หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: การศึกษาสำหรับผู้ปกครองช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กๆ มีชีวิตรอด  (อ่าน 16 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 14 มิ.ย. 21, 12:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ผลการวิจัยเผยการศึกษาสำหรับผู้ปกครองช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กๆ มีชีวิตอยู่รอดได้มากขึ้น



หนึ่งในงานวิจัยที่มุ่งเน้นเก็บข้อมูลเรื่องการศึกษาของบิดาและมารดา โดยพบว่าไม่ว่าจะเป็นการศึกษาของฝ่ายใด ก็สามารถการป้องกันการเสียชีวิตในเด็กได้

ผลการศึกษาใหม่ซึ่งจัดทำโดยนักวิจัยจากสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) แห่งวิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และศูนย์วิจัยด้านความไม่เสมอภาคทางสาธารณสุขโลก (CHAIN) พบว่า ความเสี่ยงในการเสียชีวิตของเด็กลดลง โดยแปรผกผันกับจำนวนปีที่ผู้ปกครองได้รับการศึกษาสำหรับผู้ปกครอง (Parental education) ที่เพิ่มขึ้น

ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาสำหรับมารดา (Maternal Education) 1 ปีสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลงได้ 3% และเด็กที่เกิดจากมารดาที่ได้รับการศึกษาสำหรับผู้ปกครอง 12 ปีมีโอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ปีลดลงถึง 30% เมื่อเทียบกับเด็กที่เกิดกับมารดาที่ไม่ได้รับการศึกษามาก่อน ส่วนการศึกษาสำหรับบิดา 12 ปีสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีได้ 17% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยได้รับการศึกษามาก่อน

Hunter York ผู้เขียนหลักของการศึกษานี้กล่าวว่า "งานวิจัยชิ้นนี้น่าตื่นเต้น เพราะเห็นได้ชัดถึงผลของการศึกษาทั่วทั้งภูมิภาคและระยะเวลาต่างๆ แม้ว่าหลักฐานนี้อาจไม่ใช่สาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่อยู่นอกเหนืออิทธิพลของพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการศึกษาระดับต่ำ เช่นการสูบบุหรี่ หรือการแทรกแซงที่มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการอยู่รอดของเด็กโดยไม่คำนึงถึงระดับการศึกษาของผู้ปกครอง เช่น การวางแผนครอบครัวฟรี ทั้งหมดนี้เป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับสุขภาพเด็ก แต่ผลการวิจัยของเราชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการศึกษาในตัวมันเอง"

ผู้เขียนยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษาสำหรับบิดา ซึ่งมีการวิจัยน้อยกว่าการศึกษาสำหรับมารดาอย่างมาก

ศาสตราจารย์ Emmanuela Gakidou หนึ่งในผู้เขียนอาวุโสของการศึกษาฉบับนี้กล่าวว่า "แม้หลังจากควบคุมปัจจัยเรื่องการศึกษาของมารดาแล้ว แต่การศึกษาของบิดาก็ยังมีความสำคัญ การศึกษาส่วนใหญ่พิจารณาเฉพาะปีการศึกษาของมารดาเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาทั้ง 2 ประเภท และอย่ามองข้ามผลที่การศึกษาของบิดามีต่อการอยู่รอดของเด็ก"

การวิเคราะห์นี้รวมการศึกษามากกว่า 300 ผลการศึกษาจาก 92 ประเทศ ซึ่งรวบรวมจากการเกิดของเด็กกว่า 3 ล้านคน นักวิจัยพบว่า ผลในการป้องกันการเสียชีวิตที่เกิดจากการศึกษาสำหรับผู้ปกครองจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเมื่ออายุของเด็กๆ เพิ่มขึ้น แต่มีนัยสำคัญอย่างมากสำหรับกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี

สำหรับทารกแรกเกิด (0-27 วัน) ปีการศึกษาสำหรับมารดาที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ 1.5% การศึกษาสำหรับบิดาในแต่ละปีลดความเสี่ยงได้ 1.1%สำหรับทารก (1-11 เดือน) ปีการศึกษาสำหรับมารดาที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ 3.7% การศึกษาของบิดาในแต่ละปีลดความเสี่ยงได้ 1.8%สำหรับเด็กเล็ก (1-4 ปี) ปีการศึกษาสำหรับมารดาที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ 4.4% การศึกษาของบิดาในแต่ละปีลดความเสี่ยงได้ 2.2%

ความสัมพันธ์นี้แสดงให้เห็นในทุกภูมิภาค แม้จะหลังจากที่ควบคุมปัจจัยเรื่องความมั่งคั่งหรือรายได้ ระดับการศึกษาของคู่ครอง และเพศของเด็กแล้ว

ศาสตราจารย์ Terje Andreas Eikemo หัวหน้า CHAIN กล่าวว่า "เราจำเป็นต้องลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กลงอีก และการลงทุนด้านการศึกษาอาจเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาจะเป็นนโยบายสากลที่สำคัญในฐานะตัวกำหนดอัตราการอยู่รอดของเด็กทั่วโลก"

นอกจากนี้ การวิจัยยังพบว่า การศึกษาที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีซึ่งสัมพันธ์กับการอยู่รอดของเด็ก ให้ผลลัพธ์เดียวกันสำหรับช่วงการศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ซึ่งบ่งชี้ว่า การมุ่งเน้นเฉพาะการศึกษาเฉพาะระดับประถมศึกษา อาจทำให้พลาดโอกาสในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตที่อายุต่ำกว่า 5 ปีและโอกาสที่เด็กๆ จะมีชีวิตอยู่รอดได้มากที่สุด

Kam Sripada หนึ่งในผู้เขียนหลักของการศึกษากล่าวว่า "แม้ช่วงอายุจะแตกต่างกัน แต่การศึกษาและสุขภาพก็ยังคงเชื่อมโยงกัน การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในระดับสากลจะต้องถูกให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรก ตั้งแต่ปีแรกๆ ในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา ทั้งเพื่อสนับสนุนคนรุ่นปัจจุบันให้บรรลุศักยภาพ และเพื่อช่วยให้คนรุ่นต่อไปอยู่รอดและเจริญรุ่งเรือง"

การศึกษานี้ได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งนอร์เวย์, มูลนิธิ Bill & Melinda Gates และคณะกรรมาธิการจาก Rockefeller Foundation และ Boston University ด้านปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม ข้อมูล และการตัดสินใจ (3-D Commission)

ติดต่อ: media@healthdata.org

เกี่ยวกับสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ

สถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) คือองค์กรวิจัยอิสระด้านสุขภาพระดับโลก แห่งวิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งทำหน้าที่ประเมินปัญหาสุขภาพที่สำคัญของโลกอย่างแม่นยำและสามารถนำมาใช้เปรียบเทียบได้ พร้อมทั้งประเมินกลยุทธ์ที่ใช้ในการจัดการกับปัญหาเหล่านั้น สถาบัน IHME มีพันธกิจในด้านความโปร่งใสและการทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ในวงกว้าง เพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมีหลักฐานประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรเพื่อยกระดับสุขภาพของประชากร

โลโก้ - https://mma.prnewswire.com/media/1156878/IHME_Logo.jpg

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม