หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: การฉีดยาคุม  (อ่าน 2260 ครั้ง)
Guest
แม่ลูก 1
เรทกระทู้
« เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 12:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

คื่อว่าเราคุมกำเนิดโดยการฉีดยาคุม เป็นเวลา 1 ปีแล้ว ประจำเดือน ไม่เคยมาเลย
พี่ที่ทำงานบอกว่ามันอันตราย มีวิธีไหนที่ทำให้ประจำเดือนมาเหมือนเดิมไหม
แต่ไม่อยากเลิกฉีดยาคุม กลัว ท้องอีก
ใครมีวิธีที่ดีกว่านี้กรุณาบอกด้วยน๊ะค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 15:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การที่จะเลือกใช้วิธีใดให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของผู้ขอรับบริการ ควรจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ก่อน

1. ลักษณะสม่ำเสมอของรอบระดูเป็นอย่างไร
2. ความถี่ห่างของการมีเพศสัมพันธ์เป็นอย่างไร
3. ลักษณะงานของท่านที่จะทำให้ท่านสามารถทานยาได้ตรงเวลาหรือไม่
4. การตั้งครรภ์ที่อาจจะเกิดขึ้น จะมีอันตรายต่อสุขภาพมากน้อยเพียงไร
5. ท่านยังต้องการมีบุตรอีกหรือไม่
6. ท่านมีความเสี่ยงต่อการใช้ฮอร์โมนบ้างหรือไม่ เช่นกรณีที่ท่านสูบบุหรี่
อายุเกิน 35 ปี มีโรคความดันโลหิตสูง
7. ถือเป็นข้อที่จำเป็นที่สุดคือ ท่านต้องขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อน
เพื่อเลือกวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับท่าน

การเลือกวิธีคุมกำเนิด

1. การเลือกวิธีคุมกำเนิดขึ้นกับปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น สุขภาพ
ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ จำนวนของคู่ขา ความต้องการมีบุตรในอนาคต
2. วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการตั้งครรภ์ และปลอดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คือการไม่มีเพศสัมพันธ์
3. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอควรจะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีด ใส่ห่วง
4. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย ให้ใช้ ถุงยางอนามัย
5. ผู้ที่มีคู่ขามากหรือต้องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ใช้ถุงยางอนามัย
6. ถ้าไม่แน่ใจว่าแฟนมีโรคติดต่อหรือไม่ไม่ควรที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย
7. ผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการวางแผนเช่น ถูกข่มขืนควรใช้ยาคุมชนิดหลังร่วมเพศ
8. นอกจากปัจจัยดังกล่าว ยังต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด
ด้วยตารางแสดงประสิทธิภาพของการคุมกำเนิด



อัตราการตั้งครรภ์ในการคุมกำเนิดแต่ละวิธี

* การฝังฮอร์โมน 0.05%
* การทำหมันชาย 0.1%
* ยาเม็ดคุมกำเนิด 0.1-0.5%
* ใส่ห่วง 0.1-1.5%
* การฉีดยาคุม 0.3%
* การทำหมันหญิง 0.5%
* การสวมถุงยางอนามัย 3%
* การสวมถุงยางอนามัยของผู้หญิง 5%
* การใส่ diaphragm และย่าฆ่า sperm 6%
* ยาฆ่า sperm 6%
* หมวกครอบปากมดลูกและยาฆ่า sperm ในคนที่ไม่เคยท้อง 9%
* การนับวัน 9%
* หมวกครอบปากมดลูกและยาฆ่า sperm ในคนที่เคยท้อง 26%

วิธีการคุมกำเนิดโดยการนับวันที่ที่ปลอดภัย

1. การนับวันที่ที่ปลอดภัย หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "หน้า 7 หลัง 7" ซึ่งหมายถึงนับจากวันที่มีประจำเดือนคราวที่แล้ว โดยคาดการณ์ว่าประจำเดือนจะมาอีกครั้งเป็นวันที่เท่าไร โดยช่วงก่อนประจำเดือนรอบใหม่มา 7 วัน และนับจากที่มีประจำเดือนมา ต่อไปอีก 7 วัน เบ็ดเสร็จรวม 14 วัน นับเป็นช่วงที่ปลอดภัย
2. เป็นวิธีการควบคุมกำเนิดแบบวิถี ธรรมชาติ ทั้งนี้ในการนับจะได้ผลดีเมื่อมีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ เป็นรอบที่แน่นอน แต่ก็เสี่ยงต่อการจำวันผิดพลาด ถ้าไม่ได้มีการจดบันทึก
3. อีกประการหนึ่งคือ ช่วงที่มีประจำเดือนปากมดลูกจะเปิดเพื่อให้ขับเลือดออก ถ้ามีการร่วมเพศช่วงนั้นมีโอกาสที่จะติดเชื้อทำให้มดลูกอักเสบ มีมากกว่าช่วงปกติ เพราะเชื้ออสุจิจะนำเอาเชื้อโรคภายนอก เข้าสู่โพรงมดลูกที่มีการลอกหลุดทำให้เกิดปัญหาได้

วิธีการคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ

1. การนำวิธีคุมกำเนิด มาใช้หลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้ว คือ คุมกำเนิดหลังร่วมเพศ ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในสังคมปัจจุบัน เพราะมีอิสระในการหาซื้อยา และมีอิสระในเรื่องเพศ
2. วิธีการคุมกำเนิดหลังร่วมเพศมีหลายวิธี เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจนสูง เพื่อป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อน โดยเพิ่มการเคลื่อนไหว บีบตัวของมดลุกและท่อนำไข่ ทำให้การผสมกันระหว่างไข่ และเชื้ออสุจิเป็นไปได้ยาก ยากลุ่มนี้ชื่อ ออพรอล (Ovral) โดยรับประทานครั้งเดียว 4 เม็ด หลังร่วมเพศ พบว่า มีผลคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ได้ อาการข้างเคียงจากยา คือ คลื่นไส้ อาเจียน พบได้บ่อย
3. ยาอีกชนิดที่นำมาใช้คือ โพสตินอร์ (Postinor) ซึ่งมีปริมาณโปรเจสเตอโรนสูง แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรรับประทานมากกว่า 4 เม็ดต่อเดือน และควรใช้หลังร่วมเพศภายใน 3 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมง ผลระยะยาวของยาตัวนี้คือ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของมดลูกได้ นอกจากนี้ยาฉีดที่มีปริมาณโปรเจสเตอโรนสูง ก็มีการนำมาใช้โดยหวังผลการออกฤทธิ์ ทำให้เกิดภาวะเหมือนมีประจำเดือนคือ ผนังมดลูกลอกหลุด แบบช่วงมีประจำเดือน
4. การใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิดหลัง มีเพศสัมพันธ์ก็มีการนำมาใช้ โดยใส่ห่วงอนามัยภายใน 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ นับว่าป้องกันการตั้งครรภ์ก็ได้ผลดี


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 15:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ยาเม็ดคุมกำเนิด

1. ปัจจุบันวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับ ความนิยมสูงสุด และใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกคือ การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน มีสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่แต่งงาน ปัจจุบันยาเม็ดคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพสูงมาในการป้องกันการตั้งครรภ์ และมีอาการข้างเคียงรวมทั้งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญอาหารของร่างการ น้อย นอกจากนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดยังมีประโยชน์ในการลดโอกาสเกิดโรคต่างๆ ทางนรีเวช เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ และการอักเสบในอุ่งเชิงกราน เป็นต้น
2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้กันโดย ทั่วไปเป็นชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งหมายถึง ฮอร์โมนสังเคราะห์เอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน ฮอร์โมนทั้งสองชนิดมีหน้าที่หลักในการระงับการตกไข่ และทำใหเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสมแล้ว นอกจากนี้โปรเจสโตเจนยังทำให้มูกที่ปากมกลูกเหนียว ทำให้อสุจิผ่านได้ยาก และมีผลโดยตรงต่อตัวอสุจิทำให้ไม่สามารถผสมกับไข่ได้
3. การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ควรเริ่มรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแรกในวันที่ 5 วันแรกของรอบเดือน และควรรับประทานหลังอาหารในเวลาเดียวกันทุกวัน สำหรับยาคุมชนิด 28 เม็ด ให้รับประทานเรียงตามลูกศรติดต่อกันทุกวัน เมื่อหมดแผงแล้วให้เริ่มแผงใหม่ในรุ่งขึ้น
4. ยาคุมกำเนิดชนิด 28 เม็ด มีฮอร์โมนจริงๆ 21 เม็ด ส่วนอีก 7 เม็ดเป็นยาหลอก เพื่อป้องกันการลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแผงใหม่ สำหรับยาคุมกำเนิดชนิด 21 เม็ด เป็นฮอร์โมนทั้ง 21 เม็ด เมื่อรับประทานหมดแผงแล้ว 7 วัน แล้วจึงเริ่มยาแผงใหม่
5. หากลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด 1 เม็ด ให้รับประทานเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้ และรับประทานเม็ดที่เหลือต่อไปจนหมดแผง ถ้าลืมรับประทาน 2 เม็ดให้รับประทานวันละสองเม็ดสองวัน โดยรับประทานเพิ่มหนึ่งเม็ดหลังอาหารเช้าสองวัน และมื้อเย็น หรือก่อนนอน รับประทานเหมือนเดิม ถ้าลืมใน 1-7 เม็ดแรก ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดชนิดอื่นร่วมด้วยเช่น การใช้ถุงยางอนามัย ถ้าลืมรับประทาน 3 เม็ด ให้หยุดยาเพื่อให้ประจำเดือนมาเร็วขึ้น โดยระหว่างรอประจำเดือนมาให้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นเช่น ถุงยางอนามัย เมื่อประจำเดือนมาแล้วให้เริ่มรับประทานแผงใหม่ภายใน 5 วันแรกของประจำเดือน แต่ถ้ายาเม็ดที่ที่ลืมรับประทาน เป็นเม็ดที่ 15-21 ของแผงซึ่งเป็นฮอร์โมน เมื่อรับประทานยาจนหมดไม่ต้องเว้นระยะ 7 วัน และควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วยเช่น การใช้ถุงยางอนามัย
6. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดไมโครโดส เป็นชนิดที่ประกอบด้วยโปรเจสโตเจนขนาดต่ำ และมีจำนวน 35 เม็ด ข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดนี้คือ ไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ จึงไม่มีผลต่อน้ำนมขณะให้นมบุตร และไม่มีอาการข้างเคียงทางระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ค่อนข้างต่ำ และมักทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยด้วย



ยาฉีดคุมกำเนิด

1. ฮอร์โมนที่ใช้ในยาฉีดกำเนิดมัก เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิดโปรเจสโตเจน การคุมกำเนิดชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูง ออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ได้นาน และอาการค้างเคียงต่ำ องค์การอาหารและยาของประเทศสหระฐอเมริกายอมรับและจดทะเบียบให้ฮอร์โมนชนิด Depot medroxyprogesterone acetate (DMPA) ปัจจุบันยาฉีดคุมกำเนิดเป็นที่นิยม และมีแนวโน้มจะใช้เพิ่มขึ้นทั่วโลก
2. กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์ ยาฉีดคุมกำเนิด DMPA มีฤทธิ์ระงับการตกไข่ ทำให้เมือกที่ปากมดลูกเนียวขึ้น เชื้ออสุจิจึงผ่านเข้าไปได้ยาก และยังทำให้สภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีลักษณะบางหรือฝ่อ นอกจากนี้ยังทำให้หลอดมดลูกบีบตัวน้อยลงทำให้ไข่เดินทางไม่เป็นไปตามปกติ และลดความสามารถของอสุจิที่ผสมกับไข่ด้วย
3. การฉีดยาคุมกำเนิด ควรเริ่มฉีดภายในวันที่ 1-5 ของรอบเดือน ถ้าเป็นการฉีดหลังคลอดบุตร ให้ฉีดยาฉีดคุมกำเนิดภายหลังคลอดบุตรเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ อาจฉีดทันทีหลังคลอด โดยพบว่ายาฉีด DMPA ไม่ทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง และไม่มีผลต่อการพัฒนาการของทารก ภายหลังจากการฉีดเข็มแรกควรฉีดเข็มต่อไปทุก 12 สัปดาห์ หรือ 84 วัน
4. ยาฉีด DMPA ออกฤทธิ์นาน 3 เดือน ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกวันเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด จึงไม่ต้องกลัวการหลงลืมเหมือนยาเม็ดคุมกำเนิด ยาเม็ดคุมกำเนิดยังมีประสิทธิภาพสูง มีอาการข้างเคียงน้อยทำให้เลือดออกทางช่องคลอดน้อยกว่ารอบระดูปกติ
5. อาการข้างเคียงของยาฉีดคุม กำเนิด อาจทำให้เลือดออกกะปิดกะปรอย ซึ่งมักพบใน 3 เดือนแรกหลังฉีดยา หลังจากนั้นอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฉีดเข็มต่อๆ ไป อย่างไรก็ตามควรได้รับการตรวจหาสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยด้วย
6. ยาฉีด DMPA ทำให้สตรีส่วนใหญ่มีน้ำหนักเพิ่ม 1-5 กิโลกรัมใน 1 ปี จึงควรรับประทานอาหารที่เหมาะสม และออกกำลังกายร่วมด้วย ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากหรือรวดเร็ว โดยไม่มีสาเหตุอื่นอาจเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 15:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง (Norplant)

1. เป็นยาคุมที่ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลักษณะเป็นหลอด ใช้ฝังบริเวณต้นแขนด้านใน โดยฮอร์โมนจะค่อยๆ กระจายสู่ร่างกายช้าๆ
2. มีผลคุมกำเนิดนานประมาณ 5 ปี เหมาะสำหรับผู้มีบุตรเพียงพอแล้ว หรือต้องการเว้นระยะห่างของการมีบุตรนานๆ
3. ปัจจุบันสะดวกสามารถรับบริการได้ตามโรงพยาบาลของรัฐ และคลีนิคทั่วไป

การใส่ห่วงอนามัย (IUD)

1. เป็นการคุมกำเนิดที่นิยมทำกันในกลุ่มแม่บ้าน ที่ต้องการคุมกำเนิดนานๆ อาจใส่หลังคลอดหรือช่วงประจำเดือนมา
2. ปัจจุบันมีห่วงที่นิยมใช้อยู่ 2 แบบ คือ คอปเปอร์ที (CU-T) และมัลติโลด (Multiload) การใส่ห่วงอนามัยต้องอาศัยบุลากร ที่ผ่านการอบรมด้านเทคนิค
3. ห่วงสามารถคุมกำเนิดได้นาน ประมาณ 3 ปี หลังใส่อาจมีอาการปวดเกร็งท้องได้ ห่วงอนามัยไม่เหมาะกับ คนที่มีโอกาสติดเชื้อง่าย เช่น เป็นโรคเบาหวาน รับประทานยากดภูมิ เป็นมะเร็งหรือมีเพศสัมพันธ์แบบเปลี่ยนคู่บ่อย เพราะที่บริเวณต่อจากห่วงจะมีเชือกต่อออกมาบริเวณปากมดลูก ใช้เป็นตัวตรวจสอบสอบว่าห่วงยังอยู่ในตำแหน่งปกติหรือไม่ เชือกนี้จะเป็นจุดที่เชื้อเข้าสู่มดลูกได้ คนที่ใส่ห่วง
4. นอกจากตรวจสอบดูเชือกแล้วต้อง ได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง หรือเมื่อมีความปกติ เช่น เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องเกร็ง หรือคลำเชือกไม่พบ

การสวมถุงยางอนามัยสตรี (Diaphragm)

1. เป็นถุงยางขนาดค่อนข้างใหญ่ให้ ผู้หญิงสวมก่อนมีเพศสัมพันธ์มีมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเพิ่มความนิยมช่วงที่มีการนำเอามาใช้ป้องกันโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์
2. ปัจจุบันออกแบบใช้สะดวกขึ้น ไม่รำคาญ ใช้ง่าย ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เหมาะสำหรับการคุมกำเนิด และป้องกันการติดเชื้อ กรณีผู้ชายปฏิเสธถุงยางอนามัยแบบผู้ชาย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 15:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การสวมถุงยางอนามัยผู้ชาย (Condom)

1. เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ง่ายสะดวก และมีความปลอดภัย ในการป้องกันการตั้งครรภ์ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ หนองใน แผลริมอ่อน ซิฟิลิส ฯลฯ
2. เทคนิควิธีการใช้ก็เป็นสิ่งที่ สำคัญ กล่าวคือ ต้องมีการพิจารณาถึงคุณภาพ และชนิดของถุงยาง โดยดูวันหมดอายุ การฉีกซองต้องระวังถุงยางจะรั่วขาด การสวมต้องขณะอวัยวะเพศชายแข็งตัว โดยบีบที่ปลายถุง แล้วสวมเพื่อให้ส่วนปลายเป็นที่รองรับน้ำอสุจิที่จะหลั่งออกมา ห้ามใช้วาสลินหรือน้ำมันเป็นสารหล่อลื่น แต่ให้ใช้เจลหรือน้ำแทน เมื่อใช้เสร็จการถอดต้องใช้กระดาษทิชชูพันรอบ แล้วดึงออกมานำทิ้งในภาชนะที่จัดไว้ เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย ราคาไม่แพง

การคุมกำเนิดแบบถาวร

1. ในผู้หญิงอาจทำหลังจากคลอดขณะ อยู่โรงพยาบาลภายใน 1 สัปดาห์แรก เรียกว่า หมันเปียก สะดวกสำหรับผู้ที่มีบุตรพอเพียง การผ่าตัดใช้เวลาไม่นาน โดยทำการผูก และตัดท่อนำไข่ การทำวิธีนี้อาจทำร่วมกับผ่าตัดช่องท้องอย่างอื่น หรือทำช่วงไหนก็ได้เรียกหมันแห้ง
2. การทำหมันถาวรในผู้ชายโดยการตัด ท่อนำอสุจิ ทำเวลาไหนก็ได้ที่ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง แผลเล็กใช้เวลาสั้น ประมาณ 20 นาทีก็เสร็จ หลังจากทำแล้วต้องชี้แจงให้ทราบว่า ยังคงมีเชื้ออสุจิค้างอยู่ในท่อนำน้ำเชื้อ จึงต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่น เช่นสวมถุงยางอนามัย 15 ครั้ง หรือรอจนนานกว่า 3 เดือน เพราะการสร้างเชื้ออสุจิใช้เวลาประมาณนั้น
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 15:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ยาวจริงๆ q*069q*069

ให้เวลาอ่าน และศึกษาสามวัน
q*013q*013


ข้อมูลจาก bangkokhealth.com q*063
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 15:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*022 ขอเวลาอ่านสองปี q*012q*012

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 15:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
จขกท. อย่าเชื่อพี่ที่ทำงานอย่างเดียวสิคะ ปรึกษาแพทย์ดีกว่าค่ะ
ว่าร่างกายคุณ หรือวิถีชีวิตคุณเป็นอย่างไร เหมาะสมกับการคุมกำเินิดแบบไหนดีกว่านะคะ
q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 22 ก.ค. 10, 16:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
q*022 ขอเวลาอ่านสองปี q*012q*012
q*013

q*013q*013q*013
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 23 ก.ค. 10, 01:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*063 ควรปรึกษาแพทย์ที่ฉีดยาคุมกำเนิดให้คุณ พร้อมแจ้งอาการที่คุณเป็นให้ท่านทราบ
เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง คุณหมอจะจัดการวิธีการคุมกำเนิดใหม่ ให้คุณเองครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
คนเคยเป็น
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 26 ก.ค. 10, 23:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เหมือนกันค่ะ เราก็ตั้งแต่คลอดน้องมาก็ฉีดยาคุมเลย ฉีดมา 2 ปี ประจำเดือนก็ไม่มาก็รู้สึกอึดอัดค่ะ แล้วพอถึงคราวฉีดเข็มใหม่ก็เปลี่ยนมากินยาคุมแทนค่ะ ทานไปเรื่อย ๆ นะคะ พอทานประมาณ 4 - 5 แผงค่ะ ประจำเดือนก็จะมาเอง
ช่วงทานไปประมาณแผงที่ 3 อ่ะจะมีประจำเดือนมานิดหน่อยค่ะ ทานต่อไปอีกค่ะ ก็มาตามปรกติแล้วค่ะ นี่ฉีดแค่ปีเดียว ก็น่าจะทานไม่กี่แผงก็น่าจะมาปรกติแล้วค่ะ ต้องใช้เวลาหน่อยนะคะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 29 ก.ค. 10, 10:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เห็นมาเยอะแล้วคะ ทุกรายที่ฉีดยาคุม
ประจำเดือนไม่มาเลย
หน้าจะคล้ำ บางคนอ้วนเลยก้อมีคะ
ถ้าฉีดไปนานๆ มดลูกจะแห้ง
เวลาอยากมีน้อง จะมีอยากมากคะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม