Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 9 10 11 12

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สอบเอ็นทรานซ์  (อ่าน 12022 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #450 เมื่อ: 8 ก.ย. 12, 11:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #451 เมื่อ: 8 ก.ย. 12, 11:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #452 เมื่อ: 8 ก.ย. 12, 11:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #453 เมื่อ: 8 ก.ย. 12, 11:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #454 เมื่อ: 14 ก.ย. 12, 01:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073q*029



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #455 เมื่อ: 14 ก.ย. 12, 02:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #456 เมื่อ: 16 ก.ย. 12, 01:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #457 เมื่อ: 17 ก.ย. 12, 18:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #458 เมื่อ: 17 ก.ย. 12, 18:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ก.ย. 12, 20:47 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #459 เมื่อ: 27 ก.ย. 12, 21:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #460 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 20:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #461 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 20:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #462 เมื่อ: 6 ต.ค. 12, 21:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #463 เมื่อ: 16 ต.ค. 12, 23:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

10 อันดับแรกของชาติที่เข้ามาเมืองไทยเยอะที่สุดครับ
Malaysia (2.47 million)
China (1.76 million)
Japan (1.12 million)
Russia (1,014,493)
South Korea (1,014,292)
India (916,787)
Laos (887,677)
Australia, (854,064)
Great Britain (844,221)
United States (684,073)

จาก thaivisa.com

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #464 เมื่อ: 3 พ.ย. 12, 03:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ฮา
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=704226&sid=38cd89aaf2f24657f7c8065cdebf6664

ตึกแปลก
http://travel.mthai.com/world-travel/3262.html

I belong to Jesus
http://image.ohozaa.com/i/9ef/mNxlbE.jpg

10 เมืองน่าเที่ยว
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=702310&sid=84911f8cdcdf9fd646668137cabba980

สุดยอดอาหารท้องถิ่น
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=701209&sid=4f7cf800ab0c6460cf328ab847cfdd4d

ฮา
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=701168

เจาะร่างกาย
http://iam.hunsa.com/bonushs/photo/22927/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%87

มหาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก
http://webboard.sanook.com/forum/?topic=3660526

เรื่องน่าอ่าน
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=697955&sid=e56202d6a4569a0e7bf134091336465f

5 อาหารหรู
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2612097

รถบ้าน
http://www.nooknanclub.net/thread-4272-1-1.html

ทฤษฎีโลกกลวง
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=697794&sid=377b13a526c107bef7a734deaaea51f5

เด็กไทยอ่านหนังสือ 6 เล่มต่อปี
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=697788&sid=377b13a526c107bef7a734deaaea51f5

ทางรถไฟสายหฤโหด
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=696806&sid=60a6762967b58acc3edaafa33a693f16

คอสเพลย์
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=696711&sid=6eb39d54b5d0a40b7297ae4560e0e7f2

หมาแพง
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=696012

4 สัตว์ใหญ่ที่สุดในโลก
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=696665&sid=480e8b8a8d92c58cea8844d73f18879f

เต็มนี่ก็ไปตั้งตัวเลย
http://www.picza.net/show.php?id=20121025xEdTFdvvvdvxO141228

หมอน
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=696089

โรงแรมผีสิงที่ดังที่สุดในโลก
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=697596

10 อันดับปลาที่น่ากลัวที่สุดในโลกำ
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=695144&sid=9dcd5b780268ceb9f8a6d198d2ce39bc

แบบยื่นคำร้องขอเปลี่ยนภรรยา
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=694914

ประวัติถุงยางอนามัย
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=693805&sid=b6500244e18e3428abbd786ea949b063

รายชื่อสถานที่ชื่อยาวที่สุด
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=693039&sid=353a5f7858f67384164572c140ebd6eb

15 เรื่องแปลกแต่จริง
http://www.bbberry.net/webboard/viewthread.php?tid=6953

น้องเวียงพิงค์
http://www.nooknanclub.net/thread-3847-1-1.html

ขำ ๆ
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=691477&sid=c0657317f50cd1cbef6747222c069893

เรื่องน่าอ่าน
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=572353

ภาษาวัยรุ่น
http://board.postjung.com/637492.html

คุกที่น่ากลัวที่สุด
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=690895&sid=975fbb9d8ea0bdfdecd7e0f92683ed9a

แด่คนใกล้สอบ
http://www.temppic.com/img?11-10-2012:1349897531_0.82568400.jpg

10 อันดับคุกยอดแย่ของโลก
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=685951&sid=67e0945d039bceb65df5f0daa5a457b5

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #465 เมื่อ: 3 พ.ย. 12, 04:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #466 เมื่อ: 5 ธ.ค. 12, 02:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
10 สุดยอดเมืองที่มีสาวงามในประเทศจีน


อันดับ 10 : กวงโจว ?? / กวางตุ้ง??


เค้าว่ากันว่าสาวกวางตงนั้น แข็งนอกนุ่มใน แม้ว่าหลายๆคนนั้นจะกล่าวว่ากวางตงไม่มีสาวสวยหรอกนะ! แต่ถึงอย่างนั้นจีนก็คือจีน มีอยู่แล้วแหละ


อันดับ 9 : ฮ่องกง ??


ว่ากันว่าสาวที่นี้นั้นเป็นจำพวกชอบแต่งตัวหรูๆ ให้ดูดีนะ และสาวๆ ที่นี้แหละ ที่จะงามเพราะพวกเสื้อผ้าแบรนด์เนม และน่าจะเรียกว่าเป็นเมืองที่สาวชอบบุกเบิกเรื่องแฟชั่นนั้นแหละ


อันดับ 8 : เป่ยจิง หรือ ปักกิ่ง / สาวนครหลวงทางเหนือ [??]


เดิมทีปักกิ่งก็เป็นเมืองหลวงมา 200-300 ปีแล้ว ดังนั้นว่ากันว่าสาวปักกิ่งนั้นเป็นสาวงามระดับผู้ดีเก่าในฉบับเมืองจีนอ่ะนะ มีทั้งแบบฉลาด กล้าหาญ มีศักยภาพสูงมาก และภาษานั้นก็ฟังยาก บางทีใช้ภาษาศัพท์สูงที่ผิดแปลกชาวบ้านอีก ดังนั้นเป่ยจิงจึงอยู่อันดับ 8


อันดับ 7 : ซ่างไห่ หรือ เซี่ยงไฮ้ [??]


ว่ากันว่าสาวเซี่ยงไฮ้นั้นมักจะคิดว่าตัวเองสุดยอดหญิงในบรรดาเมืองจีน เพราะว่าชอบนำเทรนเรื่องแฟชั่น ไม่ว่าจะเครื่องแต่งกาย,นํ้าหอม หรือ เครื่องสำอางชั้นนำนางแบบเซี่ยงไฮ้ที่ถ่ายลงนิตยสารในเซี่ยงไฮ้นั้นงามจริงๆ น๊า


อันดับ 6 : สาวนานจิง หรือ นานกิง / สาวนครหลวงทางใต้ [??]


ว่ากันว่าสาวนานจิงนั้นไม่ต่างจากสาวปักกิ่งเท่าไหร่ แต่จะต่างแค่ว่าสาวนานจิงจะเป็นสาวบอบบาง, ละเอียดอ่อน, และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดในเมืองจุงกั๊ว ใส่เสื้อธรรมดาไม่หรูหรามาก และภาษาที่ใช้ดูง่ายกว่าของปักกิ่งเยอะ!


อันดับ 5 : ฉางซา ?? / ฮูหนาน ??


ว่ากันว่าสาวชางซานั้นเป็นประเภทสวยงามแบบละมุนละไมเลยนะ และก็มีร่างกายเหมือนสาวทางเหนือของจีนและใบหน้าของสาวทางใต้


อันดับ 4 : สาวซูโจวและหังโจว ????? / เจียงซู และ เจ้อเจียง ?????


2 มณฑลนี้ในอดีตนั้นกล่าวว่าเป็นดินแดนที่เชื่อมกับสวรรค์และโลกมนุษย์ ดังนั้นสาวเมืองนี้ไม่มนุษย์ก็นางฟ้าอ่ะ กิริยาวาจานั้นน่ารักและก็อ่อนน้อมถ่อมตนอันดับ 4 ไม่น่าเกลียดไปสำหรับซูหังแน่นอน


อันดับ 3 : เฉิงตู ?? / เสฉวน ??


ในมณฑลเสฉวนนั้นเป็น 1 ในสุดยอดของสาวงามที่คนทั้งโลกต้องมาชมให้ได้ สาวที่นี้มีจุดเด่นที่ตานะ ว่ากันว่าสาวงามเมืองเฉิงตูนั้นไม่สูงเท่าไหร่นะแต่ชอบเรื่องโรแมนซ์ๆ


อันดับ 2 : จุงกิง หรือ ฉงชิ่ง [??]


สาวที่ฉงชิ่งนั้นเป็นสาวที่อบอุ่นเหมือนไฟนะ และการันตีได้ 95% เลยว่าสาวจากฉงชิ่งนั้นงามที่สุดในแดนตะวันตกของจีน จุดเด่นขาใหญ่ เอวเพรียว และแน่นอนว่าความสวยงาม



อันดับ 1 : ต้าเหลียน ?? / เหลียวหนิง ??


สุดยอดสาวงามอันดับ 1 อันนี้ทำอึ้งเหมือนกันนะ เพราะปกติคิดว่าต้องฉงชิ่งแต่กลับเป็นต้าเหลียนซะงั้น ว่ากันว่าสาวงามต้าเหลียนนั้นมีผิวที่ผ่องและตัวสูง กล้าหาญ อีกด้วย


ข้อมูล : Cr: chinahush

ขอบคุณที่มา : http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=726290
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #467 เมื่อ: 17 ธ.ค. 12, 06:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ธ.ค. 12, 06:50 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #468 เมื่อ: 11 มี.ค. 13, 23:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แท้งก์น้ำใหญ่, ตู้เสื้อผ้่าขนาดใหญ่ (3), ราวตากผ้าขนาดใหญ่แบบมีล้อ, ราวผึ่งผ้าเช็ดตัว, กาละมังพลาสติกใหญ่ (2), กาละมังพลาสติกกลาง (2), กาละมังพลาสติกเล็ก (2), ขันน้ำพลาสติก (3), กระบวยตักน้ำพลาสติก (2), ถังขยะพลาสติกใหญ่ (1), ถังขยะพลาสติกกลาง (2), ถังขยะพลาสติกเล็ก (3), ไม้กวาด (2), ไม้กวาดใบไม้, ที่โกยผง (2), ที่โกยใบไม้, ไม้ถูพื้น, ไม้ขัดส้วม, แปรงถูพื้น, ถังน้ำพลาสติกใหญ่ (2), ถังน้ำพลาสติกเล็ก (2), ตู้ใส่รองเท้าใหญ่ (2), ที่วางรองเท้าใหญ่, ราวแขวนเสื้อผ้าใหญ่, ตะกร้าผ้าใหญ่ (3), สก็อตไบรท์ (เยอะ), แปรงถูผ้า (2), ผ้าเช็ดตัวใหญ่ (10), ผ้าห่มแพร (4), ผ้าห่มนวม (2), โต๊ะรีดผ้าแบบนั่ง, ชุดโต๊ะเครื่องแป้งใหญ่, โต๊ะญี่ปุ่นใหญ่, เบาะรองนั่ง (4), ตู้โชว์ตุ๊กตาใหญ่, ชั้นวางจานชาม, ผ้าปูที่นอนขนาดกลาง (3), ที่นอนปิ๊กนิคใหญ่ (2), ที่นอนปิ๊กนิคเล็ก (3), ตะกร้าใส่อุปกรณ์อาบน้ำ (2), กล่องใส่สบู่ (3), กล่องพลาสติกใหญ่มีล้อ (2), ตู้ลิ้นชักพลาสติกใหญ่ (2), ชั้นวางเครื่องครัว, โต๊ะวางเตา, ตู้กับข้าวใหญ่, ฝาชี, ชุดโซฟาเล็ก, ทัพพี (3), ตะหลิว (2), จานใหญ่ (2 โหล), ชามใหญ่ (2 โหล), ชุดช้อนส้อม (3 โหล), เขียงใหญ่, ตะเกียบ (1 โหล), ชุดมีดทำครัวใหญ่, ที่เปิดกระป๋อง, ถ้วยเล็ก (1 โหล), ชุดโต๊ะคอมพิวเตอร์, ร่ม (3), ชั้นวาง TV-เครื่องเล่น DVD, ตู้ใส่ VCD-DVD, หมอน (4), หมอนข้าง, ตู้หนังสือใหญ่, ชั้นวางของ, ถาดใหญ่ (2), ชามข้าวหมา (4), อ่างใส่น้ำหมา, ลิ้นชักเก็บช้อนส้อม, ถังมีฝาปิดใหญ่ (2), กะทะ (2), หม้อใหญ่ (3), หม้อกลาง (3), หม้อเล็ก (2) ขวดน้ำพลาสติก (1 โหล), ซึ้งนึ่งอาหาร, กระชอน, กล่องพลาสติกใส่อาหาร (1 โหล), โต๊ะวางเครื่องใ้ช้ไฟฟ้าในครัว, ขวดโหลพลาสติกใหญ่ (2), ขวดโหลพลาสติกเล็ก (5), พรมเช็ดเท้า (4), ชั้นวางอุปกรณ์ซักผ้า-ล้างจาน, ตู้ยาใหญ่, รางปลั๊กไฟใหญ่ (5), แก้วใสมีหูจับ (1 โหล), แก้วเซรามิคมีหูจับ (1 โหล), กระบอกน้ำพลาสติก (1 โหล), ปลอกคอหมาพร้อมสายจูง (3), ที่ใส่หวี, ตู้ลิ้นชักพลาสติกใส่ยาทาเล็บ, ผ้ากันเปื้อน (2), ผ้าเช็ดมือ (2), ผ้าเช็ดจาน (2), ตะกร้อครอบปากหมา, ที่ตากชุดชั้นในใหญ่, เสื่อปิ๊กนิก (5), ถุงขยะคละขนาด (เยอะ), เก้าอี้นั่งซักผ้า (2), เก้าอี้พลาสติก (2), อ่างล้างจาน, กระสอบพลาสติกมีซิป (10), เตียงผ้าใบ, ครก+สาก, กระติกน้ำแข็งใหญ่, เสื้อกันฝนใหญ่ (2), ถังดับเพลิง 1 ถัง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 ส.ค. 13, 14:08 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #469 เมื่อ: 11 มี.ค. 13, 23:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตู้เย็นขนาดใหญ่, เตาไฟฟ้า, พัดลม 16" (3), พัดลมตั้งพื้น, หม้อหุงข้าวไฟฟ้าใหญ่, กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า, ชุดคอมพิวเตอร์ PC, คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค, เครื่องพริ้นเตอร์, เคาไมโครเวฟ, เตาอบ, กะทะไฟฟ้า, หม้อสุกี้ไฟฟ้า, เครื่องตีแป้ง, โทรทัศน์สี 21", เครื่องเล่น CD-VCD-DVD, เตาีรีดแห้ง, เตารีดไอน้ำ, เครื่องกรองน้ำ, กระบอกไฟฉายใหญ่, เครื่องซักผ้า 10 ก.ก., เตาแก๊ส 4 หัวเตา, ตู้ทำน้ำเย็นพร้อมแกลลอน, เครื่องปั่นน้ำผลไม้, กล้องดิจิตอลพร้อมเมมโมรี่การ์ด, เครื่องแสกนรูปภาพ, สมาร์ทโฟน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 ก.ค. 13, 21:27 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #470 เมื่อ: 22 มี.ค. 13, 21:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*062






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #471 เมื่อ: 22 มี.ค. 13, 21:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*062



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #472 เมื่อ: 31 มี.ค. 13, 00:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผงซักฟอกแอ๊ทแทคซักเครื่องขนาด 2,000 กรัม 1 ถุง, น้ำยาปรับผ้านุ่มขวดใหญ่ 2 ขวด, น้ำยาซักผ้าขาว 1 ขวด, แชมพูซันซิลสีชมพูขวดใหญ่ 1 ขวด, ครีมนวดผมโดฟสีน้ำตาลขวดใหญ่ 2 ขวด, สบู่อนามัยแพ็ค 4 ก้อน คละกลิ่น 4 แพ็ค, แป้งเด็กเบบี้มายด์สีม่วงขวดใหญ่ 1 ขวด, ยาสีฟันซอลท์หลอดใหญ่ 2 หลอด, น้ำยาล้างห้องน้ำมาจิกคลีนขวดใหญ่ 4 ขวด, น้ำยาล้างห้องน้ำวิมขวดใหญ่ 1 ขวด, น้ำยาถูพื้นขวดใหญ่ 1 ขวด, สบู่หมาชนิดบำรุงผิว 4 ก้อน, ก้อนดับกลิ่นในห้องน้ำ 2 ก้อน, เอ็นเด็กซ์ 4000 หนึ่งกล่อง, ยากันยุงชนิดขดกลิ่นหอม 4 กล่อง, น้ำยาเช็ดกระจกขวดใหญ่ 2 ขวด, น้ำยาล้างจาน 1 แกลลอน, สเปรย์ฉีดผ้าเรียบ 2 ขวด, กระดูกเทียมสำหรับหมาแทะเล่น ท่อนเล็ก 24 ท่อน, แผ่นหนังสำหรับหมาแทะเล่น เยอะ, น้ำยาเช็ดหูหมา 1 ขวด, ผ้าอนามัยโซฟีหรือลอริเอะแบบสลิมมีปีกแพ็ค 16 แผ่น 1 แพ็ค, ผ้าอนามัยโซฟีหรือลอริเอะยาว 29-32 ซ.ม. แพ็ค 4 แผ่น 1 แพ็ค, แผ่นอนามัยโซฟีชนิดมีน้ำหอมแพ๊ค 52 แผ่น 1 แพ็ค, สำลีแผ่นห่อใหญ่ 1 ห่อ, สำลีก้านแพ็คใหญ่ 1 แพ็ค, น้ำมันงาดำเซ็ทผมขวดเล็ก 1 ขวด, กระดาษทิชชู่ 36 ม้วน, อาหารเสริม โรสแม่รี่ โรสอ๊อกซ์ ของ เฮอร์บาไลฟ์ 2 กระปุก, ครีมกันแดด KA 1 ขวด, ครีมสมูทอีโกลด์ 1 หลอด, ครีม Veet 1 หลอด, แป้งพัฟทาหน้าแบบรีฟิล C1 Extra Cover (Extra Rich) ของ BSC Cosmetic 1 ตลับ, ลิปมันเปลี่ยนสีได้ 1 แท่ง, ดินสอเีขียนคิ้วสีดำ 1 แท่ง, ยาล้างเล็บ 1 ขวด, โลชั่นบำรุงผิวแบบกันแดดขวดใหญ่ 1 ขวด, โรลออนยี่ห้อวีไวท์สีชมพู 1 ขวด, ทรอสโคโลญจน์สีน้ำตาลขวดใหญ่ 1 ขวด, ยาระบายมิลค์ออฟแม๊กนีเซียของวิทยาศรม หรือของMM 12 ขวด, สบู่ออยลาตุ้มก้อนเล็ก 1 ก้อน, ยาพ่นจมูกนาซ่อล 1 ขวด, ไฟแช็ค 2 อัน, ถุงก๊อปแก๊ปเล็ก เยอะ, แปรงสีฟัน 2 ด้าม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ก.ค. 13, 22:56 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #473 เมื่อ: 31 มี.ค. 13, 01:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้าวหอมมะลิกล้อง 4 ถัง, ข้าวเหนียว 5 กิโล, ไข่ไก่เบอร์ศูนย์ 120 ฟอง (อาทิตย์ละ 30 ฟอง), น้ำมันปาล์มขวดใหญ่ 10 ขวด, น้ำมันหอยขวดใหญ่ 4 ขวด, น้ำปลาแท้ขวดใหญ่ 1 ขวด, ซีอิ๊วขาวขวดใหญ่ 1 ขวด, ซอสถั่วเหลืองขวดใหญ่ 4 ขวด, ซอสมะเขือเทศขวดใหญ่ 2 ขวด, เต้าเจี้ยวสูตร 1 ขวดใหญ่, ซอสพริกขวดใหญ่ 2 ขวด, ซีอิ๊วดำหวานขวดใหญ่ 1 ขวด, น้ำจิ้มอาหารทะเลขวดใหญ่ 1 ขวด, น้ำจิ้มไก่ขวดใหญ่ 1 ขวด, น้ำพริกเผาเผ็ดมากตราพันท้ายกระปุกใหญ่ 1 กระปุก, น้ำส้มสายชูขวดใหญ่ 1 ขวด, น้ำมะนาวปรุงอาหารขวดใหญ่ 1 ขวด, แป้งทอดกรอบรสเผ็ดร้อนถุงใหญ่ 1 ถุง, ผงปรุงรสไก่ยี่ห้อรสดีห่อใหญ่ 3 ห่อ, ผงปรุงรสต้มยำยี่ห้อรสดี 4 ห่อ, ผงพะโล้ยี่ห้อโลโบ้ 1 ห่อ, เกลือป่นถุงกลาง 1 ห่อ, น้ำตาลทราย 2 ถุง, มายองเนสโลว์แฟทกระปุกใหญ่ 1 กระปุก, มัสตาร์ดกระปุกใหญ่ 1 กระปุก, ถั่วเขียวเต็มเม็ด 1 ก.ก. 1 ถุง, ถั่งเหลืองเต็มเม็ด 1 ก.ก. 1 ถุง, ถั่วแดงหลวง 1 ก.ก. 1 ถุง, ถั่วดำ 1 ก.ก. 1 ถุง, ถั่วลันเตากระป๋อง 2 กระป๋อง, ข้าวโพดกระป๋องชนิดหวาน 2 กระป๋อง, ปลาซาร์ดีนหรือแม๊คเคอเรลกระป๋อง 2 โหล, ปลาซาร์ดีนหรือแม๊คเคอเรลต้มยำกระป๋อง 2 โหล, ปลาทูน่าในน้ำเกลือหรือน้ำแร่กระป๋อง 2 โหล, ลาบกระป๋องตราปลายิ้ม 2 โหล, ปลาจิ้งจ่างทอดกรอบถุงใหญ่ 4 ถุง, ปลาจิ้งจ่างทอดกรอบปรุงรสถุงใหญ่ 4 ถุง, โอเลี้ยง 8 ขวด, เป็ปซี่แม๊กซ์หรือโค๊กซีโร่ขวดใหญ่ 1 โหล, ชามะนาวเนสทีแบบซอง 1 ถุึงใหญ่, เจเล่ไลท์คละรสเว้นรสส้ม 6 แพ๊ค, ลูกอมเมนทอสถุงใหญ่คละรสเว้นรสมินท์ 1 โหล, ขนมปังกรอบไส้สัปปะรดปี๊ปใหญ่ 3 ปี๊ป, ยำยำจัมโบ้รสหมูแพ็คใหญ่ 3 แพ็ค, ยำยำจัมโบ้รสต้มยำกุ้งน้ำข้นแพ็คใหญ่ 2 แพ็ค, ไวไวปรุงสำเร็จแพ็คใหญ่ 2 แพ็ค, อาหารสุนัขแบบเม็ดยี่ห้อแฮปปี้บาท 30 ก.ก., อาหารสุนัขแบบกระป๋องยี่ห้อบิ๊กซีหรือแฮปปี้บาท 16 กระป๋อง, นมรสจืดกล่อง 220 ม.ล. 3 โหล, ชีสแ่ผ่นยี่ห้อ Kraft แพ็ค 12 แผ่น 3 แพ็ค, เนสกาแฟขวดใหญ่ 2 ขวด, ครีมเทียมขวดใหญ่ 1 ขวด, คนอร์ก้อนรสเห็ดหอมกล่องใหญ่ 1 กล่อง, สาหร่ายอบแห้งห่อใหญ่ 4 ห่อ, วุ้นเส้นห่อใหญ่ 2 โหล, น้ำแกงรอยไทยทุกรสอย่างละ 4 กล่องใหญ่ (อาทิตย์ละ 1 กล่อง), พริกไทยขวด 1 โหล, ไอศครีมเนสเล่หรือวอลล์ รส กาแฟ-ช็อคโกแลต-ช็อคโกแลตชิพ-รวมมิตร รวม 16 กล่องใหญ่ (อาทิตย์ละ 4 กล่อง), น้ำหวานเฮลบลูบอยส์ขวดใหญ่ กลิ่นสละ กลิ่นครีมโซดา กลิ่นมะลิ คละกัน 4 ขวด, โซดา 2 โหล, พริกไทยป่น 10 ขวด, ขนมปังแซนวิชแถวใหญ่ 8 แถว (อาทิตย์ละ 2 แถว), ไส้กรอกไก่ท่อนเล็กถุง 1 ก.ก. 8 ถุง (อาทิตย์ละ 2 ถุง), ไส้กรอกหมูท่อนเล็กถุง 1 ก.ก. 8 ถุง (อาทิตย์ละ 2 ถุง), ลูกชิ้นเอ็นไก่ถุง 1 ก.ก. 8 ถุง (อาทิตย์ละ 2 ถุง), ลูกชิ้นไก่ถุง 1 ก.ก. 8 ถุง (อาทิตย์ละ 2 ถุง), ลูกชิ้นเอ็นเนื้อวัวถุง 1 ก.ก. 8 ถุง (อาิทิตย์ละ 2 ถุง), ลูกชิ้นเนื้อวัวถุง 1 ก.ก. 8 ถุง (อาทิตย์ละ 2 ถุง), ลูกชิ้นเอ็นเนื้อหมูถุง 1 ก.ก. 8 ถุง (อาทิตย์ละ 2 ถุง), ลูกชิ้นปลา 1 ก.ก. 4 ถุง (อาทิตย์ละ 1 ถุง), เนื้อไก่บด 8 ก.ก. (อาทิตย์ละ 2 ก.ก.), เนื้อหมูบด 8 ก.ก. (อาทิตย์ละ 2 ก.ก.), หมูสามชั้น 8 ก.ก. (อาทิตย์ละ 2 ก.ก.), ซี่โครงหมู 12 ก.ก. (อาทิตย์ละ 3 ก.ก.), น่องไก่ติดตะโพกหรืออกไก่ 24 ก.ก. (อาทิตย์ละ 6 ก.ก.), มะเืขือเทศท้อ 4 ก.ก. (อาทิตย์ละ 1 ก.ก.), เห็ดเข็มทองแพ็คใหญ่ 24 ห่อ (อาทิตย์ละ 6 ห่อ), ผักกาดขาว 4 ก.ก. (อาทิตย์ละ 1 ก.ก.), ใบกระเพรา 2 ก.ก. (ครึ่ง ก.ก. ต่อ 1 อาทิตย์), เห็ดหูหนู 1 ก.ก. (ครึง ก.ก. ต่อ 2 อาทิตย์), ใบโหระพา 2 ก.ก. (ครึ่ง ก.ก. ต่อ 1 อาทิตย์), ผักบุ้ง 8 ก.ก. (อาทิตย์ละ 2 ก.ก.), มะเขือเปราะ 2 ก.ก. (อาทิตย์ละครึ่ง ก.ก.), มันฝรั่ง 2 ก.ก. (อาทิตย์ละครึ่ง ก.ก.), หอมใหญ่ 4 ก.ก. (อาทิตย์ละ 1 ก.ก.), กระเทียมสับ 1 ก.ก., พริกป่นละเอียดห่อใหญ่ 1 ห่อ, พริกขี้หนูสวน 2 ก.ก. (อาทิตย์ละครึ่ง ก.ก.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 ก.ค. 13, 01:05 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #474 เมื่อ: 5 เม.ย. 13, 06:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*062



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #475 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 08:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ปรสิตควบคุมสมอง























































ที่มา : http://animals.spokedark.tv/2013/05/23/brain-control/#.UZ_E4KKjfQS
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 พ.ค. 13, 08:35 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #476 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 00:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 











noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #477 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 00:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 











noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Kathi
เรทกระทู้
« ตอบ #478 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 02:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

At last, sonmoee who comes to the heart of it all

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #479 เมื่อ: 4 ก.ค. 13, 00:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

8 ตำนานขนมหวานยอดนิยมของโลก


ทีรามิสุ TIRAMISU


เค้กอิตาเลียนยอดนิยมที่ร้านอาหารฝรั่งไหนๆ ก็ทำขาย

ชื่อทีรามิสุนั้น แปลว่า Pick-me-up หรือ 'ปลุกทีเถอะ' ทั้งนี้ก็เพราะตามตำรับ ทีรามิสุจะต้องมีชั้นเค้กชุ่มน้ำกาแฟเอสเพรสโซเป็นองค์ประกอบหลัก ประพรมเสียให้ดีด้วยเหล้ารัม จากนั้นจึงละเลงความหอมมันของครีมมาสคาโปนซ้ำลงไปอีกที และตัดรสด้วยผงโกโก้โรยหน้าพอขมๆ คนกินแล้วก็เลยกระปรี้กระเปร่ากันเป็นการใหญ่ เพราะได้เนยได้น้ำตาลเข้าไปเต็มที่ และมีกาเฟอีนชูโรง

ต้นกำเนิดของทีรามิสุนั้นไม่แน่ชัด รู้แต่ว่าไม่เก่าแก่มากนัก คือเริ่มมีเมื่อเพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะครีมมาสคาโปนนั้น ต้องทำจากชีสกับไข่ขาวดิบ ถ้าไม่มีตู้เย็นเสียอย่างแล้ว ก็ทำทีรามิสุกินได้ยาก ส่วนผสมจะบูดก่อน

อย่างไรก็ดี มีตำนานกำเนิดทีรามิสุที่แม้คนจะรู้ว่าไม่จริง ก็ยังเล่าต่อๆ กันมา ตำนานนี้บอกว่า ทีรามิสุนั้นคิดค้นขึ้นทีแรกใน Casa Chiuso ซึ่งแปลว่า 'บ้านอันอื้อฉาว' หรือพูดตรงๆ ก็คือ ซ่องอิตาลี

นัยว่าผู้ใช้บริการหรือผู้ให้บริการในบ้านที่ว่านี้ พอทำการต่างๆ เรียบร้อย ก็ต้องเรียกหาทีรามิสุกันทั้งนั้น เพื่อจะปลุกตัวเองให้มีเรี่ยวมีแรงทำธุระ ไม่ต้องหลับต้องนอนกันต่อไป





มิลล์เฟย MILLE-FEUILLE


ขนมหวานมากชั้นเชิงของฝรั่งเศส

ด้วยเหตุที่ขนมนี้มีลักษณะเป็นแป้งเพสตรี้วางซ้อนสลับกับวิปครีมหรือแยมเป็นชั้นๆ ก่อนจะแต่งหน้าให้ลายพร้อยด้วยน้ำตาลไอซิ่งและเส้นช็อกโกแลต มันจึงได้ชื่อว่ามิลล์เฟย อันแปลว่าขนมพันแผ่น ตามจำนวนชั้นของแป้ง หรือถ้าอยู่เมืองไทยก็ต้องเรียกว่าขนมชั้น

ขนมนี้บางทีอเมริกันก็เรียกว่า 'นโปเลียน' ซึ่งมีที่มาหลายตำนาน บ้างก็ว่าเป็นเพราะขนมนี้ใช้ขึ้นโต๊ะรับรองจักรพรรดินโปเลียนคราวเยือนเดนมาร์ก บ้างก็ว่านี่เป็นชื่อซึ่งกร่อนเสียงมาจากคำว่าเนโปลิแตน อันหมายถึงขนมของชาวเนเปิลส์ซึ่งนิยมกินแป้งชั้นเช่นกัน บางทีก็อ้างกันถึงขนาดที่ว่าลายเส้นช็อกโกแลตบนหน้าไอซิ่งอันขาวโพลนนั้น ดูเหมือนตัว N เลยมีชื่อว่านโปเลียน

แต่จะเป็นตำนานไหนก็ตาม ปรากฏว่าชาวฝรั่งเศสไม่เรียกด้วยทั้งนั้น ซึ่งว่ากันว่าเป็นเพราะมิลล์เฟยเป็นขนมที่นโปเลียนกินแล้วกินอีกในคืนก่อนศึกวอเตอร์ลู จนทำให้ฝรั่งเศสแพ้หมดสารรูป

อย่างไรก็ดี นอกจากเป็นขนมหวานแล้ว ปัจจุบันนโปเลียนยังหมายถึงของคาวใดๆ ที่มีลักษณะเป็นแผ่นซ้อนๆกัน เช่นแผ่นแป้งหรือแผ่นหัวเผือกหัวมันฝานบางเฉียบ โดยจะสลับกับเนื้อผัก หรือชีสก็ได้





โมจิ MOCHI


ขนมแป้งสอดไส้ถั่วของญี่ปุ่นที่โด่งดังจนคนนครสวรรค์เอามาใช้เรียกเป็นชื่อขนมเปี๊ยะ

ความจริงถ้ากล่าวโดยเคร่งครัด โมจิไม่ใช่ชื่อขนมหวานอย่างเดียว เป็นเพียงแต่คำเรียกกว้างๆสำหรับข้าวเหนียวนึ่งที่เอามาตีจนเป็นเนื้อเดียว และปั้นขึ้นรูปเท่านั้น ส่วนใครจะเอาแป้งโมจิไปทำเป็นของคาวของหวานอะไรต่อไปก็สุดแท้แต่ ซึ่งมีได้ตั้งแต่ซุปใส (โซนิ) ขนมสอดไส้ (ไดฟุกุ) หรือแม้กระทั่งไอศกรีม

ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศวัฒนธรรมข้าว เมื่อถึงเวลาขึ้นปีใหม่ คนญี่ปุ่นจึงถือกันว่าต้องกินโมจิเป็นอาหารมื้อแรกเอาฤกษ์ โดยจะทำโมจิกันอย่างเป็นพิธีรีตอง เรียกว่า 'โมชิทสุกิ' กล่าวคือใช้คนสองคน ให้คนหนึ่งตำสากไม้ อีกคนคอยหยอดหรือกลับข้าวเหนียวนึ่งในครก สลับกันไปจนกว่าจะได้ที่ โดยคนอื่นๆในบ้านก็ช่วยกันแห่บอกจังหวะ ไม่ให้ไม้ลงไปนวดมือแทนข้าวเหนียว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการนวดโมจิก็คือตัวโมจิเอง เพราะด้วยความที่เนื้อโมจินั้นเหนียวหนืดมาก จึงปรากฏว่าในวันขึ้นปีใหม่นั้นมักจะมีคนตายเพราะโมจิติดคอกันหลายคนทุกๆ ปี ถึงขนาดเป็นธรรมเนียมว่า บรรดาหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นจะลงสถิติคนตายเพราะโมจิช่วงปีใหม่ อย่างเดียวกับที่บ้านเรารายงานอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์

ว่ากันว่าแม้กระทั่ง 'Heimlich Maneuver' อันเป็นชื่อเทคนิคการกดลิ้นปี่ เพื่อดันลมจากปอดมาไล่สิ่งของที่ติดหลอดลมเพื่อปฐมพยาบาลผู้ป่วยนั้น พอเจอโมจิชิ้นโตๆเข้าก็หมดท่าเหมือนกัน





บราวนี BROWNIE


ลูกผสมระหว่างเค้กและคุกกี้แน่นเนื้อช็อกโกแลตตามตำรับอเมริกันแท้ๆ

เช่นเดียวกับขนมกินดีอื่นๆ ต้นกำเนิดของบราวนีนั้นไม่แน่ชัด ตำราหนึ่งว่าเชฟที่โรงแรมหรูเก่าแก่ของเมืองชิคาโกคิดค้นเค้กนี้ขึ้นมาสำหรับเป็นของหวานชิ้นย่อมๆ พอใส่กล่องข้าวให้บรรดาหญิงสาวที่มาเที่ยวงานชิคาโก เวิลด์ แฟร์ (ค.ศ.1893) กินได้ถนัดๆ ไม่ล้นมือล้นปากมากนักเหมือนเค้ก

แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครยืนยันได้ เพราะบราวนีนั้นเป็นของทำง่าย ผู้รู้บอกว่าโดยสาระแล้ว บราวนีก็คือเค้กช็อกโกแลต แป้ง น้ำตาล เนย ไข่ ไหนๆก็ทำได้ โดยผู้รู้บอกอีกว่าคนที่เอาผงฟูใส่บราวนี ไม่ช้าก็จะเอาผงฟูใส่มันบด

อย่างไรก็ดี สูตรบราวนีในยุคแรกๆนั้นมักจะใส่ช็อกโกแลตแต่น้อย เพราะยังเป็นสมัยที่ช็อกโกแลตยังเป็นของใหม่ และมีราคาแพง แต่ยิ่งนานไปส่วนของช็อกโกลแลตก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยังไม่นับของทรงเครื่องอันเป็นสปริวาราริอีกหลายอย่าง เช่น วอลนัท พีแคน มาร์เมลโล เนยถั่ว ครีมชีส หรือผิวสัม

ทั้งนี้ ชื่อบราวนีก็มาจากสีน้ำตาลเข้มของเนื้อเค้กนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีขนมที่เรียกว่า 'Blondie' อันเป็นขนมลูกพี่ลูกน้องที่มีกรรมวิธีทำคล้ายๆบราวนี เพียงแต่ใช้น้ำตาลทรายแดงให้สีและรสแทนช็อกโกแลต

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #480 เมื่อ: 4 ก.ค. 13, 00:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แพนนา คอตตา PANNA COTTA


พุดดิ้งรสชาติละมุนละไมลิ้นของอิตาลี

ชื่อแพนนา คอตตานั้น มีความหมายว่า 'ครีมปรุงสุก/Cooked Cream' แต่ถ้าวินิจฉัยวิธีทำแล้วก็จะรู้ว่าแพนนา คอตตาดีๆนั้น จะปรุงรสน้อยที่สุด และก็สุกแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น

กล่าวคือ ครีมดีจะถูกนำมาอุ่นนิดๆรวมกับนม คนเมล็ดวานิลลาเข้าไปพอเสริมกลิ่น เติมน้ำตาลเล็กน้อย จากนั้นเพียงใส่เจลาติน ก็เป็นอันเสร็จ เอาใส่ถ้วยเข้าตู้เย็น พออยู่ตัวแล้วก็คว่ำลงจาน เสิร์ฟได้ เรียกว่าในกระบวนขนมหวานอิตาเลียนทั้งมวลนั้น อะไรจะทำง่ายเท่าแพนนา คอตตานั้น หาได้ยาก

อย่างไรก็ดี หัวใจของแพนนา คอตตานั้น ขึ้นอยู่กับครีม ซึ่งเป็นรสประธาน จะอร่อยไม่อร่อยหรือเนื้อขนมจะละเมียดแค่ไหนก็จตัดกันตรงนี้เอง ถ้าจะให้ดี ตำราว่าต้องใช้ครีมที่ยังไม่พาสเจอไรซ์ โดยบอกอีกว่า ถ้าคิดจะใช้ครีม UHT นั้น ให้เลิกทำเสียดีกว่า

กำเนิดของแพนนา คอตตานั้นไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานกันว่าขนมนี้มาจากถิ่นพีมอนต์ หรือทางตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งกินครีมกันมาก โดยถ้าตามสูตรดั้งเดิ เขาจะกินแพนนา คอตตากันโล้นๆ ไม่เติมผลไม้หรือเครื่องอื่นๆ หรืออย่างมากก็เพียงแต่เหยาะเหล้านิดๆพอได้กลิ่นเย็นหัวอกเท่านั้น





เครม บรูเล CRME BRULEE


ถ้าเปรียบเสน่ห์ของแพนนา คอตตา เป็นดั่งละอ่อนจากเมืองเหนือของอิตาลี เครม บรูเลก็คือสาวปารีเซียนซึ่งรัญจวนใจด้วยมารยาเมือง

ทั้งนี้ก็เพราะเครม บรูเลนั้น ก็เป็นขนมจากครีมซึ่งมีวิธีการทำคล้ายๆกับแพนนา คอตตานั่นเอง เพียงแต่ในเมื่อเครม บรูเลเป็นคัสตาร์ด ไม่ใช่พุดดิ้ง การจะทำให้ครีมตั้งตัวจึงต้องใช้ไข่แดง ไม่ใช่เจลาติน นอกจากนี้แล้ว เครื่องปรุงอื่นๆของเครม บรูเลก็เหมือนแพนนา คอตตาทั้งสิ้น คือมีแค่วานิลลากับน้ำตาลสำหรับส่งรสครีมเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เครม บรูเลมีลูกเล่นหรูหราอย่างหนึ่งที่แพนนา คอตตาไม่มี กล่าวคือตอนเอาเครม บรูเลออกจากตู้เย็นนั้น ก่อนเสิร์ฟ เขาจะเอาน้ำตาลทรายแดงโรยหน้าจนทั่ว แล้วใช้ปืนพ่นไฟเผาน้ำตาลจนไหม้เป็นผิวคาราเมลเปราะๆเคลือบอยู่บนหน้า ทำให้เครม บรูเลนั้นกลายเป็นขนมที่มีทั้งความเย็นและร้อน หยุ่นและแข็ง หวานและขม รวมกันอยู่อย่างสมดุลราวกับยันต์หยินหยาง

ชื่อของเครม บรูเลนั้น ก็มาจากภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่า ครีมไหม้/Burnt Cream นั่นเอง แต่ถ้าเราจะเรียกเป็นไทยๆว่า 'ครีมเพลิง' ก็คงจะได้อีกเช่นกัน





เฉาก๊วย CHIN CHOW, GRASS JELLY



ของหวานยอดนิยมของคนเอเชีย

ความจริงแล้วเฉาก๊วยก็คือเยลลี่นั่นเอง เพียงแต่แทนที่จะทำเป็นรสผลไม้ ก็ใช้ยางที่ได้จากการต้มต้นเฉาก๊วย มาผสมกับพวกแป้งเพื่อให้มันจับเป็นตัวแทน โดยจะใช้แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งมัน หรือแป้งเท้ายายม่อมก็แล้วแต่สูตรว่าใครอยากให้เนื้อเฉาก๊วยหยุ่นเหนียวเพียงใด คนจีนเรียกเฉาก๊วยว่า ชินเฉ่า

เนื่องจากคำว่าเฉ่านั่นแปลว่า หญ้า ฝรั่งก็เลยเรียกตามคนจีนว่า Grass Jelly ทั้งที่ความจริงแล้ว เฉาก๊วยไม่ใช่หญ้า แต่เป็นต้นไม้ โดยอยู่ในวงศ์เดียวกันกับพวกสะระแหน่ หรือโหระพา ซึ่งตำราจีนจัดเป็นของฤทธิ์เย็น เวลากินเฉาก๊วยแล้วจึงรู้สึกชุ่มคอและนิยมกินในหน้าร้อน หรือถ้ามีอาการตัวร้อนและไอ อันเป็นอาการของขั้วหยาง (ร้อน) ฤทธิ์หยิน (เย็น) ของเฉาก๊วย ก็จะช่วยบรรเทาได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี จะกินเฉาก๊วยแก้ไอ ต้องกินแบบจีน คือคลุกน้ำตาลทรายแดงเฉยๆ ถ้ากินแบบไทยที่ใส่ทั้งน้ำแข็ง ใส่ทั้งขนุน ก็ตัวใครตัวมัน





ซาเคอร์ ทอร์เท SACHER TORTE


มหาเสนาบดีแห่งปวงเค้กช็อกโกแลต

ซาเคอร์ ทอร์เท ถือกำเนิดมากว่า 180 ปีแล้ว และถือเป็นหนึ่งในของขึ้นชื่อที่สุดจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ครั้งหนึ่งรัฐบาลออสเตรียยังเคยส่งซาเคอร์ ทอร์เท ก้อนยักษ์ไปพร้อมกับรัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อช่วยเชื่อมสัมพันธไมตรี

คำว่าทอร์เทนั้นแปลว่า เค้ก (ในภาษาอังกฤษก็ใช้คำนี้) ส่วนซาเคอร์ เป็นชื่อสกุลของ ฟรานซ์ ซาเคอร์ (Franz Sacher) พ่อครัวฝึกหัดในวังของเจ้าชายเมตเตอร์นิช ผู้จับพลัดจับพลูต้องคิดสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อรับแขกของเจ้าชายในวันที่พ่อครัวใหญ่ป่วยหนักพอดี

สูตรนี้ตกทอดมาในตระกูลซาเคอร์และได้รับการปรับปรุง ต่อมา จนเมื่อตระกูลซาเคอร์มาเปิดโรงแรม Hotel Sacher เค้กนี้ก็กลายเป็นของขึ้นชื่อของโรงแรม โดยซาเคอร์ ทอร์เท ของแท้จะต้องทำที่โรงแรมนี้เท่านั้น จะมีคู่แข่งก็แต่ซาเคอร์ ทอร์เท จากร้าน Demel อีกหนึ่งสุดยอดเบเกอรี่ของเวียนนา ซึ่งยืนยันว่าลูกชายของฟรานซ์ ทอร์เท มาพัฒนาสูตรจนสมบูรณ์ขณะมาฝึกงานในสำนักของเดอเมลนี่เอง

อย่างไรก็ดี จะเป็นซาเคอร์ ทอร์เท ของสำนักไหนก็ตาม จะต้องประกอบด้วยสามประการ คือ หนึ่ง เป็นสปอนจ์เค้กรสไม่หวานจัด สอง สอดไส้ด้วยชั้นแยมแอปริคอตบางเฉียบ และสาม เคลือบด้วยไอซิ่งช็อกโกแลต ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ เว้นแต่อาจเสิร์ฟพร้อมวิปครีมไม่มีน้ำตาลได้ตามสมควร

กล่าวกันว่าซาเคอร์ ทอร์เท เป็นเค้กผู้ดี จะหวานหรือขมก็เป็นไปอย่างสำรวม ดังนั้นใครที่คุ้นแต่เค้กช็อกโกแลตเนื้อข้นคลั่ก หรือทะลักไปด้วยมูสอย่างแบล็ก ฟอเรสต์ กาโตว์ ก็จะต้องผิดหวัง



ที่มา : http://www.askmedia.co.th/book/webboard_reply.php?id=37362
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #481 เมื่อ: 4 ก.ค. 13, 00:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

8 ตำนานขนมหวานยอดนิยมของโลก


ทีรามิสุ TIRAMISU


เค้กอิตาเลียนยอดนิยมที่ร้านอาหารฝรั่งไหนๆ ก็ทำขาย

ชื่อทีรามิสุนั้น แปลว่า Pick-me-up หรือ 'ปลุกทีเถอะ' ทั้งนี้ก็เพราะตามตำรับ ทีรามิสุจะต้องมีชั้นเค้กชุ่มน้ำกาแฟเอสเพรสโซเป็นองค์ประกอบหลัก ประพรมเสียให้ดีด้วยเหล้ารัม จากนั้นจึงละเลงความหอมมันของครีมมาสคาโปนซ้ำลงไปอีกที และตัดรสด้วยผงโกโก้โรยหน้าพอขมๆ คนกินแล้วก็เลยกระปรี้กระเปร่ากันเป็นการใหญ่ เพราะได้เนยได้น้ำตาลเข้าไปเต็มที่ และมีกาเฟอีนชูโรง

ต้นกำเนิดของทีรามิสุนั้นไม่แน่ชัด รู้แต่ว่าไม่เก่าแก่มากนัก คือเริ่มมีเมื่อเพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะครีมมาสคาโปนนั้น ต้องทำจากชีสกับไข่ขาวดิบ ถ้าไม่มีตู้เย็นเสียอย่างแล้ว ก็ทำทีรามิสุกินได้ยาก ส่วนผสมจะบูดก่อน

อย่างไรก็ดี มีตำนานกำเนิดทีรามิสุที่แม้คนจะรู้ว่าไม่จริง ก็ยังเล่าต่อๆ กันมา ตำนานนี้บอกว่า ทีรามิสุนั้นคิดค้นขึ้นทีแรกใน Casa Chiuso ซึ่งแปลว่า 'บ้านอันอื้อฉาว' หรือพูดตรงๆ ก็คือ ซ่องอิตาลี

นัยว่าผู้ใช้บริการหรือผู้ให้บริการในบ้านที่ว่านี้ พอทำการต่างๆ เรียบร้อย ก็ต้องเรียกหาทีรามิสุกันทั้งนั้น เพื่อจะปลุกตัวเองให้มีเรี่ยวมีแรงทำธุระ ไม่ต้องหลับต้องนอนกันต่อไป





มิลล์เฟย MILLE-FEUILLE


ขนมหวานมากชั้นเชิงของฝรั่งเศส

ด้วยเหตุที่ขนมนี้มีลักษณะเป็นแป้งเพสตรี้วางซ้อนสลับกับวิปครีมหรือแยมเป็นชั้นๆ ก่อนจะแต่งหน้าให้ลายพร้อยด้วยน้ำตาลไอซิ่งและเส้นช็อกโกแลต มันจึงได้ชื่อว่ามิลล์เฟย อันแปลว่าขนมพันแผ่น ตามจำนวนชั้นของแป้ง หรือถ้าอยู่เมืองไทยก็ต้องเรียกว่าขนมชั้น

ขนมนี้บางทีอเมริกันก็เรียกว่า 'นโปเลียน' ซึ่งมีที่มาหลายตำนาน บ้างก็ว่าเป็นเพราะขนมนี้ใช้ขึ้นโต๊ะรับรองจักรพรรดินโปเลียนคราวเยือนเดนมาร์ก บ้างก็ว่านี่เป็นชื่อซึ่งกร่อนเสียงมาจากคำว่าเนโปลิแตน อันหมายถึงขนมของชาวเนเปิลส์ซึ่งนิยมกินแป้งชั้นเช่นกัน บางทีก็อ้างกันถึงขนาดที่ว่าลายเส้นช็อกโกแลตบนหน้าไอซิ่งอันขาวโพลนนั้น ดูเหมือนตัว N เลยมีชื่อว่านโปเลียน

แต่จะเป็นตำนานไหนก็ตาม ปรากฏว่าชาวฝรั่งเศสไม่เรียกด้วยทั้งนั้น ซึ่งว่ากันว่าเป็นเพราะมิลล์เฟยเป็นขนมที่นโปเลียนกินแล้วกินอีกในคืนก่อนศึกวอเตอร์ลู จนทำให้ฝรั่งเศสแพ้หมดสารรูป

อย่างไรก็ดี นอกจากเป็นขนมหวานแล้ว ปัจจุบันนโปเลียนยังหมายถึงของคาวใดๆ ที่มีลักษณะเป็นแผ่นซ้อนๆกัน เช่นแผ่นแป้งหรือแผ่นหัวเผือกหัวมันฝานบางเฉียบ โดยจะสลับกับเนื้อผัก หรือชีสก็ได้





โมจิ MOCHI


ขนมแป้งสอดไส้ถั่วของญี่ปุ่นที่โด่งดังจนคนนครสวรรค์เอามาใช้เรียกเป็นชื่อขนมเปี๊ยะ

ความจริงถ้ากล่าวโดยเคร่งครัด โมจิไม่ใช่ชื่อขนมหวานอย่างเดียว เป็นเพียงแต่คำเรียกกว้างๆสำหรับข้าวเหนียวนึ่งที่เอามาตีจนเป็นเนื้อเดียว และปั้นขึ้นรูปเท่านั้น ส่วนใครจะเอาแป้งโมจิไปทำเป็นของคาวของหวานอะไรต่อไปก็สุดแท้แต่ ซึ่งมีได้ตั้งแต่ซุปใส (โซนิ) ขนมสอดไส้ (ไดฟุกุ) หรือแม้กระทั่งไอศกรีม

ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศวัฒนธรรมข้าว เมื่อถึงเวลาขึ้นปีใหม่ คนญี่ปุ่นจึงถือกันว่าต้องกินโมจิเป็นอาหารมื้อแรกเอาฤกษ์ โดยจะทำโมจิกันอย่างเป็นพิธีรีตอง เรียกว่า 'โมชิทสุกิ' กล่าวคือใช้คนสองคน ให้คนหนึ่งตำสากไม้ อีกคนคอยหยอดหรือกลับข้าวเหนียวนึ่งในครก สลับกันไปจนกว่าจะได้ที่ โดยคนอื่นๆในบ้านก็ช่วยกันแห่บอกจังหวะ ไม่ให้ไม้ลงไปนวดมือแทนข้าวเหนียว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการนวดโมจิก็คือตัวโมจิเอง เพราะด้วยความที่เนื้อโมจินั้นเหนียวหนืดมาก จึงปรากฏว่าในวันขึ้นปีใหม่นั้นมักจะมีคนตายเพราะโมจิติดคอกันหลายคนทุกๆ ปี ถึงขนาดเป็นธรรมเนียมว่า บรรดาหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นจะลงสถิติคนตายเพราะโมจิช่วงปีใหม่ อย่างเดียวกับที่บ้านเรารายงานอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์

ว่ากันว่าแม้กระทั่ง 'Heimlich Maneuver' อันเป็นชื่อเทคนิคการกดลิ้นปี่ เพื่อดันลมจากปอดมาไล่สิ่งของที่ติดหลอดลมเพื่อปฐมพยาบาลผู้ป่วยนั้น พอเจอโมจิชิ้นโตๆเข้าก็หมดท่าเหมือนกัน





บราวนี BROWNIE


ลูกผสมระหว่างเค้กและคุกกี้แน่นเนื้อช็อกโกแลตตามตำรับอเมริกันแท้ๆ

เช่นเดียวกับขนมกินดีอื่นๆ ต้นกำเนิดของบราวนีนั้นไม่แน่ชัด ตำราหนึ่งว่าเชฟที่โรงแรมหรูเก่าแก่ของเมืองชิคาโกคิดค้นเค้กนี้ขึ้นมาสำหรับเป็นของหวานชิ้นย่อมๆ พอใส่กล่องข้าวให้บรรดาหญิงสาวที่มาเที่ยวงานชิคาโก เวิลด์ แฟร์ (ค.ศ.1893) กินได้ถนัดๆ ไม่ล้นมือล้นปากมากนักเหมือนเค้ก

แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครยืนยันได้ เพราะบราวนีนั้นเป็นของทำง่าย ผู้รู้บอกว่าโดยสาระแล้ว บราวนีก็คือเค้กช็อกโกแลต แป้ง น้ำตาล เนย ไข่ ไหนๆก็ทำได้ โดยผู้รู้บอกอีกว่าคนที่เอาผงฟูใส่บราวนี ไม่ช้าก็จะเอาผงฟูใส่มันบด

อย่างไรก็ดี สูตรบราวนีในยุคแรกๆนั้นมักจะใส่ช็อกโกแลตแต่น้อย เพราะยังเป็นสมัยที่ช็อกโกแลตยังเป็นของใหม่ และมีราคาแพง แต่ยิ่งนานไปส่วนของช็อกโกลแลตก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยังไม่นับของทรงเครื่องอันเป็นสปริวาราริอีกหลายอย่าง เช่น วอลนัท พีแคน มาร์เมลโล เนยถั่ว ครีมชีส หรือผิวสัม

ทั้งนี้ ชื่อบราวนีก็มาจากสีน้ำตาลเข้มของเนื้อเค้กนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีขนมที่เรียกว่า 'Blondie' อันเป็นขนมลูกพี่ลูกน้องที่มีกรรมวิธีทำคล้ายๆบราวนี เพียงแต่ใช้น้ำตาลทรายแดงให้สีและรสแทนช็อกโกแลต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #482 เมื่อ: 4 ก.ค. 13, 01:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แพนนา คอตตา PANNA COTTA


พุดดิ้งรสชาติละมุนละไมลิ้นของอิตาลี

ชื่อแพนนา คอตตานั้น มีความหมายว่า 'ครีมปรุงสุก/Cooked Cream' แต่ถ้าวินิจฉัยวิธีทำแล้วก็จะรู้ว่าแพนนา คอตตาดีๆนั้น จะปรุงรสน้อยที่สุด และก็สุกแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น

กล่าวคือ ครีมดีจะถูกนำมาอุ่นนิดๆรวมกับนม คนเมล็ดวานิลลาเข้าไปพอเสริมกลิ่น เติมน้ำตาลเล็กน้อย จากนั้นเพียงใส่เจลาติน ก็เป็นอันเสร็จ เอาใส่ถ้วยเข้าตู้เย็น พออยู่ตัวแล้วก็คว่ำลงจาน เสิร์ฟได้ เรียกว่าในกระบวนขนมหวานอิตาเลียนทั้งมวลนั้น อะไรจะทำง่ายเท่าแพนนา คอตตานั้น หาได้ยาก

อย่างไรก็ดี หัวใจของแพนนา คอตตานั้น ขึ้นอยู่กับครีม ซึ่งเป็นรสประธาน จะอร่อยไม่อร่อยหรือเนื้อขนมจะละเมียดแค่ไหนก็จตัดกันตรงนี้เอง ถ้าจะให้ดี ตำราว่าต้องใช้ครีมที่ยังไม่พาสเจอไรซ์ โดยบอกอีกว่า ถ้าคิดจะใช้ครีม UHT นั้น ให้เลิกทำเสียดีกว่า

กำเนิดของแพนนา คอตตานั้นไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานกันว่าขนมนี้มาจากถิ่นพีมอนต์ หรือทางตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งกินครีมกันมาก โดยถ้าตามสูตรดั้งเดิ เขาจะกินแพนนา คอตตากันโล้นๆ ไม่เติมผลไม้หรือเครื่องอื่นๆ หรืออย่างมากก็เพียงแต่เหยาะเหล้านิดๆพอได้กลิ่นเย็นหัวอกเท่านั้น





เครม บรูเล CRME BRULEE


ถ้าเปรียบเสน่ห์ของแพนนา คอตตา เป็นดั่งละอ่อนจากเมืองเหนือของอิตาลี เครม บรูเลก็คือสาวปารีเซียนซึ่งรัญจวนใจด้วยมารยาเมือง

ทั้งนี้ก็เพราะเครม บรูเลนั้น ก็เป็นขนมจากครีมซึ่งมีวิธีการทำคล้ายๆกับแพนนา คอตตานั่นเอง เพียงแต่ในเมื่อเครม บรูเลเป็นคัสตาร์ด ไม่ใช่พุดดิ้ง การจะทำให้ครีมตั้งตัวจึงต้องใช้ไข่แดง ไม่ใช่เจลาติน นอกจากนี้แล้ว เครื่องปรุงอื่นๆของเครม บรูเลก็เหมือนแพนนา คอตตาทั้งสิ้น คือมีแค่วานิลลากับน้ำตาลสำหรับส่งรสครีมเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เครม บรูเลมีลูกเล่นหรูหราอย่างหนึ่งที่แพนนา คอตตาไม่มี กล่าวคือตอนเอาเครม บรูเลออกจากตู้เย็นนั้น ก่อนเสิร์ฟ เขาจะเอาน้ำตาลทรายแดงโรยหน้าจนทั่ว แล้วใช้ปืนพ่นไฟเผาน้ำตาลจนไหม้เป็นผิวคาราเมลเปราะๆเคลือบอยู่บนหน้า ทำให้เครม บรูเลนั้นกลายเป็นขนมที่มีทั้งความเย็นและร้อน หยุ่นและแข็ง หวานและขม รวมกันอยู่อย่างสมดุลราวกับยันต์หยินหยาง

ชื่อของเครม บรูเลนั้น ก็มาจากภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่า ครีมไหม้/Burnt Cream นั่นเอง แต่ถ้าเราจะเรียกเป็นไทยๆว่า 'ครีมเพลิง' ก็คงจะได้อีกเช่นกัน





เฉาก๊วย CHIN CHOW, GRASS JELLY



ของหวานยอดนิยมของคนเอเชีย

ความจริงแล้วเฉาก๊วยก็คือเยลลี่นั่นเอง เพียงแต่แทนที่จะทำเป็นรสผลไม้ ก็ใช้ยางที่ได้จากการต้มต้นเฉาก๊วย มาผสมกับพวกแป้งเพื่อให้มันจับเป็นตัวแทน โดยจะใช้แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งมัน หรือแป้งเท้ายายม่อมก็แล้วแต่สูตรว่าใครอยากให้เนื้อเฉาก๊วยหยุ่นเหนียวเพียงใด คนจีนเรียกเฉาก๊วยว่า ชินเฉ่า

เนื่องจากคำว่าเฉ่านั่นแปลว่า หญ้า ฝรั่งก็เลยเรียกตามคนจีนว่า Grass Jelly ทั้งที่ความจริงแล้ว เฉาก๊วยไม่ใช่หญ้า แต่เป็นต้นไม้ โดยอยู่ในวงศ์เดียวกันกับพวกสะระแหน่ หรือโหระพา ซึ่งตำราจีนจัดเป็นของฤทธิ์เย็น เวลากินเฉาก๊วยแล้วจึงรู้สึกชุ่มคอและนิยมกินในหน้าร้อน หรือถ้ามีอาการตัวร้อนและไอ อันเป็นอาการของขั้วหยาง (ร้อน) ฤทธิ์หยิน (เย็น) ของเฉาก๊วย ก็จะช่วยบรรเทาได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี จะกินเฉาก๊วยแก้ไอ ต้องกินแบบจีน คือคลุกน้ำตาลทรายแดงเฉยๆ ถ้ากินแบบไทยที่ใส่ทั้งน้ำแข็ง ใส่ทั้งขนุน ก็ตัวใครตัวมัน





ซาเคอร์ ทอร์เท SACHER TORTE


มหาเสนาบดีแห่งปวงเค้กช็อกโกแลต

ซาเคอร์ ทอร์เท ถือกำเนิดมากว่า 180 ปีแล้ว และถือเป็นหนึ่งในของขึ้นชื่อที่สุดจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ครั้งหนึ่งรัฐบาลออสเตรียยังเคยส่งซาเคอร์ ทอร์เท ก้อนยักษ์ไปพร้อมกับรัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อช่วยเชื่อมสัมพันธไมตรี

คำว่าทอร์เทนั้นแปลว่า เค้ก (ในภาษาอังกฤษก็ใช้คำนี้) ส่วนซาเคอร์ เป็นชื่อสกุลของ ฟรานซ์ ซาเคอร์ (Franz Sacher) พ่อครัวฝึกหัดในวังของเจ้าชายเมตเตอร์นิช ผู้จับพลัดจับพลูต้องคิดสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อรับแขกของเจ้าชายในวันที่พ่อครัวใหญ่ป่วยหนักพอดี

สูตรนี้ตกทอดมาในตระกูลซาเคอร์และได้รับการปรับปรุง ต่อมา จนเมื่อตระกูลซาเคอร์มาเปิดโรงแรม Hotel Sacher เค้กนี้ก็กลายเป็นของขึ้นชื่อของโรงแรม โดยซาเคอร์ ทอร์เท ของแท้จะต้องทำที่โรงแรมนี้เท่านั้น จะมีคู่แข่งก็แต่ซาเคอร์ ทอร์เท จากร้าน Demel อีกหนึ่งสุดยอดเบเกอรี่ของเวียนนา ซึ่งยืนยันว่าลูกชายของฟรานซ์ ทอร์เท มาพัฒนาสูตรจนสมบูรณ์ขณะมาฝึกงานในสำนักของเดอเมลนี่เอง

อย่างไรก็ดี จะเป็นซาเคอร์ ทอร์เท ของสำนักไหนก็ตาม จะต้องประกอบด้วยสามประการ คือ หนึ่ง เป็นสปอนจ์เค้กรสไม่หวานจัด สอง สอดไส้ด้วยชั้นแยมแอปริคอตบางเฉียบ และสาม เคลือบด้วยไอซิ่งช็อกโกแลต ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ เว้นแต่อาจเสิร์ฟพร้อมวิปครีมไม่มีน้ำตาลได้ตามสมควร

กล่าวกันว่าซาเคอร์ ทอร์เท เป็นเค้กผู้ดี จะหวานหรือขมก็เป็นไปอย่างสำรวม ดังนั้นใครที่คุ้นแต่เค้กช็อกโกแลตเนื้อข้นคลั่ก หรือทะลักไปด้วยมูสอย่างแบล็ก ฟอเรสต์ กาโตว์ ก็จะต้องผิดหวัง



ที่มา : http://www.askmedia.co.th/book/webboard_reply.php?id=37362
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #483 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 16:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อาหารฮ่องกงที่ไม่กินไม่ได้แล้ว


เฟรนช์โทสต์ฮ่องกง





แซนด์วิชฮ่องกง





เต้าหู้เหม็น





ชีสเบอร์เกอร์ฮ่องกง





ซุปเต้าฮวย





ขนมปังสัปปะรด





ขาไก่สูตรกวางเจา





ขนมเปี๊ยะฮ่องกง





เต้าฮวยนมสดน้ำขิง





หมูหัน 5 ชั้น





หมูสะเต๊ะฮ่องกง





กุนเชียง





ทาร์ตไข่





นกพิราบย่าง





สุกี้ยากี้





ซุปงู





ซาลาเปาเม็ดบัว





ปูทอดกระเทียมซอสถั่วดำ





ห่านย่าง





เนื้ออกวัวตุ๋น





บะหมี่ไข่





ชานม





หมูแดง





ซาลาเปาหมูแดง





ข้าวอบหม้อดิน





วอฟเฟิลฮ่องกง





ซาซิมิกุ้งสด





ชามัลเบอร์รี่





โจ๊กฮ่องกง





พุดดิ้งถ้วยกระเบื้อง





ทงคัตสึ ร้าน Tonkichi





เฉาก๊วยหน้าผลไม้





พุดดิ้งมะม่วง




หมูผัดเปรี้ยวหวาน





สเต็ก ร้าน Louis's Steak House





ลูกชิ้นปลา





ไก่อบซอสสวิซ




ที่มา : www.wonderfulpage.com
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #484 เมื่อ: 27 ก.ค. 13, 16:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อาหารฮ่องกงที่ไม่กินไม่ได้แล้ว


เฟรนช์โทสต์ฮ่องกง





แซนด์วิชฮ่องกง





เต้าหู้เหม็น





ชีสเบอร์เกอร์ฮ่องกง





ซุปเต้าฮวย





ขนมปังสัปปะรด





ขาไก่สูตรกวางเจา





ขนมเปี๊ยะฮ่องกง





เต้าฮวยนมสดน้ำขิง





หมูหัน 5 ชั้น





หมูสะเต๊ะฮ่องกง





กุนเชียง





ทาร์ตไข่





นกพิราบย่าง





สุกี้ยากี้





ซุปงู





ซาลาเปาเม็ดบัว





ปูทอดกระเทียมซอสถั่วดำ





ห่านย่าง





เนื้ออกวัวตุ๋น





บะหมี่ไข่





ชานม





หมูแดง





ซาลาเปาหมูแดง





ข้าวอบหม้อดิน





วอฟเฟิลฮ่องกง





ซาซิมิกุ้งสด





ชามัลเบอร์รี่





โจ๊กฮ่องกง





พุดดิ้งถ้วยกระเบื้อง





ทงคัตสึ ร้าน Tonkichi





เฉาก๊วยหน้าผลไม้





พุดดิ้งมะม่วง




หมูผัดเปรี้ยวหวาน





สเต็ก ร้าน Louis's Steak House





ลูกชิ้นปลา





ไก่อบซอสสวิซ




ที่มา : www.wonderfulpage.com
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #485 เมื่อ: 31 ก.ค. 13, 23:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 ก.ค. 13, 23:12 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #486 เมื่อ: 1 ส.ค. 13, 08:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เครื่องดนตรีแปลก ๆ


กระทู้นี้รวบรวมเครื่องดนตรีแปลก ๆ มาให้ได้ดูได้ฟังกัน มีทั้งประเภทที่ทำขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องดนตรีจริง ๆ และประเภทเอาวัสดุ สิ่งของ อุปกรณ์ใกล้ตัวมาทำให้เป็นเครื่องดนตรี บางชิ้นมีแต่ชื่อและรูปเท่านั้น ไม่มีรายละิเอียดเพราะหาไม่ได้จ้ะ ผิดพลาดอย่างไรต้องขออภัยด้วย


แบดเจอร์มิน
เป็นเครื่องดนตรีที่ดัดแปลงมาจากแดร์มิน (Theremin) เครื่องดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ที่เล่นโดยการสะบัดมือไปมาในอากาศ






กีตาร์ 12 คอ
อันที่จริงแล้ว กีตาร์ 12 คอไม่ใช่เครื่องดนตรีจริง ๆ แต่เป็นผลงานศิลปะสุดล้ำของศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ชื่อว่า โยชิฮิโกะ ซาโต้ กีตาร์ 12 คอนี้ มีสายกีตาร์ทั้งหมด 72 เส้น และสามารถเล่นได้จริง ๆ






สตาแลคไพพ์ ออร์แกน
ออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่เมืองลูเรย์ คาเวิร์น รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดนี้ รู้จักกันในทางเทคนิคว่าเป็น ไลโทโฟน โดยสตาแลคไพพ์ ออร์แกน คิดค้นขึ้นโดย นายลีแลนด์ ดับบลิว สปริงเคิล ในปี 1956 เขาได้ความคิดนี้เมื่อลูกชายของเขา ไปเดินชนกับหินย้อยที่อยู่ต่ำ และหลายปีต่อจากนั้น เขาก็ได้ค้นพบว่า ภายในถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยอยู่นี้ สามารถสร้างเสียงดนตรีได้ตรงตามโน้ตดนตรีตะวันตก ผ่านหินงอกหินย้อยจนคล้ายกับออร์แกนขนาดใหญ่ เขาจึงเริ่มขัดหินงอกหินย้อยเหล่านั้นให้ได้ระดับเสียงที่ต้องการ จากนั้นก็ใส่คีย์บอร์ดลงไปเพื่อควบคุมออร์แกน โดยเมื่อเล่นดนตรี ก็จะได้ยินเสียงออกมาจากภายในถ้ำ ผ่านหินงอกหินย้อย






อาร์โมนิก้าแก้ว
เครื่องดนตรีอาร์โมนิก้าแก้วนี้ สร้างสรรค์โดย เบนจามิน แฟรงกลิน คนเดียวกันกับที่ประดิษฐ์หลอดไฟ โดยเขาประดิษฐ์เครื่องดนตรีชนิดนี้ในปี 1761 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเล่นพิณแก้ว ที่เล่นโดยการเคาะขอบแก้วไวน์ที่เติมน้ำลงไปในระดับต่าง ๆ กัน แต่แฟรงกลิน ได้สร้างสรรค์อาร์โมนิก้าแก้ว โดยการใช้ถ้วย 37 ใบ เรียงกันลงไปในแกนหมุน แล้วหมุนถ้วยเพื่อให้เกิดเสียง ซึ่งผู้เล่น จะเล่นดนตรีโดยการจับเบา ๆ ที่ถ้วยขณะที่นิ้วเปียก เครื่องดนตรีชนิดนี้ จะให้เสียงที่ไพเราะเพราะพริ้ง และในสมัยที่รุ่งเรืองที่สุด นักแต่งเพลงกว่า 100 คนได้แต่งเพลงโดยมีอาร์โมนิก้าแก้วเป็นส่วนประกอบ รวมถึงโมสาร์ทและบีโธเฟ่น แต่จนบัดนี้ ก็ไม่มีใครทราบว่า เหตุใดอาร์โมนิก้าแก้วจึงเสื่อมความนิยม






ซิวซาโฟน
ในปี 2007 มีคนหัวใส คิดค้นเครื่องดนตรีที่ใช้แรงดันไฟฟ้าต่ำ แต่ใช้คลื่นพลังงานในขดลวดสูง ออกมาเป็น ซิวซาโฟน ที่ตั้งชื่อตามเทพเจ้ากรีก เครื่องดนตรีชนิดนี้จะให้เสียงคล้ายไฟช็อต






ต้นไม้ร้องเพลงได้
ต้นไม้ร้องเพลง หรือ ซิงอ้ง ริงกิ้ง ทรี ตั้งอยู่ที่แถบแลงคาเชียร์ ประเทศอังกฤษ เป็นผลงานของนาย ไมค์ ทอนกิ้น และ แอนนา หลิว สถาปนิก โดยต้นไม้ร้องเพลงได้ จะประกอบไปด้วยท่อจำนวนมาก ตัดและวางเรียงกันเป็นขด เมื่อลมพัดมา ก็จะเกิดเสียงดังไปทั่วหุบเขา ฟังแล้วคล้ายกับเสียงซาวด์เอฟเฟกต์ในหนังมากเลยทีเดียว






ขลุ่ยดิน
เล่นง่าย ไทยทำ มีลักษณะเป็นรู ๆ ดีไซน์น่าสนใจจริง ๆ เขาว่าเป่าง่าย ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล







Crwth
ชื่อเครื่องดนตรีเป็นศัพท์ภาษา Welsh ออกเสียงว่า krooth เป็นเครื่องดนตรีโบราณประเภทสาย






Gittern
เครื่องดนตรีประเภทกีตาร์ในยุคกลางและเรอเนซองส์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 4 ส.ค. 13, 09:56 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #487 เมื่อ: 1 ส.ค. 13, 08:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

Psaltery

ป็นเครื่องดนตรียุคกลางที่เป็นลูกผสมระหว่างฮาร์พและกีต้าร์ ถือเป็นพิณชนิดหนึ่งเล่นโดยการดึงหรือตีที่สาย Psaltery เข้ามาในยุโรปช่วงสงครามครูเสด มีลักษณะเป็นสายที่พาดขึงอยู่เหนือกล่องเสียงที่แบนราบ ใช้ดีดด้วยวัสดุที่ทำจากไม้หรือนิ้วมือ







กล็อคเคนสปิล (Glockenspiel)

รูปร่างคล้ายไซโลโฟนแต่มีขนาดเล็กกว่า ลูกระนาดเป็นแผ่นเหล็ก ไม้ตีเรียกว่า “Mallet” มีหัวตีทำด้วยวัสดุต่างๆ กัน เช่น ไม้ ยาง โลหะ กล็อคเคนสปิลเหมาะที่จะเล่นเสียงสูงของแนวทำนอง เพราะมีเสียงใสกังวานคล้ายระฆังเล็กๆ สำหรับในวงโยธวาทิต วงเมโลเดียน และแตรวง มีกล็อคเคนสปิลชนิดหนึ่งเรียกว่า เบล-ไลรา (Bell-Lyra)







วงออเครสตร้าผักแห่งเวียนนา

พวกนักดนตรีของวงออเครสตร้าผักนี้จะออกไปซื้อผักในตอนเช้า จากนั้นจะนำผักมาทำเป็นเครื่องดนตรีในตอนบ่าย ทั้งเจาะรู คว้านเนื้อ แล้วเอามาเล่นดนตรีในตอนเย็น เมื่อเล่นดนตรีเสร็จ ก็จะหั่นผักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยกเว้นผักชิ้นที่เล่นด้วยปาก แล้วจะนำผักต่าง ๆ ไปปรุงเป็นอาหาร แล้วเสิร์ฟเป็นซุปให้กับผู้ชมที่เข้าร่วมงาน






เครื่องดนตรีลวดหนาม
นักไวโอลินและศิลปิน นาย จอห์น โรส ได้ตั้งเป้าว่า จะเล่นและบันทึกเสียงที่ได้จากรั้วทั่วโลก ดังนั้น เขาจึงใช้คันชักไวโอลิน ไปสีกับรั้วลวดหนามแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย แล้วผลที่ได้คือเสียงที่ดนตรีที่เก๋เท่ คล้ายกับเสียงรถจักรยานยนต์





บ้านดนตรี
เดอะ เวจจ์ เฮาส์ (The Wege house) หรือบ้านดนตรี ตั้งอยู่ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ออกแบบโดยสถาปนิก นายเดวิด ฮานาวอล์ท และนาย บิล โคลส ซึ่งความคิดในการสร้างบ้านดนตรีนี้ เลียนแบบมาจากเครื่องดนตรีฮาร์ป ในยุตไบเซนไทน์ โดยทั้งบ้าน จะขึงด้วยเส้นเสียงตามผนังและโถงทางเดิน ทำให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนและแขกที่มาเยี่ยมบ้านสามารถดีดเส้นเสียงที่ขึงอยู่ ให้เสียงต่าง ๆ กันออกไป...ไม่มีคลิปเสียงให้ฟัง มีแต่รูปจ้ะ





Carrot Pan-flute





ฺBedpan Ukulele






Toolglock






PVC instrument





Monster Tubulum






Plastic Pipe Organ






Tune Tank


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #488 เมื่อ: 14 ส.ค. 13, 03:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ว่าด้วยเรื่องของขนม และของหวานของชาวอิตาเลี่ยน


ชาวอิตาเลียนนิยมขนมและของหวาน และมีของหวานมากมายหลายชนิดให้เลือกรับประทาน ของหวานที่มักจะได้พบบ่อยๆ คือ



Cassata


ไอศกรีมเค้กทำจากชีส ผสมผลไม้เชื่อม ลูกนัทวางสลับชั้นกับไอศกรีมรสต่างๆ อีก 1-2 รส ชั้นนอกหรือชั้นล่างสุดจะเป็นเค้กเนื้อเบา




Cannoli



ขนมกรอบแผ่นบาง ม้วนเป็นทรงกระบอก ใส่ไส้ครีมชีสและผลไม้เชื่อม





Panettone


เค้กเนื้อแน่นและเเห้ง ผสมผลไม้เชื่อม นิยมรับประทานกันในช่วงอีสเตอร์และคริสต์มาส





Polenta


ขนมทำจากแป้งข้าวโพด นำไปย่างให้สุก เสิร์ฟกับซอสหวานที่ทำจากครีมหรือซอสผลไม้




Torta


หรือทาร์ตไส้ต่างๆ ที่นิยมกันมากคือทาร์ตมะนาว




Tiramisu


เค้กเนื้อเบาชุ่มด้วยน้ำกาแฟและลิเคียวร์ วางสลับกับเนยแข็งมาสคาร์โปเนปรุงรสตีฟู มักจะแช่เย็นไว้เสมอเพื่อให้เนยแข็งคงรูป





Zabaglione


ไข่ตีกับน้ำตาลและไวน์ จะมีเนื้อนุ่มๆฟูๆคล้ายมูสแต่เนียนกว่า รับประทานได้ทั้งแบบร้อนและเย็น




คุ้กกี้และขนมปังกรอบ


คุ้กกี้อิตาเลียนส่วนใหญ่จะมีรสหวานเล็กน้อย และมีส่วนผสมของถั่ว หรือผลไม้อบแห้งอยู่ ซึ่งคุ้กกี้อิตาเลียนจะไม่ค่อยมีให้เลือกหลากหลาย จะมีความแข็งและมีความหวานอยู่เล็กน้อย




Zeppole


โดนัทอิตาเลียน ซึ่งในแบบดั้งเดิมจะโรยหน้าด้วยน้ำตาลและอบเชย หรือนำไปกินกับน้ำผึ้ง ต่อมาในยุคปัจจุบัน จะมีการสอดไส้ครีม หรือแต่งหน้าด้วยวิปครีมมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นโดนัท Zeppole ในเทศกาลสำคัญของอิตาลี โดยเฉพาะ St. Joseph’s Day (วันที่ 19 มีนาคมของทุกปี)




Torrone


เป็นขนมตังเมที่ย้อนกลับไปในยุคของโรมันจะถูกใช้ตามงานสำคัญงานศาสนา และนำมากินกันหลังเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งขนมตังเมสไตล์อิตาเลียนนั้นทำมาจาก น้ำผึ้ง, ไข่ขาว และถั่ว อาทิเช่น อัลมอนด์, วอลนัท หรือพิตาชิโอ้ ซึ่งขนมชนิดนี้ยังนิยมกันในแถบเมดิเตอเรเนี่ยนอีกด้วย




ช็อคโกแล็ต


ช็อคโกแล็ตมีประวัติอย่างยาวนานในอิตาลี และปัจจุบันเองช็อคโกแล็ตก็ยังเป็นที่นิยมของชาวอิตาเลียน อย่างที่ทราบกันดีว่าศูนย์กลางของช็อคโกแล็ตในอิตาลี จะต้องเป็นที่ Perugia, Tuscany และ Torino


ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=anone-ying&month=05-2009&date=04&group=3&gblog=18 และ http://www.educatepark.com/italy/italian-dessert.php
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #489 เมื่อ: 14 ส.ค. 13, 03:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ว่าด้วยเรื่องของขนม และของหวานของชาวอิตาเลี่ยน


ชาวอิตาเลียนนิยมขนมและของหวาน และมีของหวานมากมายหลายชนิดให้เลือกรับประทาน ของหวานที่มักจะได้พบบ่อยๆ คือ



Cassata


ไอศกรีมเค้กทำจากชีส ผสมผลไม้เชื่อม ลูกนัทวางสลับชั้นกับไอศกรีมรสต่างๆ อีก 1-2 รส ชั้นนอกหรือชั้นล่างสุดจะเป็นเค้กเนื้อเบา




Cannoli



ขนมกรอบแผ่นบาง ม้วนเป็นทรงกระบอก ใส่ไส้ครีมชีสและผลไม้เชื่อม





Panettone


เค้กเนื้อแน่นและเเห้ง ผสมผลไม้เชื่อม นิยมรับประทานกันในช่วงอีสเตอร์และคริสต์มาส





Polenta


ขนมทำจากแป้งข้าวโพด นำไปย่างให้สุก เสิร์ฟกับซอสหวานที่ทำจากครีมหรือซอสผลไม้




Torta


หรือทาร์ตไส้ต่างๆ ที่นิยมกันมากคือทาร์ตมะนาว




Tiramisu


เค้กเนื้อเบาชุ่มด้วยน้ำกาแฟและลิเคียวร์ วางสลับกับเนยแข็งมาสคาร์โปเนปรุงรสตีฟู มักจะแช่เย็นไว้เสมอเพื่อให้เนยแข็งคงรูป





Zabaglione


ไข่ตีกับน้ำตาลและไวน์ จะมีเนื้อนุ่มๆฟูๆคล้ายมูสแต่เนียนกว่า รับประทานได้ทั้งแบบร้อนและเย็น




คุ้กกี้และขนมปังกรอบ


คุ้กกี้อิตาเลียนส่วนใหญ่จะมีรสหวานเล็กน้อย และมีส่วนผสมของถั่ว หรือผลไม้อบแห้งอยู่ ซึ่งคุ้กกี้อิตาเลียนจะไม่ค่อยมีให้เลือกหลากหลาย จะมีความแข็งและมีความหวานอยู่เล็กน้อย




Zeppole


โดนัทอิตาเลียน ซึ่งในแบบดั้งเดิมจะโรยหน้าด้วยน้ำตาลและอบเชย หรือนำไปกินกับน้ำผึ้ง ต่อมาในยุคปัจจุบัน จะมีการสอดไส้ครีม หรือแต่งหน้าด้วยวิปครีมมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเราจะเห็นโดนัท Zeppole ในเทศกาลสำคัญของอิตาลี โดยเฉพาะ St. Joseph’s Day (วันที่ 19 มีนาคมของทุกปี)




Torrone


เป็นขนมตังเมที่ย้อนกลับไปในยุคของโรมันจะถูกใช้ตามงานสำคัญงานศาสนา และนำมากินกันหลังเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งขนมตังเมสไตล์อิตาเลียนนั้นทำมาจาก น้ำผึ้ง, ไข่ขาว และถั่ว อาทิเช่น อัลมอนด์, วอลนัท หรือพิตาชิโอ้ ซึ่งขนมชนิดนี้ยังนิยมกันในแถบเมดิเตอเรเนี่ยนอีกด้วย




ช็อคโกแล็ต


ช็อคโกแล็ตมีประวัติอย่างยาวนานในอิตาลี และปัจจุบันเองช็อคโกแล็ตก็ยังเป็นที่นิยมของชาวอิตาเลียน อย่างที่ทราบกันดีว่าศูนย์กลางของช็อคโกแล็ตในอิตาลี จะต้องเป็นที่ Perugia, Tuscany และ Torino


ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=anone-ying&month=05-2009&date=04&group=3&gblog=18 และ http://www.educatepark.com/italy/italian-dessert.php
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #490 เมื่อ: 20 ส.ค. 13, 10:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อควรรู้ของอินโดนีเซีย




1. เวลาในอินโดนีเซียแบ่งเป็น 3 เขตเวลา โดยเขตตะวันตกเวลาเทียบเท่ากับประเทศไทย เขตกลางเวลาเร็วกว่าไทย 1 ชั่งโมง และเขตะวันออกเวลาเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง

2. ในอินโดนีเซียใช้จ่ายกันด้วยสกุลเงินรูเปีย (Rupiah)

3. คุณควรขออนุญาตก่อนถ่ายรูปภาพบุคคลอื่นและควรให้เงินเล็กๆ น้อยๆ แก่เขาเป็นสินน้ำใจ

4. ชาวอินโดนีเซียนิยมเล่นเซิร์ฟบอร์ดกันมากและมีคอร์สสั้นๆ เปิดสอนสำหรับนักท่องเที่ยว

5. ถ้าถามราคาสินค้าแล้วไม่คิดจะซื้อ ก็ควรปฏิเสธตรงๆ ไม่ควรต่อรองราคา

6. รูปปั้นช้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินโดนีเซีย คือช้างที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ประเทศอินโดนีเซีย

7. คุณควรระมัดระวังการเดิน เพราะอาจเผลอเหยียบของเซ่นไหว้ที่มักวางอยู่บนพื้นได้

8. การเดินเที่ยวในเวลากลางคืนอาจไม่ปลอดภัยสำหรับคุณ หากต้องการแจ้งเหตูด่วน โทร110

9. คุณสามารถใช้บัตรนักศักษาที่ยังไม่หมดอายุเป็นส่วนลดในการเข้าชมสถานที่สำคัญบางแห่งได้ เช่น บุโรพุธโธ หรือพรัมบานัน

10. ขอแนะนำว่าควรดูให้ดีถ้าช็อปปิ้งของแบรนด์เนม เพระาอาจเจอของเลียนแบบได้้

11. อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิม ดังนั้นการใส่ขายาวหรือกระโปรงยาวเป็นเรื่องสมควรถ้าต้องติดต่อราชการ หรือไปในที่สำคัญๆ

12. อินโดนีเซียใช้เต้าเสียบแบบ 2 หัวกลม ไม่เหมือนบ้านเรา ดังนั้นจะดีมากถ้าเตรียมหัวเปลี่ยนปลั๊กไปด้วย

13. ถ้าไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้วมีคนมาขายของให้ เช่นพวกของฝาก ถ้าไม่ต้องการซื้อ ให้ปัดแล้วเดินออกไป แต่เค้าจะตามมาตื้อ ไม่ต้องสนใจ แต่ถ้าต้องการซื้อ ถ้าเค้าบอกราคามาเท่าไหร่ ให้ต่อไปแบบครึ่งๆเลย แต่ถ้าเค้าไม่ยอม ให้เดินหนีเหมือนกัน คนขายเค้าจะลดราคาเอง

14. ต่อจากข้อที่แล้ว บางที่ถ้าพูดไทยใส่เค้า คนขายจะรู้เลยว่าเป็นคนไทย แล้วเค้าจะพูดไทยสำเนียงอินโดในการขายของให้เรา

15. ถ้าไปเที่ยวในอินโดนีเซีย (ในเกาะชวา) โดยไปรถไฟ ทางรถไฟที่นี่จะดีมาก แนะนำนั่ง Executive class ราคาไม่ต่างกันเท่าไหร่ มีแอร์ มีหมอน ผ้าห่ม พร้อมนอน แต่ไม่แนะนำนั่ง economy class ไม่ดี ร้อนมาก

16. นั่งแท็กซี่อินโด แนะนำให้นั่ง Blue bird คันสีน้ำเงิน เป็นบริการที่ดีมากกว่ารถของบริษัทอื่นทั่วไป เพราะคันอื่นอาจจะโกงได้โดยการไม่กดมิเตอร์

17. คนอินโดไม่ใช้นิ้วชี้ในการชี้คน ให้ใช้นิ้วโป้งในการชี้แทนจะสุภาพกว่า

18. ร้อยละ 80 ของอาหารอินโดนีเซีย จะมีข้าวเกรียบ เพื่อเอาไว้กินกับข้าว

19. ร้อยละ 60 ของอาหารอินโด จะเป็นไก่...

20. บางที่มีเทมเป หรือถั่วทอดผสมอยู่ เป็นอาหารพื้นเมือง บางที่รสชาติดี แต่ส่วนใหญ่จะแย่มากกว่า

21. คนอินโดส่วนมากชอบกินเต้าหู้
-
22. บางที่ไม่มีช้อนมาให้ ถ้าอยากกินช้อนส้อม ให้บอกเค้าว่า minta sendok แปลว่า ขอช้อน

23. น้ำดื่มในร้านอาหารปลอดภัยสุดคือ aqua หรือ น้ำเปล่า รองลงมาคือ Es teh manis หรือน้ำชาเย็นหวาน

24. น้ำชาเย็นหวาน หรือน้ำผลไม้ทั่วไปจะใส่น้ำตาลลงไปก้นถ้วยแบบอย่างเยอะ ดังนั้นไม่ต้องตกใจ ถ้าอยากให้หวานมากน้อยแค่ไหน ให้คนเท่าที่ตัวเองต้องการ

25. อาหารอินโดส่วนใหญ่คือของทอดและแป้ง

26. น้ำพริกอินโด บางที่จะมีรสเผ็ดมาก ดังนั้นโปรดระวัง แต่บางที่รสชาติดี อร่อยด้วย

27. คนอินโดขี้หนาว บางที่ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม ดังนั้น โปรดทำใจถ้าอากาศร้อนมาก

28. ที่ห้างบางแห่ง ขายของ Brandname ขึ้นห้าง ระวัง มันอาจจะเป็นของปลอม

29. คนอินโด ไม่ได้พูดภาษาอินโดทุกคนเสมอไป อย่าลืมว่า อินโดมีภาษาเป็นร้อยๆ ภาษา ร้อยๆ เผ่า บางครั้งอาจงงได้

30. ภาษาอินโด ใช้ตัวอักษรโรมันแบบภาษาอังกฤษ แต่คนอินโดไม่ได้อ่านตัวอักษรแบบภาษาอังกฤษ ดังนั้นอาจงงได้ เช่น BEC (ชื่อห้าง) คนอินโดเรียก เบเอเจ ในขณะที่ภาษาอังกฤษคือ บีอีซี

31. Ojek หรือ มอเตอร์ไซค์วิน ใช้ได้ดีในยามที่เราไม่รู้ที่หมาย แต่เค้าจะไม่ได้ใส่เสื้อวินเหมือนที่ไทยนะ เค้าจะขี่มอไซค์เหมือนคนปกติแหละ แต่จะมีวินที่จอดมอไซค์อยู่เยอะๆ แหละ ลองถามดู

32. อังกอส คือรถเล็กๆ อารมณ์ประมาณรถกระป๋องสองแถวบ้านเรา ร้อน เอาไว้ขึ้นเป็นรถประจำทาง ถ้าไม่รู้ทางอย่าเสี่ยง จะหลงเอาง่ายๆ
33. ถ้าจะมาอยู่อินโด ไม่ต้องคิดจะขนมาม่า น้ำปลา กะปิ หรือพริกแกง เพราะที่นี่มีขายเหมือนไทยทุกอย่าง แต่ราคาอาจแพงกว่านิดหน่อย ถ้าไม่ทำกินบ่อยๆ ก็โอเค

33. คนจีนส่วนใหญ่คือคนที่ร่ำรวยของประเทศนี้

34. อินโดมีร้านสะดวกซื้อที่เยอะสุดๆ คือ Indomaret และ Alfamart

35. เวลาซื้อน้ำเปล่าหรือน้ำขวดอะไรก็แล้วแต่ เค้าจะไม่ให้หลอดมา ดังนั้นการกระดกขวด คือทางเลือกที่ดี

36. คนอินโดที่เป็นผู้ชายตามทางทั่วไป ชอบถ่มน้ำลายและทิ้งขยะรายทาง

37. เหล้า เบียร์ หาซื้อได้ยากหน่อยในประเทศนี้

38. คนอินโดชอบส่ง massage หากัน ไม่ชอบให้โทรหา ไม่รู้เป็นอะไร

39. และชอบใช้ BB กันมาก โดยเฉพาะวัยรุ่น

40. เครื่องปรุงบนโต๊ะอาหาร ที่อินโดไม่ได้มี น้ำปลาพริก น้ำปลา น้ำส้มสายชูเหมือนบ้านเรา แต่บ้านเค้าจะมีซอสพริก และน้ำพริกแบบอินโดแทน

41. นึกอาหารอะไรไม่ออก บอก mie goreng (ผัดหมี่) หรือ nasi goreng (ข้าวผัด)

42. ขนม Qtela คือขนมที่มีขายในร้านสะดวกซื้อ อร่อยจริง คอนเฟิร์ม

43. คนอินโดสูบบุหรี่จัดมากกกกกกกกกกกกกกก

44. คนอินโดชอบขับรถเร็ว และน่ากลัว ดังนั้นก่อนข้ามถนนโปรดมองดีๆ และคนที่นี่ชอบบีบแตร ไม่รู้บีบทำไมนักหนา

45. ถ้าไปเมืองยอกยาการ์ต้า บักเปีย คือขนมขึ้นชื่อของที่นี่ มันคือขนมเปี๊ยะบ้านเราแหละ แต่เล็กกว่า

46. ถ้ามีโอกาสช็อปปิ้งที่ตลาดมาริโอโบโร่ เมืองยอกยาการ์ต้าจะดีมาก เพราะที่นั่นเป็นแหล่งรวมของฝากของอินโดและชวา ต่อราคาได้แบบสะใจ

47. ดาราอินโดไม่ค่อยหล่อสวยเท่าไหร่ ถ้าหน้าตาดีก็จะเป็นแบบลูกครึ่งไปเลย หาขาวๆ ตี๋ๆ แบบบ้านเราไม่ค่อยได้ แต่ถ้าชอบแบบเข้มๆ ก็เชิญเลยจ้า

48. วัดวิปัสนาคารหะ คือวัดไทยที่ใหญ่ที่สุดในอินโด อยู่ที่เมืองบันดุง

49. ห้างที่จาการ์ต้าเริ่ดจริงอะไรจริง ของแบร์นเนมของเค้าเริ่ดมาก บางช็อปไม่มีในไทย แต่มีที่จาการ์ต้า ดังนั้น การช็อปปิ้งที่จาการ์ต้าก็เป็นเรื่องที่น่าสนุก

50. บาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวย และวัฒนธรรมยังอยู่ครบ ดังนั้นถ้าไปอินโด อย่าลืมแวะไป

51. ข้างๆ บาหลีคือลอมบก แวะไปด้วยจจะดีมาก เพราะน้ำทะเลใสมาก เป็นแหล่งดำน้ำที่ดีสุดๆ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #491 เมื่อ: 20 ส.ค. 13, 10:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

52. บาหลีเใช้เวลาบินตรงแค่ 4 ชั่วโมง ไปถึงแล้วอย่าลืมปรับนาฬิกาเร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง

53. ไปบาหลี สาวไทยไม่ต้องทำวีซ่าเข้าประเทศแต่อย่างใด เพราะเป็นเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน เดินลงเครื่องไป ให้เดินตรงไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองให้ตรวจได้เลย ไม่ต้องไปต่อแถว visa on arrival ที่คุณพี่ฝอยืนต่อคิวกันอยู่ คนไทยไปโลด!

54. เราจะหาหมูกินได้ที่นี่!! ใช่ ถึงบาหลีจะเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิม แต่ 95% ของคนบาหลีนับถือศาสนาฮินดู เพราะฉะนั้นเราจะหาอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อหมูกันได้โดยทั่วไป แต่เนื้อวัวจะหากินยากสักนิด

55. เราจะเป็นเศรษฐีที่บาหลี!! เพราะเราจะพกเงินเป็นล้าน กินข้าวมื้อละเป็นแสน เพราะที่บาหลี และทั่วทั้งประเทศใช้เงินตระกูลรูเปีย อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 100,000 รูเปีย = 300-350 บาท เช่น ถ้าซื้อของก็คิดราคาของ x 0,035 บาท เป็นต้น

56. ที่นี่เงินที่เล็กที่สุดคือ เหรียญ 500 รูเปีย ถ้าคิดราคาแล้วมีเศษต่ำกว่า 500 ต้องทอน คุณจะได้เป็นลูกอมแทนและเวลาคนบาหลีบอกราคา มักจะตัดศูนย์ออก 3 ตัว เช่น 10 คือ 10,000 รูเปี๊ยะห์

57. สามารถแลกเงินรูเปียได้จากเมืองไทย บางครั้งอาจจะราคาดีกว่าด้วย แต่สามารถแลกเงินดอลลาร์สหรัฐไปแลกรูเปียได้ที่บาหลี แต่จะไม่รับแลกแบ๊งค์ 100 ดอลลาร์ที่ปีพิมพ์ต่ำกว่าปี 2000

58. เที่ยวบาหลี เช่ารถพร้อมคนขับ+ น้ำมัน ดีกว่าเช่ารถขับเอง เพราะโอกาสเสี่ยงหลงทางนั้นมีมาก เพราะป้ายบอกทางที่บาหลีจะชวนงงอยู่บ้าง
ราคารถเช่าพร้อมคนขับ อยู่ที่ประมาณ วันละ 400,000–450,000 รูเปี๊ยะห์

59. ราคารถเช่าอย่างเดียว ขับเอง เติมน้ำมันเอง ประมาณวันละ 150,000 – 200,000 รูเปีย

60. ที่นี่โรงแรมเยอะมากกกก สามารถเดินวอล์คอินหาที่พักที่โน่นได้ และที่สำคัญต่อรองราคาได้ ราคามีตั้งแต่คืนละ 300 บาท (สำหรับโฮมสเตย์ ที่อยู่ได้อย่างสบายๆ) เป็นต้นไป

61. ไม่จำเป็นต้องใช้แอร์ เลือกนอนห้องพัดลมเพื่อประหยัดงบได้ เพราะอากาศที่บาหลีจะเย็นสบายๆ ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะเมืองอูบุด ที่ยามค่ำคืนอากาศจะเย็นกว่าที่อื่น

62. กฎแห่งการช็อปปิ้ง “สวย เริ่ด เชิด เลือก (ได้)” อย่าลืมต่อราคาของในอัตราหารสี่



ที่มา : http://travel.mthai.com/travel_tips/64303.html
http://www.dek-d.com/board/view/2785415/
https://th-th.facebook.com/indoindah/posts/671364479546278
http://www.oknation.net/blog/Chaoying/2010/07/18/entry-3

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 ส.ค. 13, 10:13 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #492 เมื่อ: 28 ส.ค. 13, 17:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

12 สุดยอดขนมหวานของรัสเซีย


ถ้าคุณได้รับเชิญไปที่บ้านของใครสักคนในรัสเซีย คุณมีโอกาสได้ทานชาร้อนกับขนมหวานแน่ ๆ อาจเป็นหนึ่งใน 12 สุดยอดขนมหวานของรัสเซียก็ได้ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง...


1. Tula Gingerbread


ขนมปังขิงเป็นหนึ่งในขนมดั้งเดิมของรัสเซีย เป็นขนมปังน้ำผึ้งซึ่งมาจากอียิปต์โบราณ เข้ามายังรัสเซียในศตวรรษที่ 9 ขนมปังขิงทำจากแป้งไรย์ผสมน้ำผึ้งและน้ำผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ต่อมาในศตวรรษที่ 12-13 ได้เพิ่มสูตรโดยผสมเครื่องเทศจากอินเดียและตะวันออกกลาง ขนมปังขิงของรัสเซียที่ขึ้นชื่อมากที่สุดมาจาก Tula อยู่ห่างจากมอสโคว์ไปทางใต้ราว 120 ไมล์ ขนมมีรูปร่างสี่เหลี่ยม มีรสเผ็ดหวานจากเครื่องเทศกับแยมหรือนม




2. Pastila (Pastels)


พ่อคัาของรัสเซียมีการติดต่อซื้อขายกับตะวันออกกลางมาเป็นเวลายาวนาน ขนมหวานของรัสเซียที่นิยมเป็นอันดับ 2 คือ Pastila ซึ่งชวนให้นึกถึง Turkish Delight ของตุรกี ขนมชนิดนี้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลเปรี้ยว น้ำผึ้ง และไข่ขาว จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 Kolomensky pastel ได้ชื่อว่าเป็น Pastila ที่อร่อยที่สุด และสูตรการทำขนมก็เป็นความลับด้วย ฝรั่งเศสได้นำขนม Pastila ไปปรับปรุงสูตรใหม่จนเป็นขนมขึ้นชื่อของฝรั่งเศส ปัจจุบันนี้รัสเซียได้เปลี่ยนมาใช้น้ำตาลแทนน้ำผึ้ง




3. Ptichie Moloko (Birds’ Milk Cake)


เป็นขนมมาร์ชเมลโล่ที่โปะหน้าด้วยช็อคโกแลต ขนมนี้เป็นเค้กที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งของรัสเซีย Birds' Milk Cake เป็นเค้กชนิดแรกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรในรัสเซีย สูตรของขนมได้รับการพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มนักทำขนมที่อยู่ภายใต้การนำของ Vladimir Guralnik (หัวหน้านักทำขนมของภัตตาคาร Prague ในมอสโคว์) เค้กชนิดนี้เป็นที่นิยมและเป็นสัญญลักษณ์ของรัสเซีย หาซื้อได้ทั่วไปแม้แต่ในร้านขนมที่ราคาแพงมาก




4. Chak-chak


ขนมดั้งเดิมของชาวเติร์ก เป็นขนมรสหวานมากของรัสเซีย และเป็นขนมประจำชาติของชาว Tatars และ Bashkirs ขนมยังเป็นสูตรโบราณไม่เปลี่ยนแปลง ทำจากแป้งโดนัทและไข่ดิบปั้นเป็นแท่งสั้น ๆ จากนั้นก็นำไปทอดและวางกองไว้ก่อนราดด้วยซอสน้ำผึ้ง รอให้เย็นแล้วนำไปเสิร์ฟ




5. Prague Cake


ขนมนี้พัฒนามาจาก Viennese Sachertorte โดย Vladimir Guralnik เหมือนกัน เค้กนี้ประกอบด้วยครีม 4 อย่าง ไม่เหมือนกับ Birds' Milk Cake ที่ใช้ครีมอะไรทำก็ได้ บางชั้นก็มีวิสกี้และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บางชั้นก็ถูกแช่ในเหล้ารัม




6. Vatrushka


โลกของขนมรัสเซียคงไม่เหมือนเดิมถ้าปราศจาก Vatrushka ซึ่งแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงสูตรเลยนับพัน ๆ ปี เป็นหนึ่งในขนมโบราณที่สุดของเผ่าสลาฟโบราณ ขนมมีรูปร่างกลม ทำจากแป้งไร้เชื้อ ผสมด้วย คอตเตจชีสอบ น้ำตาล แยม นมหรือน้ำผลไม้เข้มข้น Vatrushka เป็นขนมที่เรียบง่ายแต่ได้รับความนิยมสูง




7. Churchkhela


ขนมนี้ส่วนใหญ่พบได้ในรีสอร์ทริมทะเลแถว Krasnodar เป็นอาหารดั้งเดิมของชนผิวขาว ทำจากถั่วที่วางลงบนด้าย แล้วจุ่มลงในน้ำองุ่นหวานที่เคลือบด้วยแป้ง Churchkhela นับเป็นขนมสุขภาพเพราะประกอบน้ำน้ำตาลกลูโคสและฟรุกโตส น้ำมันพืช โปรตีน กรดอินทรีย์ และวิตามิน ใช้เวลาในการทำนานมาก เพราะ้ต้องตากแดดให้แห้งอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และถูกเก็บไว้อีกถึง 3 เดือน แต่ทุกคนที่ได้ชิมก็บอกว่าเป็นความพยายามที่คุ้มจริง ๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ส.ค. 13, 19:30 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #493 เมื่อ: 28 ส.ค. 13, 18:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

8. Baked Apple


รัสเซียมีอากาศหนาวทำให้หาผลไม้ฤดูร้อนยาก แอปเปิ้ลจึงถูกทำเป็นอาหารหลายชนิด แอปเปิ้ลรัสเซียมีรสเปรี้ยวมาก แต่หลายศตวรรษที่ผ่านมาพ่อครัวได้พบวิธีที่ทำให้หวาน ขั้นตอนแรกคือการนำไปแช่ในน้ำเชื่อมต่าง ๆ หลังจากนั้นก็เอาแกนออกแล้วนำไปอบ แอปเปิ้ลอบเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพเหมือนกันเพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและโพแทสเซียม และยังเหมาะเป็นอาหารสำหรับไดเอ็ทด้วย เพราะนอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยเผาผลาญพลังงาน ผิวพรรณเปล่งปลั่งและเรียบเนียน




9. Syrniki (Cottage cheese pancakes) และ Oladie (thick pancakes)


เรียกได้ว่าเป็นขนมรัสเซียที่ "ยิ่งใหญ่" มาก ส่วนผสมหลักประกอบด้วยผลิตภัณฑ์สุขภาพคือคอตเตจชีส ไข่ และแป้ง ทอดในกะทะกับแครอทขูด แอปริคอตแห้ง ลูกแพร์ ถั่ว ฟักทอง และสควอช ทานกับครีม แยม น้ำผึ้ง น้ำผลไม้เข้มข้น หรือน้ำเชื่อม นับว่าเป็นขนมสุขภาพที่อร่อยมาก




10. Sweet Soya Bars


ชาวรัสเซียที่เติบโตมาในยุคขาดแคลนของสหภาพโซเวียตมักมีความทรงจำเกี่ยวกับขนมชนิดนี้ เพราะถึงแม้หิ้งวางอาหารจะว่างเปล่า แต่ขนมนี้จะมีวางไว้อยู่เสมอ ขนมรสชาติคล้าย halva ที่เป็นอาหารของตะวันออก นั่นอาจเป็นเพราะมีถั่วเป็นส่วนผสม Soya Bars ที่เป็นที่นิยมเป็นของโรงงาน Rot Front ขนมนี้มีแคลอรี่สูงมาก ประมาณ 514 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม




11. Smokva (Fruit Leather)


ของหวานชนิดนี้เกือบถูกลืมไปแล้ว สามารถหาได้ที่บางหมู่บ้านของรัสเซีย เมื่อก่อนขนมนี้ถูกเรียกว่า "แอปเปิ้ลสวรรค์แห้ง" รสชาติคล้ายขนมพาสเทลผลไม้ของสมัยนี้ ทำโดยนำผลไม้ที่เต็มไปด้วยเพคติน เช่น แอปเปิ้ล มะตูม พลัม และโรวานเบอร์รี่ ไปต้ม จริง ๆ แล้ว Smokva หมายถึงมะเดื่อแห้ง แต่มะเดื่อแพงเกินไปจึงทดแทนโดยใช้ผลไม้ในท้องถิ่นไปปรุงกับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม




12. Alenka Chocolate


Alenka อาจไม่ใช่ช็อคโกแลตที่อร่อยที่สุดในรัสเซีย แต่ก็เป็นยี่ห้อที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมช็อคโกแลตของรัสเซีย เริ่มผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นผลพวงของโปรแกรมอาหารพิเศษคือผลิตภัณฑ์ช็อคโกแลตนมราคาไม่แพง มีการประกวดแข่งขันเพื่อหาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมของลูกอมชนิดนี้ ซึ่งผู้ชนะเป็นศิลปินที่ทำงานในโรงงาน เป็นภาพของเด็กหญิงอายุ 8 เดือนซึ่งมีข่าวลือว่าเด็กคนนั้นคือ Svetlana Allilueva ลูกสาวของสตาลิน


ที่มา : http://rbth.ru/articles/2012/08/27/top_12_russian_sweets_17701.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ส.ค. 13, 18:40 น โดย noojidsai » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #494 เมื่อ: 15 ก.ย. 13, 18:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภาพเก่าเมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง
http://www.songsakarn.com/forum/viewthread.php?tid=6870

ภาพเจ้าเมืองล้านนาในอดีต
http://www.baanmaha.com/community/thread42580.html

ภาพลำปางในอดีต
http://www.pantown.com/board.php?id=39487&area=3&name=board1&topic=11&action=view


ภาพเชียงใหม่ในอดีต
http://www.reviewchiangmai.com/1277
http://group.wunjun.com/#!/stou27/topic/299331-8695
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2008/08/K6915204/K6915204.html
http://atcloud.com/stories/33750
http://www.kroobannok.com/blog/22126
http://jackpraphrae.igetweb.com/?mo=3&art=210852
http://www.gotoknow.org/posts/196804
http://muslimchiangmai.net/?topic=429.0

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 9 10 11 12

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
         

ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้