หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: นโยบายบ้านหลังแรก คนจนหมดสิทธิ!!  (อ่าน 964 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 03:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
นโยบายบ้านหลังแรก ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ถ้าคนไม่ได้เสียภาษีเงินได้ หรือรายได้ไม่ถึงขั้นต้องเสียภาษี คุณหมดสิทธิ!! q*020




ครม.คลอดบ้านหลังแรก เงินเดือน2หมื่นขึ้นรับประโยชน์

มาตรการบ้านหลังแรกคลอดแล้ว ผู้มีสิทธิ์ต้องอยู่ในระบบการเสียภาษีบุคคลธรรมดา และมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท โดยนำค่าใช้จ่าย 10% ของราคาบ้าน มาขอหักลดหย่อนภาษีต่อเนื่องได้ 5 ปี “บุญทรง” ลุกหนีนักข่าว เลี่ยงตอบมาตรการนี้ช่วยผู้มีรายได้น้อยตรงไหน

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยนาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง และนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากรได้ร่วมกันแถลงข่าวว่า ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จากมาตรการนี้จะต้องมีเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาทขึ้นไป และเป็นบุคคลที่อยู่ในระบบของการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น

นายบุญทรงเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านหลังแรก ต้องเป็นอาคารพร้อม ที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการใหม่ และไม่รวมบ้านที่สร้างเอง มาหักค่าลดหย่อนในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามจำนวนที่จ่ายจริง ในอัตราไม่เกิน 10% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีสิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่าๆ กันในแต่ละปี เป็นเวลา 5 ปีต่อเนื่องกัน ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2554 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555 ซึ่งผู้ที่ได้รับสิทธิ์ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน และต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

ด้านนายสาธิตกล่าวว่า การใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ประมาณ 1,700 ล้านบาท แต่ผลของมาตรการดังกล่าว ยังทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ที่จะได้รับสิทธิ์การลดหย่อนภาษีดังกล่าว ต้องมีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไปเท่านั้น หากในปีนี้ยังมีรายได้ไม่ถึง ก็สามารถไปขอลดหย่อนภาษีในปีต่อๆ ไป เมื่อมีรายได้ถึงแล้วได้ สำหรับโครงการที่จะได้รับผลจากนโยบายนี้ มีบ้านสร้างเสร็จแล้วรอขาย ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท รวม 93,000 ยูนิต และในจำนวนดังกล่าว มีบ้านต่ำกว่าราคา 1 ล้านบาท จำนวน 30,000 ยูนิต

ไทยรัฐออนไลน์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 03:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

(สำหรับใครขี้เกียจอ่าน ให้ดูคลิปจะเข้าใจง่ายกว่าครับ)




"โสภณ" อัดนโยบายบ้านหลังแรก ช่วยคนรวย คอนโดฯในเมือง เปิดช่องลูกคหบดีซื้อบ้านพักตากอากาศ ทั้งที่กลุ่มคนรายได้น้อย และบ้านมือสองไม่ได้รับความช่วยเหลือ


ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน และศูนย์วิจัยข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ฯ เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค "โสภณ พรโชคชัย"

วิจารณ์นโยบายบ้านหลังแรกของรัฐบาลว่า เป็นการช่วยคนรวย ช่วยคอนโดมิเนียมในเมืองที่ขายดีอยู่แล้ว และช่วยเหลือลูกคหบดีให้ซื้อบ้านพักตากอากาศได้ แต่ไม่ได้ช่วยผู้มีรายได้น้อย ถ้าจะช่วยจริงควรกำหนดราคาบ้านที่สนับสนุนไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท นอกจากนี้ไม่ได้ช่วยบ้านมือสองทั้งที่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่างจากบ้านใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตามที่กระทรวงการคลังจะออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ผมขอคัดค้าน

1. การขยายเพดานราคาบ้านที่ให้กู้สูงถึง 5 ล้านบาท เท่ากับช่วยผู้มีรายได้สูง เพราะต้องมีรายได้ครัวเรือนละ 100,000 บาทจึงจะสามารถซื้อบ้านระดับนี้ได้ และส่งผลวิบัติต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย เพราะสถาบันการเงินคงต้องการให้ผู้มีรายได้สูงกู้เงินมากกว่าจะให้ผู้มีรายได้น้อยกู้ ดังนั้นโอกาสที่ผู้มีรายได้น้อยจะสามารถกู้ซื้อบ้านได้จึงจะยิ่งลดลงอีก

2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นว่าการขยายเพดานราคาบ้านที่ให้กู้สูงถึง 5 ล้านเพราะต้องการช่วยอาคารชุดในเมืองด้วย แต่ในความเป็นจริง อาคารชุดใจกลางเมืองขายดีมาก สินค้าที่มีอยู่ในตลาด จะขายหมดเองได้ภายในเวลาไม่เกิน 10 เดือน จึงไม่มีความจำเป็นต้องช่วย นอกเหนือจากเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงเท่านั้น

3. กรมสรรพากรประเมินว่าจะทำให้รายได้ภาษีหดไปเพียง 1,700 ล้านบาท นัยว่าไม่มากนัก ข้อนี้อาจคลาดเคลื่อน ราคาบ้านเฉลี่ยในเขตกรุงเทพมหานครเป็นเงินประมาณ 3 ล้านบาท หากปีหนึ่งมีการซื้อเฉพาะไม่เกิน 5 ล้านบาทประมาณ 90,000 หน่วย แต่ละหน่วยได้รับส่วนลด 10% ก็เท่ากับ 27,000 ล้านบาท เงินภาษีที่พึงจัดเก็บได้ ไม่ควรลดหรือให้เปล่า เพราะประเทศจำเป็นต้องใช้เงินมาพัฒนาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

4. ความน่าอดสูสำคัญของมาตรการนี้ก็คือ การไม่ช่วยบ้านมือสองที่ประชาชนซื้อขายกันเอง แต่กลับเอื้อประโยชน์เฉพาะการซื้อขายบ้านของบริษัทพัฒนาที่ดินเท่านั้น เท่ากับทำให้รัฐบาลเสียชื่อเสียงที่จะทำงานเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ แต่เป็นการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มเท่านั้น



5. รัฐบาลไม่ได้ช่วยผู้มีรายได้น้อยซึ่งควรได้รับการช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นจึงควรกำหนดราคาบ้านซึ่งควรสนับสนุนไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ถึง 22,000 หน่วย และเมื่อรวมบ้านมือสองด้วยคงจะเป็นประมาณ 50,000 หน่วย รัฐบาลจะช่วยเหลือผู้มีรายได้สูงได้ก็เฉพาะในกรณีพิบัติภัย น้ำท่วม สึนามิ ซึ่งต้องช่วยโดยไม่จำกัดกลุ่ม มาตรการนี้ยังถือว่า “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” คนที่เพิ่งโอนก็หมดสิทธิ์ คนที่จะโอนภายหลังก็ไม่ได้สิทธิ์ จึงเป็นการเปิดโอกาสพิเศษเฉพาะ “ผู้โชคดี” ช่วงนี้จำนวนหนึ่งเท่านั้น

6. กระทรวงการคลังอาจเปิดทางฉ้อฉลได้ เพราะกระทรวงไม่ได้ควรกำหนดรายได้ของผู้ที่ควรจะช่วย ไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นเฉพาะที่อยู่อาศัย ดังนั้นลูกคหบดีก็สามารถซื้อบ้านได้ บ้างก็สามารถซื้อห้องชุดตากอากาศชายทะเลได้ เจ้าของโครงการบางคนก็อาจระดมหาพรรคพวกมาช่วยกันซื้อ เพราะได้ส่วนลด 10% เท่ากับซื้อ 10 หลังแถม 1 หลัง เอาเงินไปหมุนทางอื่น หรือขายต่อภายหลังได้ เพราะการโอนงวดนี้อาจไม่ต้องเสียภาษี

7. ที่สำคัญในภาวะปัจจุบัน ไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ การขายอสังหาริมทรัพย์ก็ยังดำเนินการด้วยดี ไม่มีปัญหาการขาย หรือไม่มีกรณีที่ผู้ประกอบการใกล้ล้มละลายแต่อย่างใด สถาบันการเงินก็ยังอำนวยสินเชื่อด้วยดี ประชาชนก็ไม่ได้ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ครัวเรือนส่วนใหญ่ถึง 80% ก็มีบ้านเป็นของตนเอง

จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะมีมาตรการเช่นนี้ออกมา การออกมาผิดปกติเช่นนี้ จะเอื้อประโยชน์เฉพาะสถาบันการเงิน และโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่กำลังจะโอนขายบ้านหรือรับสินเชื่อในขณะนี้เป็นสำคัญ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 03:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
รัฐบาลอาจถูกหลอก

ว่าการซื้อขายบ้านมือหนึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจดีกว่าบ้านมือสอง การซื้อบ้านมือสองส่งผลดีไม่แพ้การซื้อบ้านมือหนึ่ง ดังรายละเอียดดังนี้

1. บ้านมือหนึ่งอาจมีการออกแบบ-ก่อสร้างบ้านทั้งหลัง แต่การซื้อบ้านมือสองก็ต้องซื้อวัสดุก่อสร้างและจ้างแรงงานมาออกแบบซ่อมแซม ปรับปรุง ต่อเติมอาคารเช่นกัน

2. เสียภาษีและค่าธรรมเนียมโอนเช่นเดียวกับการซื้อขายบ้านมือหนึ่ง ดังนั้นจึงส่งผลไม่แตกต่างจากการซื้อบ้านมือหนึ่ง

3. ผู้ซื้อก็ต้องกู้เงินซื้อบ้านเช่นเดียวกับผู้ซื้อบ้านมือหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องซื้อประกันภัย ประกันชีวิต เพื่อความมั่นใจของสถาบันการเงินที่อำนวยสินเชื่อเช่นกัน

4. ต้องมีการย้ายบ้าน ซื้อเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ใหม่เช่นเดียวกันกับผู้ซื้อบ้านใหม่ ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด

5. การซื้อบ้านมือสองเกี่ยวพันกับผู้ซื้อ ผู้ขายจำนวนมาก ส่งผลกว้างขวางต่อสังคมและเศรษฐกิจมากกว่าบ้านมือหนึ่ง

6. บ้านมือสองมีราคาเฉลี่ยถูกกว่าบ้านมือหนึ่งประมาณ 20-30% การซื้อบ้านมือสองจึงมีปริมาณมากกว่า ส่งผลให้มีการซื้อ การทำนิติกรรม การบริการวิชาชีพ การอำนวยสินเชื่อ ฯลฯ มากกว่า การที่บ้านมือสองถูกกว่าทำให้ภาระผู้ซื้อน้อยกว่า และยังมีเงินเหลือเพื่อการฉลอง ส่งผลดีต่อกิจการร้านอาหารและอื่น ๆ ต่อไป

7. บ้านมือสองแม้จะเก่ากว่า แต่ก็อยู่ในทำเลที่ดีกว่าโดยเปรียบเทียบ สามารถชดเชยข้อด้อยส่วนนี้ได้ และยังมีบ้านมือสองอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เคยมีผู้เข้าอยู่อาศัย จึงยังมีสภาพใหม่

8. บางคนอาจเกรงว่าบ้านมือสองบางส่วน มีตำหนิ โดยเฉพาะเป็นบ้านผีสิง แต่บ้าน 'เฮี้ยน' แบบนี้ คงเป็นเพียงส่วนน้อยมาก ไม่สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานได้

9. การซื้อบ้านมือสองเป็นการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่ง โดยไม่ปล่อยให้อาคารบ้านเรือนว่างเปล่าทรุดโทรม และยังถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

10. การซื้อบ้านมือสองยังมีความมั่นคงกว่าการซื้อบ้านมือหนึ่งที่ขายก่อนก่อสร้าง ผู้ซื้อสามารถได้บ้านจริงโดยไม่ใช่ได้แต่กระดาษสัญญาซื้อขายหรือได้แค่เสาบ้าน (บ้านใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ)

กระทรวงการคลังคงถูกข้าราชการประจำบางส่วน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางส่วนหลอกลวงเอาด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ ให้เชื่อว่าการส่งเสริมการซื้อบ้านเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งที่เศรษฐกิจดีในปี 2553 เป็นต้นมา ก็เพราะการส่งออกดีกว่าปีก่อนถึง 17% ไม่ใช่เพราะอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใด โดยในปี 2553 มีการเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 120,000 หน่วย เติบโตกว่าปี 2552 ถึง 1 เท่าตัว ทั้งที่ดอกเบี้ยขึ้น ภาษีก็ไม่ได้รับการลดหย่อนและมีความรุนแรงทางการเมืองจนมีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก


ดร.โสภณ พรโชคชัย


------------------------------



ถ้าใครสนใจว่าธนาคารกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เอื้อประโยชน์ต่อกันเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างไร ไปอ่าน ที่ผมเคยแสดงความเห็นได้ที่

http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=3494583.msg17536201#msg17536201



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 03:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คิมกำลังทำความเข้าใจอยู่ค่ะ วันนี้คุณพ่อบอกให้ดูข่าวเรื่องนี้

คิมดีใจและเห็นด้วย แต่พอมาอ่านกระทู้ของคุณเอก คิมมึนนิดๆ

มันต้องแล้วแต่ละนโยบายหรือเปล่า

- ประชาชน ไม่ว่าคนจน หรือรากหญ้าก็คือประชาชน ที่ควรมีนโยบายเพื่อที่จะ

ให้การช่วยเหลือดูแล ทุกข์สุข

แก้ไขปัญหาต่างๆที่ประชาชนรากหญ้าเผชิญอยู่

- คนรวย ก็ประชาชน ก็ควรได้รับการดูแลเช่นกัน...รึเปล่า คิมมึนนนน

สงสัยจะดึก คงต้องนอนแล้ว ได้ความอย่างไร พรุ่งนี้คิมจะมาใหม่ q*039

(พรุ่งนี้มีเรียนเช้า เดี๋ยวไม่ไหว)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 04:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ให้ดูคลิปครับ เข้าใจง่ายกว่า!!

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 09:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หนูคิม อย่าเพิ่งมึน...หนูเข้าใจคำว่า บ้านหลังแรกหรือเปล่าล่ะ....
บ้านหลังแรก นั่นมันหมายถึง คนวัยทำงาน ที่มีเงินเดือนพอประมาณ...
ที่จะสามารถหาบ้านสักหลัง ไว้พักพิงยามแก่เฒ่า....ต้องกระเบียดกระเสียน
เจียดเงินเพื่อเอามาผ่อนส่ง....และก็เพื่อหวังประโยชน์จากการหักคืนภาษีให้
แต่คนในระดับวัยทำงาน....มันก็จะมีเงินเดือนประมาณ 2 หมื่นต้น ๆ ก็คงจะ
มีปัญญาผ่อนอะนะ...เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับการเสียภาษีรายได้ประจำปีของ
ตนในเรื่องภาษีส่วนบุคคลนั่นเอง....

คนเราทำงานก็หวังจะมีบ้าน ดีกว่าการไปเช่าอพารต์เมนท์ เดือนละกว่า 4-5
พันบาท รวมค่าใช้จ่ายน้ำไฟก็ปาเข้าไปอีกหลายตังค์อยู่...สู้เอามาผ่อนบ้าน
หรือผ่อนคอนโดดีกว่า...และหาทำเลที่มันอยู่ในละแวกที่ทำงานไปพร้อม ๆกัน
ไม่ใช่บ้านอยู่ไกลถึงชานเมือง....ที่ทำงานอยู่สีลมแบบนี้...ทำมาหากินกันกี่
ปี กี่ชาติ มันถึงจะผ่อนบ้านได้หมด ค่าใช้จ่ายในการขึ้นรถลา มาทำงานก็หมด
ไปสิ้นแล้ว....บางคนถึงไ้ด้มาเช่่าบ้านหรือคอนโดอยู่ภายในรัศมีใกล้ที่ทำงาน
พอประมาณ...คอนโดห้องเล็ก ๆ ก็ประมาณ 1.5 - 2.5 ล้านบาท อันนี้...
เป็นแค่ประมาณการนะ เพราะมันขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ตั้งของแต่ละแห่งด้วย...
ว่าในเมืองหรือรอบนอก...บางคนเช่าเดือนละเกือบหมื่น หรือครึ่งหมื่นก็แล้ว
แต่สภาพของคอนโด และบริเวณที่ตั้ง....หลังจากเขาทำงานมาสัก 5-6 ปี
พอจะมีเงินที่จะซื้อหรือผ่อนบ้านได้บ้าง ลองคิดดูกัน เขาก็อยากจะได้บ้าน
เช่าหลังนั้น หรือคอนโดจุดนั้น เอามาเป็นของตนเอง จริงไหม? เพราะมัน
สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย เงินที่เช่าก็เอามาผ่อนแทน...แถมยังได้บ้าน
หรือคอนโดในรูปแบบที่ตนเองต้องการ อันเนื่องจากอยู่มานานจนชินหรือ
เกิดความพึงพอใจอยากจะเอาไว้เป็นเจ้าของเสียเอง และใกล้ที่ทำงานซะ
ด้วย....แบบนี้เขาจะได้อะไรจากโครงการบ้านหลังแรก ของรัฐบาลที่ออก
มากัน...เห็นม๊ะ? มันให้คนกลุ่มเดียวกัน แต่แยกแบ่งวัสดุที่จะให้ว่ามันต้อง
เป็นของใหม่เท่านั้น...มันบ้ากันหรือเปล่า มันจำกัดสิทธิกันไหม หรือจะพูด
ไปฝนตกไม่ทั่วฟ้า....นั่นเอง

สรุปแล้วรัฐฯ หมกเม็ดต้องการช่วยเหลือใคร นายทุนหรือชาวบ้านกันแน่...
แค่นี้ก็พอจะมองออก บอกอยากกระตุ้นเศรษฐกิจ...มันก็ต้องช่วยเหลือกัน
ทุกกลุ่ม ให้มันครบวงจรฯ อย่าตัดตอนช่วยเหลือเฉพาะคนรวยแค่ไม่กี่คน
แล้วก็สร้างความสับสน ให้คนในสังคมมันเกิดความแตกแยกเพิ่มขึ้น...

ดังนั้นต้องไปศึกษา คำว่าบ้านหลังแรก...มันก็ต้องไม่จำเป็นต้องสเป็คว่า
บ้านหลังแรกและหลังใหม่? บ้านมือสอง ก็เป็นบ้านหลังแรกของผู้ซื้อที่มี
ความประสงค์และตรงตามที่เขาต้องการก็ได้ เพราะเขาก็ต้องกู้ยืมเอาเงิน
มาชำระเหมือนกัน....ทำไมจะเคลมเรื่องภาษีให้เขาไม่ได้ จริงไหม??
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 09:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนจนหมดสิทธิ์ตั้งแต่ เงินเดือน 20,000 บาท แล้ว แค่ข้อแรกยังไม่ผ่าน
แล้วจะมีปัญญาไปซื้อบ้านหลังแรกได้อย่างไร ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะช้วยคนจนหรือคนรวยกันแน่

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 10:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนเงินเดือน20,000บาท ถ้าหากท่านจะหมายความว่า นี่คือรายได้ของคนรวย

ผิด...เพราะคนที่มีเงินเดือนมากกว่าสองหมื่น ก็เห็นมีคนฐานะธรรมดาๆทั่วไปนี่นา(ไม่จำเป็นว่าต้องคนรวย)
อาจจะเป็นลูกหลานเหลนของชาวนาคนรากหญ้า ที่เรียนจบ มีงานทำและอยาก

มีบ้านหลังแรกกับเขา และอยากใช้สิทธิ์นี้ ก็แล้วท่านคิดว่าไงล่ะคะ? q*032

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ตลกบริโภค
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 12:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มึนจริงหรือโง่จริงๆกันแน่ เมื่อก่อนพรรคปชป.ก็ออกมาบอกว่าอุ้มคนรวย ศักดินา แต่ตอนนี้พอพรรคที่ตัวเองชอบเป็นรับบาลก็กลับลำแบบด้านๆเลยว่า คนรวยไม่ใช่คน หรือประชาชน? รัฐต้องเข้าไปดูแลเหมือนกัน อนาจใจกับพวกองุ่นเปรี้ยวพวกนี้จังเลย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 16:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เฮ้อ คนบางคนเที่ยวด่าชาวบ้านชอบสร้างความแตกแยก

แต่พอตัวเองโพสต์ คงบอกให้ความรู้สิท่า
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 17:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เอก นิสัยล่าแม่มด หนะ มันหมดยุคแล้ว
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 17:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แค่เรื่องศาลตัดสินยุบพรรค แต่อีกฝ่ายตัดสินไม่ยุบ แค่นี้มันก็สร้างความแตกแยก การไม่ยอมรับกันแล้ว หรือ เอาทหารออกมายิงผู้ชุมนุม

เรื่องสร้างความแตกแยก ในยุคนี้ มันมีเต็มไปหมด รวมถึงกระทู้นายที่ตั้งนี้ด้วย
ผมก็อ่านขาดเหมือนกัน ว่าตั้งกระทู้เจตนาต้องการอะไร

แบบนี้ถือว่าอ่านขาดเหมือนกันมั้ย หรือ เอกอ่านขาดเป็นคนเดียว
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 18:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คนเงินเดือน20,000บาท ถ้าหากท่านจะหมายความว่า นี่คือรายได้ของคนรวย

ผิด...เพราะคนที่มีเงินเดือนมากกว่าสองหมื่น ก็เห็นมีคนฐานะธรรมดาๆทั่วไปนี่นา(ไม่จำเป็นว่าต้องคนรวย)
อาจจะเป็นลูกหลานเหลนของชาวนาคนรากหญ้า ที่เรียนจบ มีงานทำและอยาก

มีบ้านหลังแรกกับเขา และอยากใช้สิทธิ์นี้ ก็แล้วท่านคิดว่าไงล่ะคะ? q*032

คุณkครับ กระทู้นี้ต้องการบอกว่า นโยบายนี้ไม่ช่วยคนจนครับ

ขนาดวันนี้จบปริญญาตรี ตอนนี้ยังได้ไม่ถึงหมื่นห้าเลยครับ

คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ1หมื่นบาท ในประเทศไทยมีมากกว่าครึ่งของคนทั้งประเทศครับ คุณk

แล้วคนที่อยู่ในระบบภงด. มี10ล้านคนเท่านั้น แต่คนที่รายได้มากพอที่จะจ่ายเงินภงด.มีเพียง2-3ล้านคนเท่านั้น

และนโยบายนี้จะช่วยคนในกลุ่ม 2-3ล้านคนเท่านั้น

และในกลุ่ม2-3ล้านคนที่จ่ายภงด. จะมีสักกี่คนที่จะซื้อบ้านหลังแรก??
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คนจับตามอง
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 21 ก.ย. 11, 22:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
นอกจากผลาญภาษี ช่วยคนชั้นกลางที่เขาไม่ได้กากบาทเลือกพรรคเพื่อไทย ให้ถอยรถป้ายแดงไปผ่อน 1 ปี แล้วได้เช็ค 1 ใบ 1 แสนบาท ...


..ยังช่วยคนจ่ายภาษีให้กรมสรรพากร 2 ล้านกว่าคน จากประชากรไทย 63 ล้านคน ที่ 2 ล้านคนนี้ ส่วนมากกกกกกกกก ส่วนใหญ่ เขาไม่ได้กากบาทในคูหาเลือกพรรคเพื่อไทย.....ดันไปสนับสนุนให้ซื้อบ้านปลูกใหม่เอี่ยมจากเจ้าของบริษัทสร้างบ้านขาย ...ถ้าคุณคนสวย อยากช่วยคนจนจริง ๆ ต้องให้คนเสียแต่ VAT 7% คะแนนเีสียง 15 ล้านเสียง ซื้อบ้านมือ 2 เป็นบ้านหลังแรกได้ด้วย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 22 ก.ย. 11, 00:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณคุณเอกและท่านpantakongmha ที่ได้อธิบายในเรื่องที่ว่าใครกันที่
ได้ผลประโยชน์ที่แท้จริง...

งั้นนโยบายนี้ ควรต้องมีการแก้ไขอย่างนั้นใช่หรือไม่?

หากต้องมีจุดให้แก้ไข ท่านทั้งสองคิดว่า ควรจะแก้ไขนโยบายนี้ตรงจุดใด

เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์ และรับผลประโยชน์จากนโยบายได้อย่างเต็มที่

ขอบคุณค่ะ





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 22 ก.ย. 11, 10:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณkครับ กระทู้นี้ต้องการบอกว่า นโยบายนี้ไม่ช่วยคนจนครับ

ขนาดวันนี้จบปริญญาตรี ตอนนี้ยังได้ไม่ถึงหมื่นห้าเลยครับ

คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ1หมื่นบาท ในประเทศไทยมีมากกว่าครึ่งของคนทั้งประเทศครับ คุณk

แล้วคนที่อยู่ในระบบภงด. มี10ล้านคนเท่านั้น แต่คนที่รายได้มากพอที่จะจ่ายเงินภงด.มีเพียง2-3ล้านคนเท่านั้น

และนโยบายนี้จะช่วยคนในกลุ่ม 2-3ล้านคนเท่านั้น

และในกลุ่ม2-3ล้านคนที่จ่ายภงด. จะมีสักกี่คนที่จะซื้อบ้านหลังแรก??

เรื่องนี้ก็จริงเหมือนที่ตาเอกตั้งข้อสังเกตุน่ะครับ คนระดับเงินเดือน20000บาทและรายได้ต่อปีตามที่รัฐกำหนดมันไม่เอื้ออำนวยให้คนระดับกลางและล่างได้เลยเงื่อนไขไม่ผ่านครับ ผมว่ากลับไปปรับให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่จะดีกว่า มาแก้ไขที่หลังน่ะครับ ช้าๆไม่ต้องรีบเอาแบบคิดให้ดีก่อนดีกว่าไหม.

แต่ถ้ามองว่าคนรวยได้ประโยชน์นั้นคนรวยส่วนมากมีบ้านหรือซื้อบ้านไปแล้วซ่ะส่วนใหญ่น๊า คงไม่เข้าข่ายได้โค๊วต้านี้ไปมากเท่าไหร แต่ก็ไม่ควรอยู่ดีครับ. q*031
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
kkk
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 27 ก.ย. 11, 10:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนจนมันก็หมดสิทธิ ตั้งแต่สมัยไหนอยู่แล้ว เพิ่งรู้เหรอ จ้าด

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คนอ่าน
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 27 ก.ย. 11, 17:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ภาษี แล้วคิดว่าจะกู้ซื้อบ้านได้เหรอ?

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นา
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 27 ก.ย. 11, 19:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธนาคารก็หากำไรจากประชาชนนั้นแหละ ขนาดะนาคารออมสินยังหากินกับครูทั่วประเทศเลย ให้กู้เงินชพค.ดอกเบี้ยพอกับธนาคารพานิชย์ทั้งหลาย สิ้นเดือนหักเงินเดือน สบายไม่ต้องกลัวหนี้สูญ ดอกก็แพง ใครบอกว่าช่วยลดหนี้ครู ถ้าไม่จำเป็นไม่เป็นหนี้ดีที่สุด

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  นโยบายบ้านหลังแรก สิทธิ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม