หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: รวมฮิต ... เทคโนโลยีทำลูก ... ตัวช่วยผู้มีบุตรยาก  (อ่าน 823 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 5 พ.ย. 10, 13:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
แต่งงานมา นานกว่า 1 ปี ตลอดจนมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ แต่ทำไมยังไม่ตั้งครรภ์สักที นั่นเป็นสัญญาณเตือนแล้วว่า คุณกำลังอยู่ในภาวะ "การมีบุตรยาก" โดยหลักการแล้ว แม้ว่าภาวะนี้จะไม่ใช่โรค แต่ก็เป็นปัญหาสำหรับคู่สมรสที่หวังอยากจะมีเจ้าตัวเล็กไม่น้อย

ดังนั้นเพื่อความสมบูรณ์แบบของชีวิตครอบครัว เราจึงได้รวบรวมวิธีการรักษาโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ ์ ที่ทันสมัยระดับโลกไว้ เป็นตัวเลือก และแนวให้กับคู่สมรสที่มีบุตรยาก ซึ่งมีรายละเอียดขั้นตอนการทำลูกดังต่อไปนี้


คัดเชื้อเพื่อฉีดเข้าโพรงมดลูก (Intrauterine insemination: IUI)

เป็นการรักษาการมีบุตรยากที่สะดวก และประหยัด เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ไม่มีปัญหาทางร่างกาย โดยเก็บน้ำเชื้อของฝ่ายชายในช่วงวันตกไข่ของฝ่ายหญิง แล้วใช้น้ำยาเพาะเลี้ยงคัดแยกเฉพาะอสุจิที่แข็งแรง และนำไปฉีดเข้าโพรงมดลูก เพื่อเพิ่มโอกาสในการผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงได้ดีขึ้น

ทำกิ๊ฟท์ (Gamete Intrafallopian Transfer: GIFT)

เป็นการรักษาที่มีอัตราการตั้งครรภ์สูง โดยนำไข่ที่เจาะออกมาผสมกับเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย แล้วใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ “ซิฟท์ (Zygote Intrafallopian Transfer: ZIFT)” แต่จะทำให้ไข่เกิดการปฏิสนธิภายนอกแล้วใส่กลับเข้าไป ในร่างกายของฝ่ายหญิง โดยดมยาสลบ และเจาะรูที่หน้าท้องสามตำแหน่ง

เด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization: IVF)

เป็นการรักษาที่สะดวกไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องเจาะหน้าท้อง แต่ให้อัตราการตั้งครรภ์สูงใกล้เคียงกับการทำกิฟต์ โดยกระตุ้นไข่ให้สุขเต็มที่แล้วเจาะไข่ผ่านทางช่องคล อด และนำมาผสมเชื้ออสุจิของฝ่ายชายเลี้ยงในตู้เพาะเลี้ย งตัวอ่อน จนแบ่งตัวเป็นระยะ 4-8 เซลล์ หรือเลี้ยงจนเป็นระยะ “บลาสโตซีท” แล้วจึงนำมาใส่กลับเข้าโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอด

อย่างไรก็ดี วิธีอุ้มบุญเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาภาวะมีบุตรยากด้ วยกระบวนการทำ เด็กหลอดแก้ว เพราะฉะนั้นการอุ้มบุญกับการทำเด็กหลอดแก้วมีวิธีการเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันในขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนไปฝากในโพรงมดลูกของคุณแม่อีกท่านหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณแม่ทางพันธุกรรม หรือคุณแม่เจ้าของไข่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เองด้วยข้อบ่งชี้ต่างๆ

ปัจจุบันประเทศไทย ครม.ได้คลอดกฎหมายอุ้มบุญแล้ว โดยให้ทำได้ในคู่สามี-ภรรยา ซึ่งกำหนดให้การผสมเทียม ต้องกระทำต่อหญิงที่มีสามีที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วเท่านั้น และต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากสามี และภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีการใช้อสุจิจากผู้บริจาค

โดยกำหนดวิธีการดำเนินการตั้งครรภ์แทนไว้ 2 กรณี คือ
1.การใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิและไข่ของสามีภริยาที ่ชอบด้วยกฎหมายที่ ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทน และ
2.การใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิหรือไข่ของสามี หรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายที่ประสงค์จะให้มีการตั้งครรภ์แทน กับอสุจิหรือไข่ของผู้อื่น ซึ่งหมายความว่า ต่อไปหญิงที่รับอุ้มบุญ ไม่สามารถใช้ไข่ของตัวเอง ผสมกับอสุจิ ของพ่อโดยกฎหมายได้ เพื่อป้องกันความรู้สึกผูกพัน


ฉีดเชื้ออสุจิเพียงหนึ่งตัวเข้าไปในเซลล์ไข่ หรืออิ๊กซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection: ICSI)

เหมาะสำหรับคู่สมรสที่มีอสุจิน้อยมาก จนไม่สามารถปฎิสนธิไข่ได้เอง หรือไม่มีตัวอสุจิเลย แต่อัณฑะยังคงมีการผลิตอสุจิอยู่ โดยนำเข็มแก้วเล็กๆ ฉีดอสุจิเพียง 1 ตัวเข้าไปในไข่ 1 ใบ แล้วเลี้ยงจนกลายเป็นตัวอ่อน และใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 5 พ.ย. 10, 13:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การรักษาภาวะมีบุตรยาก ขึ้นอยู่กับอาการของคู่สมรส โดยผ่านการตรวจร่างกายทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เมื่อมาตรวจ แพทย์จะตรวจหาจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่

1. ไม่มีการตกไข่

2. ท่อนำไข่อุดตันหรือมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน

3. เชื้ออสุจิของฝ่ายชายอ่อน ตรวจนับด้วยคอมพิวเตอร์

จากนั้น...แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย และรักษาตามสาเหตุ อาทิ การให้ยากระตุ้นการตกไข่ การส่องกล้องผ่าตัด หรือคัดเชื้อฉีดเข้าโพรงมดลูก เมื่อรักษาเต็มที่แล้วยังไม่ตั้งครรภ์ แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพัน ธุ์ที่เหมาะสม อาทิ เด็กหลอดแก้วต่อไป



การชักนำให้ไข่ตกในหญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก

การชักนำให้ไข่ตก (Ovulation induction) เป็นการใช้ยากระตุ้นการเจริญเติบโตของฟองไข่ (Follicle) จนถึงระยะที่เหมาะสมจนกระทั่งมีการตกไข่ (ovulation) หรือใช้ฮอร์โมนเพื่อชักนำให้เกิดการตกไข่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ตัวอสุจิที่ผ่านโพรงมดลูกเข ้าไปยังท่อนำไข่จนพบกับ ไข่ที่ตกมาจากรังไข่และเกิดการปฏิสนธิต่อไป

จุดมุ่งหมายต้องการให้มีไข่ตกเหมือนรอบธรรมชาติ แต่มีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากตามรอบธรรมชาติแม้จะมีประจำเดือนอย่างสม่ำเสมอแต่พบว่ามีการตกไข่ เพียงแต่ร้อยละ 80 เท่านั้น หมายความว่าในการมีประจำเดือนประมาณ 12-13 ครั้งในหนึ่งปีจะพบว่ามีไข่ตกเพียง 9-10 รอบเท่านั้นและจะน้อยกว่านี้ถ้าหญิงนั้นมีประจำเดือน ไม่สม่ำเสมอ แต่การใช้ยาจากภายนอกกระตุ้นนั้นจะพบไข่ตกได้ถึงร้อย ละ 80-90 ดังนั้นการรักษานี้จึงเหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาไข่ไม่ตก หรือในกรณีที่ไม่พบปัญหาชัดเจน


ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนประกอบด้วยการเริ่มใช้ยากระตุ้นรังไข่ในช่วงต้นของรอบเดือน การติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่ การชักนำให้ไข่ตก ด้วยยาฮอร์โมนหรือตรวจหาวันไข่ตกด้วยแถบตรวจฮอร์โมนจาก ปัสสาวะ และการกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์หรือฉีดเชื้อผสมเทียม การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่สามารถใช้เพียงการรับประทานยา และกำหนดวันมีเพศ สัมพันธ์ได้เลย แต่ต้องประกอบด้วยส่วนที่สำคัญมากคือการติดตาม และประเมินการเติบโตของฟองไข่ หรือการตรวจด้วยวิธีต่างๆ เพื่อหาวันไข่ตกซึ่งแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อให้การกำหนดวันไข่ตกมีความแม่นยำมากที่สุด

การใช้ยา

ยาที่ใช้มีทั้งยารับประทานและยาฉีด ยารับประทานแพทย์มักให้เริ่มทานในช่วงวันที่ 3-5 ของการมีประจำเดือนวันละ 1-3 เม็ดเป็นระยะเวลา 5 วัน ส่วนยาฉีดมักใช้ร่วมกับยารับประทาน หรืออาจใช้ยาฉีดอย่างเดียวก็ได้ในบางกรณี แต่ขนาดยาและวันที่ฉีดมีความแตกต่างได้มากตามการปรับ ยาของแพทย์เพื่อให้ เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน ยาเหล่านี้เป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ จึงไม่แนะนำให้ไปซื้อยาใช้เองเนื่องจากอาจเกิดภาวะแท รกซ้อนจากการใช้ยาได้

การประเมินวันไข่ตก

แพทย์มักใช้การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อติดตามการเจริญเติบโต ของฟองไข่เป็นระยะตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจ 1-2 ครั้งในรอบเดือนนั้นๆ โดยทั่วไปในรอบธรรมชาติที่ไม่ได้ใช้ยากระตุ้น เมื่อฟองไข่โตจนกระทั่งเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 มิลลิเมตรขึ้นไปก็จะเกิดการตกไข่ แต่รอบที่ได้รับยากระตุ้นขนาดของฟองไข่ก่อนการตกไข่ม ักจะโตกว่านั้นเล็กน้อย ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะใช้ความเชี่ยวชาญประเมินวันไข่ตก จากข้อมูลการตรวจอัลตราซาวด์แต่ละครั้ง

นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาวันไข่ตกด้วยการตรวจระดับฮอร ์โมน LH ในปัสสาวะ ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์จะผลิตฮอร์โมน LH ขึ้นมาจนถึงระดับสูงสุดประมาณ 1 วันก่อนการตกไข่ แต่มักจะไม่มีความแน่นอนว่าต้องเป็นวันที่เท่าไรในรอบเดือนนั้น ดังนั้น หลักการปฏิบัติในวิธีนี้จึงต้องคาดการณ์วันไข่ตกก่อนแล้วใช้การตรวจ ทั้งก่อนและหลังวันไข่ตกที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี และการตรวจวิธีนี้มีความแม่นยำร้อยละ 80-90

ส่วนการตรวจอุณหภูมิกายช่วงตื่นนอนตอนเช้าได้เสื่อมความนิยมในการใช้ ตรวจหาวันไข่ตกไปมากแล้ว เนื่องจากความแม่นยำต่ำ มีความยุ่งยากในการจดบันทึก และมีวิธีที่ง่ายกว่าคือการตรวจระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะมาทดแทนซึ่งราคาถูกลงมากในปัจจุบัน จึงขอเว้นไม่อธิบายรายละเอียดในที่นี้

อย่างไรก็ดี การกำหนดวันไข่ตกอีกวิธีหนึ่งคือ การฉีดยากระตุ้นการตกไข่ แพทย์จะวัดขนาดฟองไข่จากการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคล อดก่อน เมื่อได้ขนาดที่เหมาะสมแล้วแพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่เข้ากล้าม และหลังจากนั้นอีกประมาณ 34-46 ชั่วโมงจะเกิดการตกไข่ ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ฉีดเชื้อผสมเทียมหรือมีเพศสั มพันธ์หลังการฉีดยา กระตุ้นการตกไข่ประมาณ 36 ชั่วโมง

ระหว่างการตรวจระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะกับการฉีดยากระตุ้นการตกไข่อาจมีผู้สงสัยว่าวิธีใดดีกว่ากัน ได้มีการวิจัยเปรียบเทียบแล้วพบว่ามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปตามปัญหาพื้นฐานของผู้ป่วยแต่ละคน รวมทั้งเทคนิคในการกระตุ้นไข่แต่ละแบบ ดังนั้นแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับผู้ ป่วยแต่ละราย


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 5 พ.ย. 10, 13:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โอกาสประสบความสำเร็จ

โอกาสการตั้งครรภ์ในคู่สมรสปกติประมาณร้อยละ 30 ในเดือนแรกไปแล้ว ดังนั้นโอกาสการตั้งครรภ์ในคู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรย ากที่ใช้การรักษาวิธี นี้ก็ไม่สามารถจะมากกว่าร้อยละ 30 ไปได้ โดยเฉลี่ยโอกาสการตั้งครรภ์จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10-20 ต่อรอบเดือน ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้ทำการชักนำให้ไข่ตกซ้ำประมาณ 3-6 รอบเดือนก่อนจะเปลี่ยนไปรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไป

ภาวะแทรกซ้อน

จุดมุ่งหมายของการชักนำให้ไข่ตกนั้นต้องการให้มีไข่ตกเพียง 1 ใบเท่านั้น แต่การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เท่ากัน ทำให้บางรายมีไข่ตกมากกว่า 1 ใบต่อรอบ จึงพบโอกาสการตั้งครรภ์แฝดจากการรักษาด้วยวิธีนี้ประมาณร้อยละ 5-8 ซึ่งมากกว่าตามธรรมชาติ

สำหรับการตั้งครรภ์แฝดนี้ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการรักษานี้ เนื่องจากเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อทั้ง มารดาและทารก แต่ในประเทศไทยคู่สมรสทีมีปัญหามีบุตรยากส่วนใหญ่ยินดีที่จะมีลูกแฝด และมีความเชื่อมั่นในการดูแลของสูติแพทย์สูงมาก จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการรักษาผู้มีบุตรยากนั้น”จงใจ”ให้เกิดครรภ์ แฝดได้ อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้ทำการรักษานั้นจะแจ้งเตือนผู้ป่วยก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารอบใดคาดว่าจะมีไข่ตกมากกว่า 1 ใบ เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการรักษาในรอบนั้นๆ

สุดท้ายในวันไข่ตกต้องมีตัวอสุจิว่ายเข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงท่อนำไข่เพื่อเจาะ เข้าไปในไข่ให้เกิดการปฏิสนธิตามมา โดยอาจมีเพศสัมพันธ์ตามปกติหรือใช้การฉีดเชื้อผสมเทียมก็ได้ พิจารณาตามความเหมาะสมของปัญหาในผู้ป่วยแต่ละราย

สำหรับ ผู้ที่อยากเป็นคุณพ่อคุณแม่ และมีปัญหาในการมีบุตร ไม่ว่าด้วยประการใดๆ ก็ตาม การเข้ามารับคำปรึกษาเป็นสิ่งที่ไม่ยุ่งยากจนเกินไป ปัจจุบันมีหลายแนวทางที่แพทย์จะมีคำแนะนำที่เหมาะสมให้กับแต่ละคู่ เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัญหามีบุตรยากไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่บางครั้งอาจจะไม่ได้มารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ ยวชาญทำให้ยังไม่มี ข้อมูลเพียงพอสำหรับการพิจารณาว่าจะทำการรักษาอย่างไรต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 11 พ.ย. 10, 15:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณสำหรับข้อมูล
สมัยนี้แปลกนะ คนที่อยากมีลูกกลับมีลูกยาก แต่คนที่ไม่พร้อมจะมีลูกกลับมี

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 11 พ.ย. 10, 16:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เป็นความรู้ดีมาก q*014

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม