หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: วิสาขบูชาล้ำค่ายิ่ง ทั้งสามสิ่งเกิดตรงเป็นวิสัย  (อ่าน 154 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 16 พ.ค. 11, 11:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 


วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระบรมศาสดาประสูตร ตรัสรู้และปรินิพพานในวันเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่สามสิ่งนี้หล่ะค่ะ นัทจะขออนุญาตค่อยๆ นำเสนอ เป็นสามส่วน นะคะ

ประสูต

วิสาขมาส ..... ประสูติ

คราเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้า .... ครรไล
เสด็จจากพระครรภ์ไซร้ ...... เกริกก้อง
เจ็ดวันพระมารดาสิ้นชีพไป่ . อยู่ยั้ง หล้าแล
สู่ดุสิตแดนเทพซร้อง ........ เสกแต้มบรรลือ

คราเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้า .... ครรไล
เสด็จจากพระครรภ์ไซร้ ...... เกริกกล้า
พระมารดาบริหารครรภ์ได้ ... ครบทศ- มาสนอ
มิเคลื่อนมิหย่อนล้า .......... ถ้วนครบสิบเดือน

สตรียามคลอดบุตรไซร้ ...... นั่งนอน
กายอยู่บนบรรจถรณ์ ......... ทุกผู้
พระมารดามินั่งนอน .......... ยามประสูติ
อิริยาบทยืนอยู่ ............... นี่นี้ธรรมดา

ยามเมื่อพระโพธิสัตว์ ........ เสด็จลง
มวลเทพเทวาคง ............. รับร่าง
มนุษย์รับตามเทพทรง ....... พระกาย ไว้นา
นี่อีกข้อหนึ่งอ้าง .............. ยามพระประสูติกาล

ก่อนพระบาทสัมผัสพื้น ...... พสุธา
สี่เทพบุตรนำพา .............. เยื้องย่าง
นำพระโพธิสัตว์สู่มารดา ..... แทบบาท ท้าวนา
ทูลให้ยินดีสล้าง .............. ยิ่งแท้ปุญญา

ยามเสด็จจากครรภ์ .......... พระมารดา
สะอาดทั่วทั้งพระกายา ...... ยิ่งแท้
ปราศเสมหะ น้ำ โลหิตา ..... ผ่องแผ้ว
พระโพธิสัตว์สะอาดยิ่งแล้ ... เพริศพริ้งพระกาย

สองธารน้ำหลากจาก ........ เบื้องบน
ทั้งร้อน เย็น เพื่อระคน ...... พรมพร่าง
อุทกกิจเพื่อดล ............... โพธิสัตว์ เจ้านา
อีกทั้งพระผู้สร้าง ............. นี่นี้พระมารดา

ยามพระโพธิสัตว์เจ้า ......... ยืนประทับ
พระบาทเสมอมิสลับ ......... เรียบยิ่ง
เจ็ดก้าวย่างดังสดับ ........... ผินพักตร์ อุดรเฮย
เปล่งวาจามิเกรงกริ่ง .......... ชาตินี้สิ้นพลัน

หมื่นโลกธาตุสั่นสะเทื้อน .... สะเทือนไหว
ทุกหล้าโลกเปิดกว้างให้ ..... เห็นทั่ว
นรกจรดพรหมโลกไซร้ ....... สว่างยิ่ง
ล่วงเทวานุภาพกลั้ว ...........มหาสัตว์อุบัติดล

ประพันธ์โดย Hinghoi noi


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 16 พ.ค. 11, 11:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

[๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา
เสด็จออกอย่างง่ายดายทีเดียว ไม่เปรอะเปื้อนด้วยน้ำ
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยเสมหะ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยอสุจิ อย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
แก้วมณีอันบุคคลวางลงไว้ในผ้ากาสิกพัสตร์
แก้วมณีย่อมไม่ทำผ้ากาสิกพัสตร์ให้เปรอะเปื้อนเลย
ถึงแม้ผ้ากาสิกพัสตร์ก็ไม่ทำแก้วมณีให้เปรอะเปื้อน
เพราะเหตุไรจึงเป็นดังนั้น
เพราะสิ่งทั้งสองเป็นของบริสุทธิ์ แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา
เสด็จออกอย่างง่ายดายทีเดียว ไม่เปรอะเปื้อนด้วยน้ำ
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยเสมหะ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยอสุจิ อย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ

[๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา
ธารน้ำย่อมปรากฏจากอากาศสองธาร
เย็นธารหนึ่ง ร้อนธารหนึ่ง สำหรับกระทำอุทกกิจ
แก่พระโพธิสัตว์และพระมารดา
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ

[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
พระโพธิสัตว์ผู้ประสูติแล้วได้ครู่หนึ่ง
ประทับยืนด้วยพระบาททั้งสองอันสม่ำเสมอ
ผินพระพักตร์ทางด้านทิศอุด
เสด็จดำเนินไปเจ็ดก้าว
และเมื่อฝูงเทพดากั้นเศวตฉัตรตามเสด็จอยู่
ทรงเหลียวแลดูทั่วทุกทิศ เปล่งวาจาว่า
เราเป็นยอดของโลก เราเป็นใหญ่แห่งโลก
เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก
ความเกิดของเรานี้เป็นครั้งที่สุด
บัดนี้ความเกิดอีกมิได้มี ดังนี้
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ

[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
เมื่อใด พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา
เมื่อนั้น ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์
แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ
ย่อมปรากฏล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
ช่องว่างซึ่งอยู่ที่สุดโลกมิได้ถูกอะไรปกปิด ที่มืดมิดก็ดี
สถานที่ที่พระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านี้ซึ่งมีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมากปานนี้ส่องแสงไปไม่ถึงก็ดี
ในที่ทั้งสองชนิดนั้น แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ
ย่อมปรากฏล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
ถึงสัตว์ทั้งหลายที่เกิดในสถานที่เหล่านั้น
ก็จำกันและกันได้ ด้วยแสงสว่างนั้นว่า
พ่อเฮ้ย ได้ยินว่าถึงสัตว์พวกอื่นที่เกิดในนี้ก็มีอยู่
เหมือนกัน และหมื่นโลกธาตุนี้ ย่อมหวั่นไหว
สะเทื้อนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ
ย่อมปรากฏในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ ฯ


จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
ทีฆนิกาย มหาวรรค

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 16 พ.ค. 11, 11:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ธรรมอันเป็นธรรมดาในการประสูติของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์คือ

พระมารดาต้องทรงพระครรภ์ ๑๐ เดือน

พระมารดาทรงประทับยืนผิดกับสตรีทั่วไปที่นั่งหรือนอน

พระมารดาจะทรงพระชนม์ชีพได้เพียง ๗ วัน แล้วจะไปอุบัติเป็นเทพบุตรอยู่บนดุสิตสวรรค์

จะมีเทวดา นำข่ายมารองรับพระวรกายไม่ให้สัมผัสพื้น

มีน้ำทิพย์ชำระล้างพระวรกาย

จะทรงย่างพระบาทขวานำออกไปเจ็ดก้าว แล้วตรัสว่า "เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก ความเกิดของเรานี้เป็นครั้งที่สุด บัดนี้ความเกิดอีกมิได้มี "

จะเกิดแผ่นดินไหวสะเทือนกึกก้องทั่ว ปรากฎแสงสว่างอันไม่มีประมาณ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 16 พ.ค. 11, 13:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


ตรัสรู้

Hinghoi Noi
วิสาขมาส ... ตรัสรู้

พระโพธิสัตว์ จิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
น้อมจิตใหญ่ สู่บุพเพนิวาสาฯ
ระลึกชาติ ย้อนหลัง ที่ผ่านมา
คือวิชชา ในปฐมยาม ที่ได้ครอง

กาลเวลา ล่วงสู่ยาม มัชฌิมา
จุตูปปาฯ อุบัติไซร้ ในยามสอง
รู้กำเนิด สรรพสัตว์ ในครรลอง
ทั่วทั้งผอง ในปฐพี นี้ปัญญา

รู้จุติ รู้อุบัติ ที่ซัดส่าย
ที่หลากหลาย ตามวิบาก ที่ส่งหนา
บ้างงดงาม บ้างทราม ตามกรรมพา
ด้วยดวงตา เกินมนุษย์ ปุถุชน

กาลเวลา หมุนต่อไป มิได้หยุด
จิตพิสุทธิ์ บรรลุญาณ ตระการผล
อาสวักขยญาณ ญาณมงคล
หยุดดิ้นรน หยุดก่อ ชาติ ชรา

พระพุทธองค์ ทรงสิ้นแล้ว ซึ่งกิเลส
ตัวต้นเหตุ ก่อไฟ ในตัณหา
ทรงน้อมจิต เพ่งพิศ พิจารณา
จึงทรงพบ สี่สัจจา แก่นสัทธรรม

ในยามสาม ปัจฉิมยาม ตามติดติด
พระผู้พิชิต บรรลุแล้ว สุดทางสัมม์
พระสัมมาสัมโพธิญาณ ของทรงธรรม
ตระการล้ำ ในคืนเพ็ญ เดือนหกวาร


ขออานิสงส์ ท่านผู้อ่าน ที่ตามติด
ให้ดวงจิต ท่านผ่องแผ้ว แก้วสืบสาน
ธุลีที่ นัยนา อยู่ช้านาน
จงถูกผลาญ จางไป ในบัดดล

ขอให้ท่าน เจริญใน พระธัมมา
ขององค์พระ ศาสดา พาสู่ผล
กุสลา ธัมมา บันดาลดล
ให้กุศล พาท่านสู่ ลู่นิพพาน

*****************************
เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 16 พ.ค. 11, 13:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


Hinghoi Noi
วิสาขมาส ... เข้าสู่รูปฌานก่อนตรัสรู้

เมื่อร่างกาย สมบูรณ์ ไร้ทุกข์หม่น
กุศลดล สู่สงัด มิซัดส่าย
ลุปฐมฌาน ทุติยฌาน สราญกาย
ตติยฌาน ที่คลาย มวลความทุกข์

เข้าสู่ จตตุตถฌาน ฌานที่สี่
ละยินดี ละยินร้าย ทุกข์และสุข
สติบริสุทธิ์ ในฌาน ที่ปราศทุกข์
ปราศตัณหา ที่คลุก เคล้าในใจ

จิตบริสุทธ์ ผ่องแผ้ว ปราศกิเลส
ที่เป็นเหตุ ก่ออวิชชา พาอนุสัย
ที่นอนเนื่อง กำจัด ขจัดไป
เข้าสู่สาม ญาณใหญ่ ในต่อมา

*****************
เจริญในธรรมเจ้าค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 16 พ.ค. 11, 13:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ครั้นอาตมภาพบริโภคอาหารหยาบมีกำลังขึ้นแล้ว
ก็สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย

บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่.

บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขผู้ได้ฌานเกิดแต่สมาธิอยู่.

มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ตติยฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข.

บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 16 พ.ค. 11, 13:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


โลกุตรฌาณ ฌาณ ๔ เป็นไฉน?
[๗๒๑] ฌาน ๔ คือ
๑. ปฐมฌาน
๒. ทุติยฌาน
๓. ตติยฌาน
๔. จตุตถฌาน

[๗๒๒] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน
อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน
ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก
เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ
วิตก
วิจาร
ปีติ
สุข
เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

[๗๒๓] ทุติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน
อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าไปสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน
อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส
เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ
เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ
ปีติ
สุข
เอกัคคตาแห่งจิตมีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

[๗๒๔] ตติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน
อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ
เพราะคลายปีติได้อีกด้วยจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน
ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า
เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้
เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ
สุข
เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าตติยฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

[๗๒๕] จตุตถฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน
อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุจตุตถฌาน
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้
เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน
มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด
ฌานมีองค์ ๒ คือ
อุเบกขา
เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=8618&Z=8653

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒
วิภังคปกรณ์

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

การเจริญฌาณที่ทำตามวิธีการของพระพุทธเจ้านั้นเป็นทางตรง เข้าสู่มรรคผล ทางที่ทำตามผู้อื่นบอกสอนไม่ตรงกับพระไตรปิฎกโดยกล่าวกันว่าเป็นทางลัดนั้น ที่จริงเป็นทางหลง เพราะทางของพระพุทธเจ้าทำเดี๋ยวนี้ได้เดี๋ยวนี้ เจริญในธรรมทุกท่านค่ะ สาธุ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 17 พ.ค. 11, 06:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


ดับขันธปรินิพพาน

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"

หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน ๖ นั้น

ขั้นตอนการดับขันธ์ของพระบรมศาสดา


[๑๔๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเข้าปฐมฌานออกจากปฐมฌาน
แล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจาก
ตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสนัญจายตนะ ออกจากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ฯ

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าวถามท่านพระอนุรุทธะว่าพระผู้มีพระภาค
เสด็จปรินิพพานแล้วหรือ ท่านพระอนุรุทธะตอบว่าอานนท์ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคยังไม่เสด็จปรินิพพาน ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ฯ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรง
เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้วทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน

พระผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับ (แห่งการพิจารณาองค์จตุตถฌานนั้น) ฯ

[๑๔๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ
ปรินิพพาน ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เกิดความขนพองสยองเกล้าน่าพึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือขึ้น ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
ทีฆนิกาย มหาวรรค

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=10&item=144&items=2&preline=0

สาธุ ค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม