว ไปซื้อบ้านเงินผ่อนที่ช.อมรพันธ์ 2 หลัง รั้วติดกัน เป็นบ้าน 2 ชั้นค่อนข้างโอ่โถง ถัดมาอีกหลัง เป็นบ้านคนมีฐานะ เห็นมีรถยนต์ญี่ปุ่น จอดหน้าบ้าน เพื่อนของผมถอก เปอรโย 505 ตอนนั้นงามมาก

เพื่อนผมมีลูกชาย 3 หญิงคนแรก บ้านติดกัน ไม่รู้กี่คนแต่มีทั้ง ลูกชายหญิง ผมไปหาเพื่อนบ่อยๆ เพื่อนบ่นให้ฟังว่า มันคุยด้วยก็ไม่อยากคุย ดูๆเหมือนกับว่า อยากจะอวดรวยกัน ไม่นาน ข้างบ้าน ซื้อรถยนต์ใหม่เป็น VOLVO ป้ายแดง

เพื่อนผมมันก็ไม่ยอม ขายเปอโยทิ้ง ถอย Benz ป้ายแดง มาข่มกัน

ดูๆก็น่าสังเวช สังคมในกรุงเทพ

ผมเองเป้นคนบ้านนอก ยิ้มไปเรื่อยมีมิตรมากมาย ไม่ว่าไปอยู่ที่ใหน มักจะมีมิตรคนดีๆเสมอๆ



//ช.ผาสุข(คนบ้านนอกคอกนา)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นะฮะ
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 8 มี.ค. 12, 19:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านผู้อาวุโส ที่เคารพ

คนกรุงเทพฯที่ท่านพูดถึง..น่ากลัวจะเป็นคนกรุงเทพฯใหม่..หาใช่คนกรุงเทพฯดั้งเดิม ที่มีบรรพบุรุษอยู่อาศัยกันมาหลายชั่วคน

ดังนั้น คนกรุงเทพฯใหม่เหล่านี้ จึงมาจากทุกทิศทาง ทุกภาคของประเทศไทย..

และที่สำคัญเหตุผลของการเข้ามาอาศัยอยู่เมืองใหญ่ เมืองหลวง มันก็ไม่เหมือนในรายละเอียด..

ด้วยเหตุนี้ มันทำให้สังคมกรุงเทพฯของคนกรุงใหม่ จึงค่อนข้างฉาบฉวย ไม่ค่อยไว้ใจกันง่าย ๆ..

สรุปง่าย ๆ เพราะมันไม่รู้กำพืดกันนั่นเอง...

หลายเหตุปัจจัย มันทำให้คนกรุงเทพฯใหม่ ไม่อาจจะส้างความสนิทสนมกันได้ง่าย ๆ เวลา โอกาสและสถานที่

แต่หากมีโอกาสได้ร่วมงานกัน หรือร่วมทำกิจกรรมที่ตกทุกข์ ร่วมชะตากรรมเดียวกันอย่างรุนแรง ก็ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ เช่น กรณีน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมาหมาด ๆ ผู้คนในหมู่บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯและปริมณฑลหลาย ๆแห่ง ได้มีโอกาสรู้จัก สนิทสนมและเปิดโอกาสให้ข้างบ้าน หรือเพื่อนร่วมหมู่บ้าน หรือคนที่เข้าไปช่วยเหลือมากขึ้น..

แต่สังคมดั้งเดิมของคนกรุงเทพฯเดิม ๆ เขาก็ยังเป็นเหมือนเช่นต่างจังหวัด อย่างเช่นตามคลองต่าง ๆ ในฝั่งธนฯ คนดั้งเดิมเขาก็รู้จักกันทั้งตำบลเช่นกัน
q*031q*032q*033

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 8 มี.ค. 12, 20:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มากคน ก็มากความ กทม. ปัจจุบันมันก็เป็นอย่างที่ท่านแมน...ว่าอะนะ
มันเป็นอย่างนี้มาก็ตังแต่ นับจำนวนพลเมืองในกทม..มีครบ 2 ล้านคน
เข้าให้นั่นแหล่ะ....แต่ละชุมชนมันถึงเริ่มแปรเปลี่ยนไป คนกทม.แท้ ๆ
อยากย้ายออกไปอยู่ชานเมือง คนบ้านนอกคอกนา ก็อยากจะมาอาศัย
อยู่ในใจกลางเมือง เพื่อทำงาน....คนจากทั่วสารทิศ ก็คิดว่าที่ี้ี่นี่คือ
แดนสวรรค์ เพื่อหาสตูกสตัง เอาไว้ไปเจือจาน ญาติพี่น้องตจว.กัน..
เพราะมันมีงานหลายหลาก ให้เลือกกันได้...ทำอะไร? เป็นได้เงินไปหมด
นั่นคือต้นเรื่องของความงก ความอยากได้ใคร่มี...ความที่ถือเงินเป็นใหญ่
จนกลายเป็นนวัติกรรม ของฟรี ไม่มีในโลก....ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อน....
หากมีงาน...ตามที่ต่าง ๆ หรือของเพื่อนบ้าน...เขาก็จะช่วยกันลงแขก...
ทุกคนต่างก็มีจิตอาสา เป็นที่พึ่งพากันได้ โดยไม่ได้วัดกันที่ตัวเงิน...
มีแต่น้ำใจมอบให้กัน...ฉันญาติพี่น้อง มองตารู้ใจ มองหน้าก็รู้แล้วว่าลูกใคร
หลานใคร...

แต่ปัจจุบัน ก็เห็น ๆ กันอยู่ เงินคือพระเจ้า...ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน??
จะไ้ด้มาด้วยสุจริต หรือคิดคด โป้ปด หลอกลวงเพื่อให้ได้มา..จะค้าของ
ผิดกฎหมาย จะทำลายสังคมทางอ้อมอย่างไร ก็ไม่สน จะเป็นโจร
เป็นขโมย จะเป็นพวกฉกชิง วิ่ง ราว....เอามันทั้งนั้น แถมยังมีพวกค้ายา
ให้ซื้อหากันง่าย ยิ่งกว่าลูกอมฮอลล์ซะอีก....ทุกดวงจิต ทุกชีวิตในสังคม
เมือง ล้วนมองเรื่องสุขสบาย ความร่ำรวย ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ...
มีเงิน มีทอง เขาก็นับว่าน้องว่าพี่...เพื่อนฝูงงี้แยะ แต่ไม่มีขึ้นมา
แม้แต่หมา ก็ยังเมิน อย่างที่เขาว่าไว้จริง ๆ....ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการตักตวง
มือใครยาวสาวได้ สาวเอา....ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม จะสีเทา สีดำ
ฉันทำทั้งนั้น...เพราะมีตังค์มันก็มักจะมีเสียงดัง ใคร ๆ ก็คอยเงี่ยหูรับฟัง
เพราะเงินหรือตังค์มันใหญ่...ไปไหนใช้เงินพูดแทน ก็สบายไปแปดอย่าง

หากไม่เชื่อลองดู หรือพิสูจน์กันเองง่าย ๆ ก็ได้...เอาแค่ที่จอดรถ
ร้านอาหาร...หากวันไหนผมขับรถเบ็นซ์เข้าไป วันนั้นเด็กรับรถจะวิ่ง
กรูกันเข้ามา หาที่จอดให้ประเภทว่าใกล้ที่สุด แทบจะเดินสองก้าว...
ก็เข้าร้านได้เลย...แต่หากวันหน้าลองขับรถโตโยต้าเข้ามาซิ...
โน่นเลย มันปล่อยให้วิ่งตรงไปก่อน...ให้ไปจอดตรงที่ว่างก่อน
บอกเรียงตามลำดับครับ เจ้านายสั่ง ไม่เช่นนั้นมันจะจอดไม่เป็นระเบียบ
โน่นว่าเข้าไปนั่น....แต่ที่จริงมันอยู่ที่ตังค์ หลังจากจอดเสร็จ เบ็นซ์
เขามีทิพ...ให้ ได้ชัวร์ แต่หากรถญี่ปุ่น อาจจะต้องลุ้นระทึกเอา...

เห็นไหมครับ เราถูกปลูกฝัง ให้ทำอะไรทุกอย่างเพื่อเงินทั้งนั้น...
ดังนั้น อย่าไปฝันหวาน ว่าคนนิสัยคนเมืองหลวง...ดั้งเดิม
จะหวนคืนกลับมา...มันเป็นอย่างนี้ตั้งนมนานแล้ว นับแต่ใช้ว่าบางกอก
อย่างเพลงที่เขาร้องกัน...คนบางกอกหลอกลวง แต่ส่วนใหญ่
จะเป็นพวกหลงไหลในบางกอก ที่มาจากบ้านนอกมากกว่าผมว่านะ..
ที่นำพานวัติกรรม บ้าเงิน บ้างาน...บ้าคลั่ง แต่ใช้เงินกันไม่เป็น...
อวดร่ำ อวดรวยใส่กัน...เพื่อรอวันซ้ำเติม หากวันใดที่เขาได้เห็น
คนข้างบ้านล้มเหลว เพื่อจะสมน้ำหน้ากัน มันบ้าไหมล่ะหือ..ท่าน แมน

แต่บ้านผมที่บ้านนอก...ก็ยังไม่แล้งน้ำใจนะ..จะมีก็แต่คนรุ่นใหม่
ที่มันหลงไหล ในแสงสี...หลงในทีวีจอแบน หรือไอแพด ไอโฟน
จนโงหัวไม่ขึ้น ก็พวกหนุ่มสาวเหล่านี้นี่แหล่ะ...แบะท่า เพื่อค่าเทอม?
หรือต้องการบัตรเติมเงิน ซื้อมือถือเพิ่มเครื่องใหม่ไว้ใช้อวดกัน...
เอ๊ะ แล้วเราจะโทษใครดีละท่าน...ในเมื่อบล๊อคหลอมมันบิดเบี้ยว
เละเทะ แถมมีตำิหนิกันอย่างที่เห็นแบบนี้...จริงม๊ะท่าน
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  บ้าน คนกรุง 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม